A brief story of plastic (Part 1)
คุณรู้มั้ยครับว่า พลาสติกนั้นถือกำเนิดเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ เป็นเวลายังไม่ถึงสองร้อยปีเลย และถ้าจะว่ากันตามจริง พลาสติกนั้นเข้าสู่โลกของอุตสาหกรรมหนัก เพียงแค่ประมาณยุค 1920s เท่านั้นเอง

ถ้าจะพูดให้เข้าใจมากขึ้น บรรดาผู้คนที่เกิดขึ้นมาโดยที่ยังไม่มีพลาสติกซักชิ้นเลยอยู่บ้านนั้น น่าจะยังมีชีวิตอยู่ในตอนนี้ พร้อมๆ กันกับผู้คนในสมัยนี้ที่เกิดมาแล้วได้สัมผัสกับพลาสติก ก่อนที่จะได้เจอกับอ้อมกอดของแม่ตัวเองซะอีก

พลาสติกดูมาไกลเหลือเกินภายในช่วงเวลาไม่ถึงร้อยปี จนนำไปสู่คำถามต่อไปว่า ทำไมพลาสติกถึงได้กลายมาเป็นวัสดุที่มีอิทธิพลกับโลกของเราขนาดนี้ และอีกคำถามที่ดูสำคัญกว่าก็คือ แล้วเรา, มนุษยชาติกับพลาสติกนั้นจะเดินหน้าไปอย่างไรกันต่อ

จริงๆ แล้วเราอยากจะแบ่งช่วงเวลาออกมาเป็นสี่ช่วง มันอาจจะไม่ถูกต้องเป๊ะๆ มากนัก จริงๆ ก็เป็นแค่ความรู้สึกกับประสบการณ์ซะมากกว่า แต่ก็น่าจะเป็นการบอกได้ว่า เรามอง, เคยมอง และอาจจะมองพลาสติกในรูปแบบไหนกันต่อไป

(0)
การที่พลาสติกถูกสร้างขึ้นมาในโลกนี้ อาจจะถือได้ว่าเป็นทั้งความบังเอิญและความตั้งใจ ความตั้งใจแรกของการผลิตวัสดุประเภทใหม่นี้ขึ้นมานั้น อาจจะไม่ค่อยมีใครรู้มากนั้น แต่มันเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่เป็นกีฬาของมนุษย์ มันมีอุปกรณ์บางอย่างที่ค่อยๆ หายากขึ้น มีราคาแพง จนคนต้องหาวัสดุชนิดใหม่มาทดแทนมันก่อนที่จะทำให้กีฬาชนิดนี้ต้องสูญพันธุ์ไป

สิ่งนั้นคือลูกบิลเลียดครับ ในสมัยก่อนลูกบิลเลียดนั้นทำมาจากงาช้าง คงไม่ต้องบอกก็น่าจะเข้าใจว่าถึงจุดๆ หนึ่งแล้ว เราไม่สามารถหางาช้างมาทำลูกบิลเลียดได้อีกต่อไป

พลาสติกถูกคิดค้นมาด้วยความตั้งใจเพียงเพื่อเป็นตัวแทนของลูกบิลเลียดเท่านั้นเอง หากแต่วัสดุชนิดใหม่นี้ ไม่เพียงแต่จะทดแทนลูกกลมๆ บนสักหลาดได้เท่านั้น มันเริ่มแพร่ขยายไปยังผลิตภัณฑ์อื่น, ไปยังจุดที่วัสดุธรรมชาติทำไม่ได้ ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อที่สุดในตอนนั้น และอาจจะรวมไปถึงตอนนี้ด้วยนั่นก็คือ ถุงน่องไนล่อน (Nylon)

ความเบาบางของไนล่อนนั้น ถีบถุงน่องผ้าฝ้ายออกจากตลาดไปอยางสิ้นเชิง มันเป็นครั้งแรกที่ทำให้วัสดุชิ้นใหม่อย่างพลาสติกเข้ามาอยู่ในบ้านเรือนของคนทั่วไปได้จริงๆ ถ้าตามความคิดของเราแล้ว มันน่าจะเป็นจุดหลักไมล์แรกของยุคพลาสติก (Plastic Age) เลยทีเดียว

หากแต่พลาสติกนั้นก็ยังมีราคาค่อนข้างสูง ด้วยความยุ่งยากซับซ้อนของการเปลี่ยนเอาวัตถุดิบอย่างปิโตรเลียมมาเป็นพลาสติก มันไม่เหมือนกับอุตสาหกรรมหนักอื่นๆ ในยุคนั้นอย่าง โรงหลอมเหล็ก หรือโรงงานผลิตอื่นๆ ที่ใช้แรงงานคน หากแต่เป็นความอันตรายและซับซ้อนของการผลิต ที่ถ้าพลาดนิดเดียวก็อาจจะเกิดเป็นโศกนาฏกรรมได้ง่ายๆ

จนมาถึงจุดๆ หนึ่งที่ทำให้พลาสติกถูกลงและถูกลง นั่นคือการเข้ามาของตะวันออกกลาง

(1) 
แน่นอนครับว่าความรู้เกี่ยวกับทางวิทยาศาตร์และวิศวกรรมศาสตร์นั้น ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเอง ก็ยังคงกระจุกตัวอยู่ในประเทศตะวันตก อย่างในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ประเทศเหล่านี้เข้าไปดึงเอาทรัพยากรของประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมาเพิ่มอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและทางทหารตั้งแต่สมัยโบราณ จนกระทั่งเกิดเป็นสงครามโลกขึ้นมานั่นแหละ

ในทางปิโตรเลียมก็เช่นกัน ถ้าในยุค 1970s-1980s ถ้าใครบินจากเอเชียไปยังยุโรป ผ่านน่านฟ้าของตะวันออกกลางในตอนกลางคืน กัปตันบางท่านอาจจะประกาศบอกให้ผู้โดยสารมองออกไปยังนอกหน้าต่าง เพื่อที่จะพบกับดวงไฟสีส้มที่กระจายตัวออกไปทั้งคาบสมุทรอาระเบีย

ดวงไฟนั้นคือแฟลร์ (Flare Stack) ถ้าใครผ่านไปยังโรงกลั่นน้ำมันก็อาจจะมองเห็นปล่องไฟสูง ที่มีไฟลุกติดอยู่ด้านบน ไฟที่ติดด้านบนมีไว้เพื่อเผาแก๊สตัวเบาๆ ส่วนเกินก่อนที่จะปล่อยออกไปยังบรรยากาศ เผื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และอีกอย่างมันเป็นการตรวจสอบดูได้คร่าวๆ ด้วยว่าในโรงงานเกิดสภาวะผิดปกติอะไรรึเปล่า

ในยุคนั้นแน่นอนว่าชาติตะวันตกเข้าไปลงทุนกับทางประเทศตะวันออกกลาง ในการกลั่นน้ำมันและส่งทั้งน้ำมันเบนซินและดีเซลกลับไปขายยังชาติที่มีความต้องการอย่างในยุโรป ประเด็นที่ชาติตะวันตกไม่ได้บอก หรือหลงลืมที่จะบอกไปนั้นก็คือ แก๊สตัวเบาๆ ที่ถูกเผายังปล่องแฟลร์นั้น มันนำมาผลิตเป็นพลาสติกได้

หลังจากที่เวลาผ่านไปหลายปี ดูเหมือนว่าในที่สุดความรู้นี้ก็เข้ามาถึงตะวันออกกลาง แน่นอนว่าหลังจากเผาทรัพยากรที่มีค่าเหมือนกับทองทิ้งไปหลายปีนั้น สุดท้ายตะวันออกกลางก็ผลิตพลาสติกได้ และดูเหมือนจะด้วยความโกรธแค้น ทำให้อุตสาหกรรมพลาสติกถูกคลื่นสึนามิซัดเข้าอย่างจัง

ในตอนนั้นพลาสติกเองก็ยังมีราคาแพง จนเรายังไม่เห็นในชีวิตประจำวันซักเท่าไหร่ ถ้าย้อนกลับไปก็คือ มันเป็นสมัยที่ถ้าเราไปซื้อข้าวของที่ตลาด ก็จะต้องเอาตะกร้าไปด้วย แม่ค้าก็ยังใช้ใบตองห่อข้าวหรือหมูมาให้เรา ถ้าเราไปซื้อน้ำแกง ก็ยังจะต้องพกปิ่นโตไปเพื่อหิ้วกลับมา ข้าวของเครื่องใช้ยังเป็นโลหะเกือบทั้งหมด ตั้งแต่ขันน้ำ กาละมังซักผ้า ไปจนถึงโทรทัศน์ก็แทบจะยังไม่มีชิ้นส่วนไหนเป็นพลาสติกเลย

ถ้ายังมองไม่ออก มันก็คือยุคที่เรายังเล่นม้าก้านกล้วย ยังมีของเล่นดีบุก อยู่นั่นเองแหละครับ

การเข้ามาของอุตสาหกรรมพลาสติกจากตะวันออกกลางนั้น ขายในราคาที่จะต่ำยังไงก็ได้ เพราะแต่ก่อนแล้ววัตถุดิบพวกนี้ถูกเผาทิ้งไปในอากาศเท่านั้นเอง ทำให้ราคาพลาสติกลดลงไปมากมายมหาศาล ถ้าเข้าใจไม่ผิดราคาของพลาสติกลดลงไปมากจนเหลือแค่ 20% ของราคาเดิมเท่านั้น จนอุตสาหกรรมในยุโรปแทบจะล้มละลาย

แต่อานิสงค์ของเรื่ิองทั้งหมดนี้คือ พลาสติกในถูกใช้อย่างแพร่พลายขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายๆ อย่างถูกแทนที่ด้วยพลาสติก ที่ผลิตได้ง่ายและรวดเร็วกว่า และสะดวกกับคนใช้มากขึ้น เราค่อยๆ เปลี่ยนจากการหิ้วปิ่นโตไปร้านก๋วยเตี๋ยว เป็นการเดินไปตัวเปล่าแล้วหิ้วถุงกลับมา สิ่งของหลายอย่างถูกแทนที่ด้วยพลาสติกที่มีราคาถูกกว่า และบางครั้งก็ทนทานกว่า โดยเฉพาะของจากธรรมชาติ

หากแต่เมื่อมองจากมุมมองที่สะท้อนกลับไปยังสังคม พลาสติกเองก็ยังคงเป็นได้แค่ สิ่งของราคาถูกที่ผลิตในงานอุตสาหกรรม ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มันมีเพียงเปลือกนอก, กลวงเปล่า และไร้วิญญาณ มุมมองเหล่านี้ถูกสะท้อนออกมาจากเพลงในยุคสมัยนั้นอย่าง 'Plastic Love' ของ Mariya Takeuchi หรือ 'ดอกไม้พลาสติก' ของอาเต๋อ เรวัต พุทธินันทน์

(1.5) 
ในเพลง Plastic Love นั้นมีเนื้อเพลงที่เราพอจะฟังออกอยู่ท่อนหนึ่งได้บอกเอาไว้ว่า 
" I’m just playing games, I know that’s plastic love. 
Dance to the plastic beat, another morning comes. "

มันเป็นเพลงเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่สามารถลืมความรักของเธอให้กับผู้ชายที่เธอเชื่อว่าเป็นรักแท้ได้ ไม่ว่าจะมีใครอีกคนผ่านเข้ามาใช้ชีวิตของเธอ ความรักที่เข้ามานั้นมันดูคล้ายกับเป็นแค่...พลาสติก 

มันเหมือนกับชีวิตในแสงไฟนีออนและเสียงเพลงของผับบาร์ของเมืองใหญ่ เหมือนกับความสุขที่มาเพียงแค่ชั่วครั้งคราวจากการซื้อของชิ้นใหม่  มันมีเพียงเปลือกนอก, กลวงเปล่า และไร้วิญญาณ

หรือจะเป็นเพลงดอกไม้พลาสติกเอง ท่อนแรกของเพลงนั้นขึ้นต้นว่า
" เวลาดูดอกไม้ปลอมๆ บางดอกดูสวยเกินกว่าใคร ดูดูไปมันไร้คุณค่า เพราะว่าเป็นพลาสติก "

หรือในท่อน Verse ของเพลงเองก็ยังแสดงให้เห็นถึงมุมมองของสังคมที่มีต่อวัสดุที่มีชื่อว่าพลาสติกได้ชัดเจนขึ้นว่า

" หลายๆ คนไม่รู้ไม่เคยลองคิด แท้ๆ เธอก็เหมือนไม่มีชีวิต "

แม้กระทั่งอาจารย์เทะสึกะ โอซามุ ผู้เขียนมังงะไซไฟในยุคนั้นอย่างเจ้าหนูปรมาณู, ฮิโนโทริ หรือ Metropolis เอง ก็ยังไม่เห็นวี่แววของพลาสติกในมังงะต่างๆ เลยแม้แต่นิดเดียว มันแสดงให้เห็นว่าในหลายๆ นัย พลาสติกไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นเพียงสิ่งชั่วคราวเท่านั้นเอง

(2)
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ แต่อัตราการบริโภคพลาสติกกลับค่อยๆ สูงขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป เมื่อเข้าสู่ยุคปี 1990s-2000s เราค้นพบว่าโดยเฉลี่ย คนเราใช้พลาสติกประมาณวันละ 1 กิโลกรัมเลยทีเดียว หลายๆ คนอาจจะสงสัย และเถียงว่าเราไม่น่าจะใช้พลาสติกปริมาณเยอะขนาดนั้น แต่ถ้าลองมองให้ลึกลงไปแล้วจริงๆ เราอาจจะพบยอมรับได้มากขึ้น เมื่อรู้ว่าการใช้นั้นแฝงตัวอยู่ในแทบทุกการเคลื่อนไหวของมนุษย์

พลาสติกนั้นแม้ว่าจะเริ่มต้นจากการทดแทนวัสดุต่างๆ รอบๆ ตัวของเรา แต่พลาสติกนั้นสามารถทำสิ่งหนึ่งที่ไม่มีวัสดุไหนทำได้ง่ายๆ นั่นคือ การบรรจุของเหลวเป็นขวด ไม่มีการบรรจุของเหลวขนาดเล็ก ที่ง่ายและราคาต่ำขนาดนี้อีกแล้ว โอเค, แม้ว่าการบรรจุด้วยแก้วจะยังคงมีอยู่ แต่ยอมรับเถอะว่า พลาสติกนั้นสามารถทนต่อแรงกระแทกได้มากกว่า น้ำหนักก็เบากว่า การดูแลเอาใจใส่เองก็น้อยกว่าอย่างแทบกับไม่ได้

หากแต่ขวดน้ำเป็นแค่หนึ่งในการใช้พลาสติกที่เราเห็นกันจนชินตา ไม่ใช่ขวดน้ำหรอกครับที่เป็นสิ่งที่พลาสติกถูกใช้มากที่สุด มันเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกัน การบริโภคพลาสติกที่สูงที่สุดทั้งในอดีตจนถึง ณ ตอนนี้ นั่นคือพลาสติกที่เป็นฟิล์ม (Film)

ไอ้เจ้าฟิล์มที่ว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการถ่ายรูป แต่เป็นพลาสติกที่ขึ้นรูปเป็นแผ่นบาง ถ้ายกตัวอย่างที่ชัดที่สุดก็คือ ถุงพลาสติกที่เราใช้กันอยู่นี่แหละ รวมไปถึงอีกหลายอย่างที่แอบซ่อนอยู่ในนั้น ที่เราอาจจะมองข้ามไป ไม่ว่าจะเป็นหลอดพลาสติก, ชั้นด้านในของถุงขนมอย่างเลย์, warp ของผลไม้ตามตลาดที่มากับถาดโฟม แม้กระทั่งกล่องขนมเค้กที่เป็นกระดาษ แต่มีส่วนใสมองเข้าไปด้านในได้ นั่นก็เป็นฟิล์ม

แต่ว่า, แล้วทำไมเราถึงใช้ฟิล์มมากมายขนาดนี้ ลองอ่านข้อมูลในย่อหน้าถัดไปก่อน
บางทีคุณอาจจะเข้าใจมากขึ้นว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในโลกใบนี้อยู่

ลองสมมุติว่า ถ้าเราซื้อโทรศัพท์มือถือมาใหม่เครื่องนึง เมื่อเปิดดูเราจะพบว่า แม้ว่าโทรศัพท์จะอยู่ในกล่องอยู่แล้ว แต่ตัวมันเองก็ยังคงที่จะใส่อยู่ในซองพลาสติก ไม่เพียงแค่นั้น ส่วนอื่นๆ ที่ให้มาด้วยในกล่องเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นหูฟัง, สายชาร์จ, Adapter, ถาด SIM, SD Card หรือแม้กระทั่งคู่มือการใช้นั้น ส่วนใหญ่จะถูกใส่มาในถุงพลาสติกอีกชั้น...

ถ้าเรามองลงไปในชีวิตประจำวันของเราให้ดี เราจะพบว่ามีอะไรแบบนี้ซ่อนอยู่อีกตลอดเวลา ขวดน้ำเองที่ฝาขวดก็มีพลาสติกอีกชั้นครอบไว้ ไม่เช่นนั้นฝาขวดก็จะเป็นสองชิ้นติดกัน เมื่อเปิดแล้วก็จะมีส่วนหนึ่งหลุดออก ขนาดในโรงงานเอง เมื่อชิ้นส่วนของเครื่องจักรกลับมาส่งจากงานซ่อม ก็ยังต้องพันพลาสติกกลับมา แม้ว่า Bearing นั้นจะมีรอยขีดข่วนอยู่แล้ว หรือรอยขีดข่วนไม่มีอะไรเกี่ยวกับราคา และการทำงานของ Bearing เลย

ฟิล์มพลาสติกกลายเป็นชิ้นส่วน และวงจรหนึ่งในการบริโภคของมนุษย์ เพื่อเป็นการยืนยันว่าสิ่งของที่มันห่อหุ้มอยู่นั้น ยังไม่มีใครแตะต้อง ยังไม่มีใครเคยได้จับ คุณเป็นคนแรกนะที่ได้จับชิ้นส่วนนี้ แม้ว่าความเป็นจริงแล้วจะไม่มีอะไรการันตีได้เลย แต่จิตใจของคุณถูกทำให้คิดแบบนั้นไปซะแล้ว

พลาสติกกลับกลายเป็นตัวบ่งบอกสถานะของสิ่งที่มันห่อหุ้มไปเสียอย่างนั้น
แม้กระทั่งสิ่งนั้นจะเป็นพลาสติกด้วยกันเองก็ตามที

ที่น่าตลกและน่าสงสารนั่นคือ เมื่อสิ่งของนั้นถูกแกะห่อจนตกมาถึงมือของเรา หน้าที่ของพลาสติกนั้นก็หมดลง และกลายเป็นส่วนเกินของเราไป ไม่ต่างอะไรกับเส้นผมที่เล็บที่ถูกตัดออกจากร่างกาย มันกลับกลายเป็นส่วนเกินที่ไร้วิญญาณอีกครั้ง...

นอกเหนือยิ่งไปกว่านั้น เปลือกนอกนี้เริ่มที่จะทำหน้าที่ที่ไม่เหมือนเดิมในช่วงหลัง มันเร่ิมทำหน้าที่เป็นสิ่งที่เพิ่มมูลค่าให้กับตัวสินค้าเองอีกด้วย

ถ้าเราไม่ปฏิเสธเรื่องหนึ่งที่ว่า โลก ณ ตอนนี้เป็นสังคมอุดมทุนนิยม, กิเลสระงับได้ด้วยการซื้อ และถึงหลายคนจะบอกว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ (ซึ่งอีกหลายคนบอกว่าได้ เอาเงินมาเลยเดี๋ยวจะทำให้ดู) แต่อย่าปฏิเสธเลยความความสุขที่เกิดจากการซื้อของใหม่นั้นไม่มีอยู่จริง การได้ของมาใหม่นับเป็นมูลค่าทางใจที่ใหญ่มาก, บางครั้งใหญ่กว่ามูลค่าของที่เราได้มาซะอีก

Packaging จึงเป็นอีกเครื่องมือที่บ่งบอก, หรือเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้อย่างมีนัยยะ ถ้าเอาสินค้าชิ้นเดียวกัน ชิ้นหนึ่งใส่ในถุงพลาสติกทั่วๆ ไป กับอีกชิ้นใส่มาในกล่องพลาสติกขนาดกำลังเหมาะ เปิดออกมาแล้วเจอว่า สินค้าวางด้านในไว้อย่างเป็นระเบียบ แน่นอนว่ามูลค่าแท้จริงของมันไม่ต่างกัน แต่ราคาสองชิ้นนี้อาจจะขายได้ในราคาที่ไม่เท่ากันอย่างชิ้นเชิง

มุมมองของสังคมที่ซ่อนอยู่กับพลาสติกในตอนนี้ มันถูกมองข้ามออกจากการเป็นเพียงสิ่งราคาถูกที่มาทดแทนสิ่งที่กำลังจะหมดไป ในทางกลับกัน, มันทำหน้าที่ของการบ่งบอกสถานะของสิ่งของอื่นๆ สิ่งที่มันห่อหุ้มอยู่

แม้มันจะยังคงเป็นเปลือกนอก แต่ดูเหมือนพลาสติกจะไม่ไร้วิญญาณอีกต่อไป
บางทีเราอาจจะพูดได้ว่า มันเป็นตัวแทนของการบริโภคแบบทุนนิยมได้ด้วยซ้ำไป

(2.5)

to be continuous

SHARE

Comments