หาระยะห่างในระยะเริ่มต้น
สมัยเมื่อมีความรักใหม่ ๆ เชื่อว่าหลายคนก็คงรู้สึกหรือคิดแบบเดียวกันว่า เราไม่อยากมีระยะห่างกับคน ๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหรือว่าระยะห่างทางพื้นที่ก็ตาม หลายคนอาจจะเรียกระยะผลิดอกแห่งความรักนี้ว่า "popy love" มันเป็นระยะที่อะไร ๆ มันก็ดูงดงามไปหมด
เราก็เริ่มอยากจะมีพื้นที่ส่วนตัวหรือมีระยะห่างไว้ให้หายใจกันบ้าง

แต่ก็แปลกนะครับความคิดแบบที่ว่าไม่อยากมีระยะห่างไม่ว่าทางใดทางหนึ่งกับคน ๆ นั้น เริ่มเปลี่ยนไปก็ตอนอกหักหรือเลิกรากันนี่แหละ สำหรับตัวผมเองก็เป็นแบบที่ว่านี้เหมือนกัน เมื่อเลิกรากันไป คนหลัง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต เรากลับเริ่มอยากจะมีพื้นที่ส่วนตัวหรือมีระยะห่างไว้ให้หายใจบ้าง บางทีคนที่เข้าใหม่เขาอาจไม่คิดเช่นเดียวกับเรา ยิ่งเราอยากมีระยะห่างสำหรับหายใจมากเท่าไหร่ เขาคนนั้นก็ยิ่งขยับเข้าใกล้ลมหายใจเรามากเท่านั้น แล้วเราก็เหมือนต้องถอยออกเรื่อย ๆ จนแทบตกขอบเก้าอี้ 
อาการแบบนี้สำหรับคู่ของผมก็เป็นเหมือนกัน ผมอาจจะมีแฟนมก่อนบ้าง แต่สำหรับกับอีกคนแล้ว การเป็นแฟนกับผู้ชายอย่างผม มันคือของใหม่สำหรับเขา การเริ่มต้นคบกันใหม่ ๆ ของผมกับเขาจึงเป็นอาการอย่างที่ว่ามาเมื่อกี้ มันเลยเป็นสาเหตุให้ต้องทะเลาะกันเป็นประจำ 
เขาคิดว่าเกย์เป็นพวกใจง่าย เห็นใครถูกใจหน่อยก็รักไปเรื่อย

ระยะเริ่มต้นของการรักกันจึงเป็นระยะของการหาระยะห่างที่เหมาะสมสำหรับสองคนและบางครั้งอาจรวมไปถึงคนอื่น ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเกี่ยวข้องด้วย อาการในระยะเริ่มต้นของ popy love คือ เราพยายามหาพื้นที่หายใจให้ตัวเอง แต่เขากลับพยายามขยับเข้าใกล้ให้มากที่สุด จนเรารู้สึกว่า มีใครตามเป็นเงาอยู่ไม่ห่าง จะไปไหนมาไหน จะทำอะไร ก็มีเขาตามติดตัว และยิ่งเขามีทัศนคติที่ไม่ดีกับเกย์ด้วยก็ยิ่งทำให้เขาไม่เว้นระยะห่างไว้ให้เราเลย ทัศนคติที่เขามองเกย์ไม่ดี คือ "เขาคิดว่าเกย์เป็นพวกใจง่าย เห็นใครถูกใจหน่อยก็รักไปเรื่อย" แน่นอนว่าเมื่อเราถอยห่างเขาก็ยิ่งขยับชิดเขามากเท่านั้น
ระยะเริ่มต้นมันคือการหาระยะห่างที่เหมาะสมสำหรับคนสองคน

บอกตามตรงว่า "ระยะเริ่มต้น" มันคือการหา "ระยะห่าง" ที่เหมาะสมสำหรับคนสองคน ซึ่งไม่รู้ว่าจะห่างกันมากน้อยแค่ไหน แต่เมื่อมันยังไม่ลงตัวปัญหามันก็เกิด เช่น การทะเลาะเบาะแว้ง การงอนง้อ การเลิกรากัน (แบบลักปิดลักเปิด) อยู่ด้วยกันแต่ไม่พูดจากัน ฯลฯ เรียกได้ว่าเป็นระยะน้ำตาของเขา และเป็นระยะเบื่อหน่ายของเราด้วย 

ระยะเริ่มต้นเพื่อหาระยะห่างที่เหมาะสมนี้ กว่าจะผ่านมันมาได้ก็ใช้เวลาพอสมควรที่จะก้าวผ่านหุบเหวนี้ สำหรับคู่ผมน่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ผมว่าแต่ละคู่อาจจะใช้เวลาแตกต่างกันออกไป ระยะนี้เป็นระยะที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ระยะห่างมันมีความลงตัวมากขึ้น 
มันก็เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นที่จะปรับจูนกันใหม่ จนหาระยะห่างที่ลงตัวที่สุด 

มาถึงวันนี้ เรากลับมานั่งทบทวนว่า เราก้าวผ่านมันมาได้อย่างไร ผมคิดว่าอย่างแรกคือเมื่อเกิดปัญหาขึ้น เราต้องพูดปัญหานั้นอย่างตรงไปตรงมา พูดถึงความต้องการของแต่ละฝ่าย เชื่อไหมครับ บางทีการพูดแบบนี้ก็เกิดปัญหาเหมือนกันเพราะอีกฝ่ายอาจตีความเจตนาเราผิดไป แต่ก็ต้องพูดจะได้เคยชินกับสถานการณ์แบบนี้ เมื่อพูดไปแล้วอาจไม่ลงรอยกัน บางทีก็ต้องปล่อยแต่ละฝ่ายทำใจบ้าง เมื่อคิดได้แล้วก็ต้องหันหน้ามาคุยกัน สำหรับคู่ของผมนั้น ใช้วิธีการนี้ประจำ บางสถานการณ์ไม่ติดต่อกันเลยเป็นสัปดาห์ แต่เมื่อคิดได้ หรือเข้าใจตัวเอง เข้าใจเขามากขึ้น ก็ต้องกลับไปคุยกัน เช่น ทักไลน์ไป "กินข้าวเย็นกันไหม" "ทำไรอยู่" มันก็เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นที่จะปรับจูนกันใหม่ จนหาระยะห่างที่ลงตัวที่สุด 
หวังที่จะให้ความรักที่มันเริ่มงอกงามนี้เบ่งบานไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าแดดหรือฝนมันจะพัดผ่านยามใดก็ตาม 

แต่พื้นฐานสำคัญของการปรับจูนที่ว่านี้ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความพยายามที่จะเข้าใจความต้องการของแต่ละฝ่าย จริงใจ และหวังที่จะให้ความรักที่มันเริ่มงอกงามนี้เบ่งบานไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าแดดหรือฝนจะพัดผ่านยามใดก็ตาม  


ระยะเริ่มต้นจึงเป็นระยะที่ยากที่จะหาระยะห่างที่พอดีของกันและกัน แต่เชื่อว่าสามารถผ่านมันมาได้ครับ เป็นกำลังใจแด่ทุกคู่ครับ 
SHARE
Writer
Panchanat
blogger, writer
แบ่งปันประสบการณ์การใช้ชีวิตคู่เพศเดียวกัน

Comments