อย่าให้เราเป็น 15% นั้นเลย
"พี่ไม่อยากมีครอบครัวเหรอ?" 
"ไม่อยาก"
"ทำไมล่ะ?"

....
It's non of your business
คงตอบแบบนี้ไม่ได้มั้ง

"เสือก"
อ่าว แบบนี้ก็ไม่ได้เหรอ แต่ก็ตอบไปแล้ว

...
"ไม่ถามก็ได้"

คุณตอบกลับมาทำหน้าสลด
เหมือนลูกหมาที่เพิ่งแทะรองเท้าแล้วโดนดุมาเลย
แต่นั่นก็น่ารักดี

แต่ก็เป็นคำถามที่ดี
ทำให้เราทบทวนเหตุผลที่สร้างความคิดนั้นขึ้นมา
ทำไมกันนะ
เราถึงได้มีทัศนะคติเรื่องครอบครัวแบบนี้

จะว่ายังไงดีล่ะ
บอกแบบตัดๆว่า
เราไม่คิดว่าเราจะสามารถหนีจากคำสาปที่ติดตัวเรามาได้แล้วกัน

แต่เรื่อง sex เรามองเป็นกิจกรรม
ที่คน 2 คนสร้างความสุขในขณะเวลานั้นให้กันมากกว่า
อาจจะคล้ายกับกีฬาประเภทหนึ่ง
เสียพลังงานมาก 
ต้องการคู่ที่เข้ากันได้
และควรพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

แน่นอนว่าเรื่องการตั้งครรภ์คือสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด
เพราะเรายังไม่ต้องการครอบครัว
ไม่คิดว่าจะสามารถดูแลใครได้
และเราไม่สามารถสบายใจได้โดยการป้องกันเพียงขั้นเดียว

หลายคนอาจจะทราบอยู่แล้ว
หลายคนอาจจะกำลังจะทราบ
ว่าการใช้ถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชายเพียงอย่างเดียว
แม้จะใช้อย่างถูกต้องก็ยังมีโอกาสพลาด 2%
และการใช้ทั่วไปมีโอกาสท้องถึง 15% (บางแหล่งข้อมูลก็ 18%)

แน่นอนว่า
เรายอมให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของตัวเลขพวกนั้นไม่ได้
เราจึงเริ่มพิจารณาทางเลือกอื่นๆในการคุมกำเนิดเพิ่มเติม
และเราตัดสินใจใช้วิธีการฝังฮอร์โมนคุมกำเนิด

ซึ่งเรื่องราวต่อจากนี้จะลดระดับความตึงเครียดลง
เป็นการแบ่งปันประสบการณ์การเข้ารับบริการฝังฮอร์โมนคุมกำเนิดของเราเอง

ไปกันเลย!

เราเลือกรับบริการที่ โรงพยาบาลตำรวจ
เนื่องด้วยเรามีสิทธิ์ประกันสุขภาพดีถ้วนหน้าที่นี่
ทำให้ไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับแท่งฮอร์โมนที่ใช้ฝัง
เพราะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการการวางแผนครอบครัว
แต่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆรวมแล้วอยู่ที่ 270 บาท

ณ วันที่เราไป แผนกต่างๆของโรงพยาบาล
กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนจากตึกเก่าสู่ตึกใหม่
หลายอย่างยังไม่ลงตัว
แต่หลายอย่างก็เป็นระเบียบขึ้นกว่าเดิมมาก

เริ่มจากตรวจสอบสิทธิ์
จากนั้นจะได้รับเอกสารส่งต่อไปยังแผนกสูตินรีเวชที่ชั้น 6
ตรงนี้ให้วัดความดันและช่างน้ำหนักแล้วรอคุณพยาบาลเรียก

พอเราวัดความดันช่างน้ำหนักเสร็จก็หิวและง่วงมาก
เลยแวบลงไปหาของกินและกาแฟที่ชั้นล่างสุดก่อนแล้วกลับขึ้นมา

คุณพยาบาลสอบถามเพิ่มเติมว่ามาทำอะไร
ก็ตอบไปว่าอยากฝังฮอร์โมนคุมกำเนิดค่ะ
แล้วก็ได้ไปรอเรียกที่ห้องด้านใน

พอถึงคิวก็จะได้เจอกับคุณพยาบาลอีกชุดหนึ่ง
คุุณพยาบาลถามเหมือนเดิมก็ตอบเหมือนเดิมไป
แล้วก็ให้ขวดสำหรับตรวจปัสสาวะมา
เพื่อใช้เป็นหลักฐานว่าขณะรับการฝังฮอร์โมนไม่ได้กำลังตั้งครรภ์อยู่
ต่อให้ประจำเดือนกำลังมาก็ต้องตรวจนะจ้ะ

เก็บปัสสาวะเสร็จก็นำไปยื่นที่ห้องแลปแล้วมานั่งรอผล

ระหว่างนี้รอนานพอสมควร
ดีที่ติดหนังสือมาด้วย
นั่งอ่านหนังสือ
แอบมองคนไข้คนอื่น
ส่วนมากจะเป็นคุณแม่เพิ่งคลอด
หรือคุณแม่มาฝากครรภ์
บรรยากาศเงียบสงบดีทีเดียว

พอถึงคิวตรวจกับคุณหมอจะมีคุณพยาบาลคนใหม่มาเรียก

คุณหมอพูดคุยติดตลกจนรู้สึกไม่เครียดเลย
คุยไปสักพักเริ่มเผลองอแงใส่ตามนิสัยปกติ
(ซึ่งไม่ควรนะคะ)

"คุมกำเนิดเหรอ ไม่มีลูกสักคนก่อนค่อยมาฝังล่ะ?"
หืมมมมมมมม 
ถ้าเราอยากมีลูกคงไม่มาที่นี่หรอกมั้ง
แต่คงมีคนไข้มาฝังด้วยหลากหลายเหตุผลแหละ

"ฝังตอนนี้แหละค่ะ genetic หนูไม่ค่อยดี"
"หืม เป็นอะไรล่ะ"
"เป็นประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคซึมเศร้าทั้งฝั่งคุณพ่อและคุณแม่เลยค่ะ ตัวเองก็กำลังรักษาอยู่ค่ะ"
"หืม เหรอ เราดูอารมณ์มั่นคงออกนะ"
"คงเพราะอยู่ในการดูแลของจิตแพทย์มั้งคะ"
"แล้วก็เลยไม่อยากมีลูกงี้?"
"ไม่อยากให้ใครที่เรารัก มาทนกับสิ่งที่เราเคยทรมานมาก่อน ประมาณนี้ค่ะ"

"แล้วไม่ลองแบบฉีดดูก่อนล่ะ เราไม่เคยใช้ progestin แบบเดี่ยวหนิ"
"ได้ยินมาว่ามันมีผลข้างเคียงเยอะเพราะให้ยาเยอะในเข็มเดียวใช่ไหมคะ"
"ก็ไม่หรอก"
"งั้นคุณหมอแนะนำแบบไหนมากกว่าอะคะ"
"แล้วแต่คนไข้เลย
ตัดสินใจมาแล้วก็เอาแบบนั้นแหละ
เป็นผู้หญิงอย่าโลเลเปลี่ยนใจไปๆมาๆ"
....
จำได้ว่าเผลอกลอกตาไว้อาลัยให้มุขคุณหมอไป

แล้วคุณหมอก็ให้ใบสั่งยาไปยื่นที่ห้องยาด้านล่าง
ได้ยาแล้วให้กลับมาฝังที่ชั้น 6 เหมือนเดิม
ตอนนั้นใกล้เที่ยงแล้วคุณหมอบอกว่าไม่ทันตอนเช้าหรอก
ให้รอกลับมาฝังตอนบ่ายเลย

หลังจากยื่นใบสั่งยาแล้วก็ไปเดินเล่นหาของกิน
แอบคิดว่าน่าจะถามหมอว่าให้ซื้ออะไรฝากไหม
นึกถึงสมัยที่ตัวเองทำงานประเภทนี้แล้ว
บางครั้งก็มีความรู้สึกว่าขี้เกียจออกไปหาอะไรกินข้างนอกเหมือนกัน

พอใกล้บ่ายก็กลับมาชำระค่าใช้จ่ายที่ไม่รวมอยู่ในประกันและรับยา
จากนั้นกลับไปที่แผนกสูตินรีเวชเหมือนเดิมเพื่อฝังฮอร์โมน

ระหว่างรอคุณหมอไปพักบ้างก็สังเกตผู้คนรอบๆอีกครั้ง
คนไข้ดูบางตากว่าตอนเช้าอย่างเห็นได้ชัด
ข้างๆมีคุณแม่กับเด็กน้อยหลับบนตัก
เยื้องๆกันเป็นสาวใหญ่ในชุดค่อนข้างคล่องตัว
และก็กลับไปอ่านหนังสืออีกรอบ

คุณพยาบาลเรียกชื่อเราและนำบัตรนัดสำหรับการฝังครั้งถัดไปมาให้
คุณพยาบาลแจ้งว่า
ยาอยู่ได้ 3 ปี
ครั้งถัดไปจะต้องมาก่อนเวลานัด
ไม่เช่นนั้นอาจจะต้องชำระค่าแท่งฮอร์โมนประมาณสองพันกว่าบาทเอง
และสักพักก็เรียกให้เข้าห้องหัตถการพร้อมกับคุณพี่สาวใหญ่

แล้วคุณหมอคนเดิมก็คลำตำแหน่งกล้ามเนื้อ
เพื่อระบุตำแหน่งที่ทำการฝัง
ทำความสะอาดบริเวณที่จะฝังโดยใช้เบตาดีน
เตรียมยาชาและแท่งฮอร์โมน
เปิดและสวมถุงมือผ่าตัด

"เนี่ย จริงๆไม่อยากฝังให้เลยนะ ไม่อยากสร้างบาดแผลให้ผู้หญิง"
ตรงนี้กลั้นหัวเราะแบบเหอะๆไม่ได้จริงๆ
แถมยังเผลอถอนหายใจซ้ำอีก

แล้วหมอก็ฉีดยาชาเป็นแนวยาวให้
จากนั้นค่อยปูผ้าหน้าต่าง
ระหว่างนี้ก็เล่นมุขต่อกันค่ะ

"ไม่เจ็บหรอก ไกลหัวใจ"
ขอโทษคุณหมอจากใจจริงๆที่ไม่สามารถห้ามตัวเองกลอกตาได้

เวลาผ่านไปไม่กี่วินาทีคุณหมอก็เตรียมจิ้มเข็ม
พอเข็มสัมผัสแขนแล้วยังรู้สึกอยู่จึงห้ามคุณหมอไว้ก่อน
แล้วคุณหมอก็เอามือขึ้นมาบังสายตาเราตอนจะลงเข็ม

"อย่ามองสิ มันจะไม่เจ็บ"
"หมออออออ ตะกี้ยาชามันยังไม่ทันออกฤทธิ์เลย"
"เนี่ยไม่มองก็ไม่เจ็บแล้ว"
"ไม่เกี่ยวสิ ขอมองหน่อย ชอบดู"

เริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนโรคจิตนิดๆ
ที่ชอบดูหัตถการของร่างกายตัวเอง

แล้วคุณหมอก็คลายมือที่บังไว้ออก
และลงเข็มของอุปกรณ์ฝังฮอร์โมน
ซึ่งตอนนี้ไม่มีความรู้สึกแล้ว

คุณหมอถอนอุปกรณ์ออกทิ้งไว้แต่แท่งฮอร์โมน
ติดแผลและพันห้ามเลือดให้

"อันนี้พันห้ามเลือดเฉยๆนะ
อาจจะเป็นแผลเป็นเล็กๆได้"
"แง แผลสะอาดไม่ใช่อ่อคะ มันน่าจะไม่เป็นแผลเป็นสิ"
"นิดหน่อยน่า แผลภายนอกเนี่ย รักษาไม่ยากหรอก
แต่แผลในใจเนี่ยนะ ใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ไม่หาย"

เอิบ ค่ะ รีบกินยาดีกว่า ปวดหัว

พันแขนเสร็จก็เป็นอันเรียบร้อย
ขอบคุณคุุณหมอคุณพยาบาล
และกล่าวลากับคุณพี่เตียงข้างๆแล้วก็เสร็จแล้ว

หลังฝังฮอร์โมนเสร็จ
เรากินยาลดปวดลดอักเสบที่ได้มาจากโรงพยาบาลหลังอาหารทันที
ประคบเย็นบริเวณที่ฝังฮอร์โมนร่วมด้วยในวันแรก
แกะผ้าพันแขนออกและประคบอุ่นตามในวันถัดมา
คอยเปลี่ยนที่ติดแผลทุกวันและทุกครั้งที่เปียกหรือสกปรก
แขนเป็นรอยน่ากลัวประมาณ 3 วันแล้วก็กลับเป็นแขนย้วยๆปกติ

สำหรับแผลเราดูแลตามระยะการหายของแผล
ช่วงแรกดูเรื่องความสะอาด
หลังจากนั้นคอยปรับสภาพให้ชุ่มชื่น
แขนค่อยๆดูสวยงามเหมือนไม่เคยทำร้ายกันมาก่อน

ถึงตรงนี้มีเนื้อหาเพิ่มเติมอีกนิดที่อยากแบ่งปันคือ

เหมือนที่เคยเกริ่นไว้ก่อนหน้านี้แล้วคือ
การป้องกันชั้นเดียวมันไม่ปลอดภัยพอสำหรับเรา
แน่นอนว่าแม้จะฝังฮอร์โมนแล้วก็ยังใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์อยู่ดี
นอกจากจะกันท้องแล้วยังต้องกันโรคด้วยนะจ้ะ

มีวิธีการคุมกำเนิดอื่นๆให้เลือกแล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละคน
ไม่จำเป็นจะต้องใช้วิธีแบบเดียวกันหมดก็ได้

เช่น

การกินยาคุมแบบ 21 หรือ 28 เม็ด
มีข้อดีที่ชัดเจนมากคือ
กำหนดวันที่ประจำเดือนจะมาได้อย่างชัดเจน
แต่ราคาสูงหรืออาจจะกลางๆแล้วแต่ยี่ห้อ และต้องกินต่อเนื่อง

ฉีดยาคุม
ประหยัดแต่กำหนดระยะเวลาที่ป้องกันได้เป็นช่วงที่ค่อนข้างกว้าง
ตั้งแต่ 1-3 เดือนแตกต่างกันไปในแต่ละคน

และการใช้ถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชายมีความผิดพลาดเกิดได้ในหลายกรณี
โดยจะยกตัวอย่างจากบทความของ Stephanie Pappas ในเวปไซต์ livescience.com 
เรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน: การใช้ถุงยางผิดที่พบบ่อย 14 แบบ

เช่น

ไม่เหลือพื้นที่ปลายถุงยางสำหรับถุงยางที่ไม่มีกระเปราะตรงปลาย

ไม่ใช่สารหล่อลื่น
เพิ่มโอกาสเสียดสีที่อาจทำให้ถุงยางรั่วได้

ใช้สารหล่อลื่นที่ไม่เหมาะสม
คือมีรายงานบอกว่าบางคนใช้สารกลุ่มน้ำมันเป็นสารหล่อลื่น
ซึ่งน้ำมันสามารถย่อยถุงยางอนามัยได้ ก็นะ

นำถุงยางอนามัยมาใช้ซ้ำ!
ขอเหอะ 
งกไปไหมเธอ

ก่อนจากกันขอทิ้งท้ายไว้ว่า

ดูเร้กถูกกว่าดูเม้ก

ถ้ายังไม่ลองใช้ถุงยางที่บางกว่า 0.03 มม
อย่าเที่ยวไปพูดว่าใส่ถุงยางแล้วฟินไม่สุด 
(Okamoto และ Onetouch สำหรับแบรนด์โลคอล
และ Sakami 0.01 0.02 อันโด่งดังจากประเทศญี่ปุ่น
ซึ่งจะบอกข่าวดีว่า
ตอนนี้มีคนนำเข้ามาขายแล้วนะจ้ะ)

ผู้หญิงคุมกำเนิดแล้วไม่ได้แปลว่าโอเคให้แตกในนะคะ

และขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.plannedparenthood.org/learn/birth-control/condom/how-effective-are-condoms
https://www.livescience.com/18661-14-common-condom-errors.html
SHARE
Written in this book
My slutty story
Writer
wannitach
psychopath wanderer
a psychopath struggling to cause remarkable trouble

Comments