One Shot - Polaris (Wheein & Hwasa)



อัน ฮเยจิน กลับมาพบกับจอง ฮวีอินอีกครั้งในงานเลี้ยงรุ่น หลังจากที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหล่อนสิ้นสุดลงได้ 6 ปี...





ฮวีอินในชุดสูทสีดำดูภูมิฐานยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ผมยาวสีแดงอ่อนของหล่อนถูกมัดรวบต่ำ ๆ ไว้ที่หลังคอ ใบหน้าที่แต่งแต้มสีส้มอมชมพูเล็กน้อยดูสวยหวาน ดวงตารีเล็กโฉบเฉี่ยว กลีบปากบางสีนู๊ดที่คลี่ออกเพราะกำลังหัวเราะจากการได้ฟังเรื่องเล่าของใครสักคนเผยให้เห็นร่องลักยิ้มบุ๋มลึกตรงแก้มขวา ในสายตาของเพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัยคนอื่น ๆ ฮวีอินเปลี่ยนไปมากโข แต่ในสายตาของฮเยจินแล้ว หล่อนยังคงเหมือนเดิม เป็นจอง ฮวีอินคนเดิม คนที่เธอนิยามว่าเป็นความรักเสมอมา



ฮวีอินเป็นฝ่ายเดินเข้ามาทักเธอก่อน หล่อนยิ้มให้ เอ่ยคำทักทายกันเหมือนเพื่อนสนิท แววตาไร้ซึ่งเรื่องราวใด ๆ ที่เคยค้างคาใจ ราวกับว่าความทรงจำของหล่อนเมื่อ 6 ปีที่แล้วได้ถูกลบเลือนหมดสิ้น เอาเข้าจริงฮเยจินก็จำไม่ค่อยได้ถึงสาเหตุที่ต้องจบความสัมพันธ์ระหว่างกัน มันเป็นความอึมครึม โง่เขลา และมันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทั้งคู่ยังเยาว์วัยเหลือเกิน





ด้วยความคิดถึงสะสมบวกกับฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ คือแรงผลักดันที่ทำให้ฮเยจินกล้าเอ่ยปากชวนฮวีอินมานอนที่อพาร์ทเม้นท์ของเธอหลังจากงานเลี้ยงจบลง และในคืนนั้นมันลงเอยด้วยเซ็กส์เร่าร้อนที่ทั้งคู่มอบให้กัน





ฮวีอินรวบร่างเธอเข้าใกล้แล้วกดจูบ สองร่างเปลือยเปล่าแนบสนิทโอบรัดกันบนเตียงนอนสีขาว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของหล่อนกระจายฟุ้ง มันยังคงเป็นกลิ่นเดิม กลิ่นน้ำหอมโจมาโลนที่หล่อนโปรดปราน กลิ่นที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ฮเยจินก็ยังจดจำได้ไม่ลืม





เธอปล่อยกายยินยอมให้ฮวีอินสัมผัสเธอทุกตารางนิ้ว จมูกรั้นของหล่อนแนบลงบนซอกคอชื้นเหงื่อ ฝังจูบ สูดดม รุกเร้า ฮวีอินดูหื่นกระหายจนเธอประหลาดใจ ราวกับความต้องการของหล่อนถูกกักเก็บไว้ที่ไหนสักแห่งในจิตใจและวันนี้คือวันปลดปล่อยอิสรภาพของความต้องการนั้น

 



อกอิ่มสองข้างของเธอ ฮวีอินก็เค้นคลึงฟอนเฟ้นมันด้วยความหลงใหล ปากและลิ้นของหล่อนฉวยชิมรสชาติจากร่างกายเธออย่างพอใจไม่หยุดหย่อน ฮวีอินเคยบอกว่าฮเยจินเหมือนน้ำผึ้ง มีรสหวานลึกลับชวนพิศวงแต่เมื่อได้ลองชิมแล้วก็อยากจะลิ้มลองให้หมดจนหยดสุดท้าย เธอได้แต่แอบหวังว่าฮวีอินจะยังคงจำคำพูดนั้นของหล่อนได้ในขณะที่กำลังโลมเลียเธออยู่ในตอนนี้ 
 




ฮวีอินเริ่มควบคุมเธอด้วยปลายนิ้ว การเล้าโลมเมื่อครู่กระตุ้นให้ช่วงล่างเริ่มเปียกชื้น นิ้วเรียวของหล่อนสอดลึกเข้ามาในกายเธอและเริ่มขยับเข้าออก ฮเยจินตอบแทนฮวีอินด้วยการเอ่ยชื่อหล่อนซ้ำ ๆ มันเป็นสัมผัสแผ่วเบาที่แทบจะแผดเผาให้เธอมอดไหม้ไปซะตรงนั้น





“อื้อ...ฮวีอินอ่า...”





“มันดีใช่มั๊ย ?”





“อืม...ดีมาก ไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานาน....แค่ไหนแล้วนะ”





ฮเยจินเอ่ยแผ่วเบาราวกับรำพึงรำพันกับตัวเอง เธอดึงฮวีอินขึ้นมาโอบกอดแนบแน่น ผิวเนื้อเปลือยเสียดสีกันจนความอุ่นแผ่ซ่านทั่วสรรพางค์กาย ท่อนขาสองคู่เริ่มเกี่ยวรัด แนบความเปียกชื้นนั้นเข้าหากัน แสงไฟสลัวสาดกระทบร่างสองร่างที่กำลังขยับราวกับเต้นระบำ เธอกับหล่อนแนบชิดกันคล้ายจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เสียงครางอ่อนหวานเปล่งคลอประสานไปกับเสียงลมกลางคืนที่พัดโชยเข้ามาทางหน้าต่าง และวินาทีนั้นทั้งคู่กระตุกเกร็ง ร่างกายฮเยจินเบาหวิวเหมือนลอยอยู่บนอากาศ บริเวณท้องน้อยเหมือนมีคลื่นความสุขไหลเวียนอยู่ตรงนั้น ฮวีอินพาเธอขึ้นไปยังจุดสูงสุดของโรลเลอร์โคสเตอร์ ก่อนจะแล่นลงมาอย่างรวดเร็วและเคลื่อนที่สู่พื้นอันราบเรียบอย่างสงบ



ใบหน้าเปื้อนยิ้มของฮวีอินคือสิ่งสุดท้ายที่ฮเยจินมองเห็นก่อนที่ไฟจะดับลง...





“เห็นนั่นมั๊ย ? ที่สว่างที่สุดตรงนั้นน่ะ มันคือโพลาริสไง”





ฮวีอินเอ่ยแผ่วเบาในค่ำคืนหนึ่งของฤดูหนาวที่เธอและหล่อนได้ไปเที่ยวด้วยกันช่วงปิดเทอม แม้ปากจะพูดกับเธอแต่ดวงตาของหล่อนกลับจ้องมองไปยังดวงดาวส่องสว่างที่มีฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีกรมท่า มือก็ชี้ไปที่ดาวดวงหนึ่งที่ส่องสว่างเด่นชัดอยู่ไกล ๆ





“พูดอะไรเข้าใจยากอีกแล้ว ฉันไม่เก่งดาราศาสตร์เหมือนเธอนะ เธอก็รู้”





“ฉันหมายถึงดาวเหนือน่ะ โพลาริสคือดาวเหนือ”





ฮวีอินสนใจดาราศาสตร์ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ฮเยจินรู้ดีในความจริงข้อนี้ เพราะสถานที่แรกที่หล่อนชวนเธอไปเดทหลังจากตกลงเป็นแฟนกันไม่ใช่ร้านอาหาร ไม่ใช่สวนสนุก ไม่ใช่ดาดฟ้าบนตึกหรู แต่เป็นท้องฟ้าจำลอง มันน่าแปลก แต่มันก็มีความสุขมากทีเดียว





“ทำไมมันถึงถูกเรียกว่าดาวเหนือล่ะ”





ฮเยจินถามออกไปอย่างนั้น แม้เธอจะไม่เข้าใจเรื่องซับซ้อนของดวงดาวและจักรวาลเลยสักนิด แต่หัวใจเธอมักจะเต้นโครมครามทุกครั้งเวลาที่ได้ยินได้เห็นฮวีอินเล่าเรื่องที่หล่อนชอบ หล่อนมีเสน่ห์มากที่สุดเลยในเวลานี้





“ถ้าตอบแบบสิ้นคิดเลยก็คือมันอยู่ทิศเหนือ”





“เอาแบบวิชาการสิ แบบที่เธอชอบเล่าให้ฉันฟังน่ะ”





“มันเป็นดาวที่ใช้บอกทิศน่ะ พวกนักเดินเรือจะชอบอาศัยมองดาวเหนือเวลาหลงทาง”





“มันช่วยได้ขนาดนั้นเลย ?”





“ดาวเหนือน่ะบอกทางแม่นยิ่งกว่าเข็มทิศทุกชนิดบนโลก เพราะอะไรรู้มั๊ย เพราะดาวทุกดวงต่างก็เคลื่อนที่ตลอดเวลา มีแต่ดาวเหนือเท่านั้นแหละที่มันจะอยู่ที่เดิมแบบนั้น ไม่เคลื่อนที่ไปไหน อาจจะเลื่อนไปบ้างแต่สุดท้ายแล้วก็ไม่เกินหนึ่งองศา”





“ดีจังเลยเนอะ”





“ฉันว่ามันเป็นดาวต้องคำสาป”





“ทำไมคิดงั้นล่ะ”





คำพูดของฮวีอินนั้นชวนสงสัยจนเธอต้องขมวดคิ้ว





“ดาวดวงอื่นเคลื่อนที่ไปไหนต่อไหน แต่นี่ยังเอาแต่อยู่ที่เดิม น่าเบื่อตายชัก”





“แต่มันก็เลือกไม่ได้นี่นา ความจริงมันอาจจะชอบการที่อยู่ที่เดิม ๆ ตรงนั้นก็ได้”





“ก็จริงของเธอ”





ฮวีอินพูดพร้อมหันมายิ้มให้เธอ วินาทีนั้นเหมือนเธอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมดาวเหนือจึงเลือกที่จะอยู่ที่เดิม ๆ ของมัน





เพราะอากาศร้อนจากไฟดับ ทำให้อดีตคู่รักที่เพิ่งจะเสร็จกิจต้องย้ายตัวเองออกมายืนมองความมืดมิดที่ระเบียงห้อง ถนนเบื้องล่างที่เคยถูกประดับประดาไปด้วยแสงไฟริมทางในตอนนี้มืดสนิท ภาพตรงหน้านั้นไม่คุ้นเคยราวกับเป็นเมืองร้างไร้ผู้คน ฮเยจินกอดอกพร้อมกระชับเสื้อคลุมแนบตัว ดวงตาหันไปมองฮวีอินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มีบุหรี่หนึ่งมวนถูกจุดอยู่ระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลางของหล่อน หล่อนใช้ปลายนิ้วชี้เคาะตรงแท่งสีขาวนั้นเบา ๆ ก่อนจะส่งมันเข้าปาก ดูดอัดนิโคตินเข้าไปเต็มปอด ก่อนจะปล่อยควันสีขาวลอยล่องไปในอากาศ 
 




“ซักหน่อยมั๊ย ?”





ฮวีอินยื่นมันให้เธอ เธอรับมาก่อนจะทำเช่นเดียวกับที่หล่อนทำเมื่อครู่ แล้วค่อยส่งคืนเจ้าของ ควันบุหรี่สีขาวขุ่นจากปากคนสองคนลอยปนเปกันจนภาพเบื้องหน้าเลือนลางคล้ายหมอกที่ปกคลุมในช่วงฤดูหนาว





เหมือนดาวบนฟ้าจะล่วงรู้ว่าไฟบนพื้นโลกกำลังหลับใหล จึงเป็นโอกาสที่ทำให้มันได้อวดโฉมความงามในค่ำคืนนี้ ท้องฟ้าสีเข้มถูกแต่งแต้มไปด้วยดาวที่ส่องสว่างมากมายจนไม่อาจนับ และฮเยจินเห็นโพลาริสระยับตาโดดเด่นอยู่ไกล ๆ





“มันยังอยู่ที่เดิมจริง ๆ ด้วย”





ฮวีอินละความสนใจจากบุหรี่ เงยหน้าขึ้นมามองเธอ สายตาเหมือนถามหาคำตอบจากสิ่งที่เธอเอ่ย





“หมายถึงดาวเหนือน่ะ....จะมีวันที่มันย้ายไปที่อื่นบ้างมั๊ยนะ”





“ไม่หรอก ดาวเหนือก็ยังคงเป็นดาวเหนือ อยู่ที่เดิมตรงนั้นจนกว่าจักรวาลจะล่มสลาย”





“ฉันชักจะสงสารมันซะแล้วสิ”



“เธอเคยบอกว่าดีไม่ใช่เหรอ”





“ตอนนี้ มันคงอยากหลุดพ้นไปจากตรงนี้บ้างแล้วล่ะ”





ไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ อีก ถึงตรงนี้ ฮเยจินรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างจุกอยู่ในอก มันอึดอัดและทรมานจนอยากจะร้องไห้ แต่สุดท้ายก็ต้องกลืนก้อนสะอื้นนั้นคอลงไป





เธอมีความสุขเหลือเกินในค่ำคืนนี้ แต่มันก็เป็นความสุขที่ว่างเปล่าเลื่อนลอยเสียจริง ๆ แม้จะเป็นการได้กลับมาพบกันอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีความหวังที่จะกลับมาเหมือนเดิมได้อีก ทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ความรู้สึกของฮวีอิน ถึงหล่อนจะไม่ได้พูดอะไร แต่ฮเยจินก็รู้สึกได้ถึงความเฉยชานั้น และเธอก็เลือกที่จะไม่ทวงถาม เพราะเธอเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเข้มแข็งพอจะตั้งรับกับคำตอบได้รึเปล่า





“เดี๋ยวนี้ไม่ชอบสีเหลืองแล้วเหรอ”





ฮเยจินชวนคุยอีกครั้งหลังจากเงียบไปนาน เธอสังเกตเห็นเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ของทุกอย่างบนตัวฮวีอินที่ล้วนแต่เป็นสีดำ จึงเป็นเหตุให้เธอถามคำถามนี้





“อืม ตอนนี้ชอบสีดำมากกว่าแล้วล่ะ”





“ฉันน่ะ ยังชอบสีขาวอยู่เลย”





“ดูก็รู้ ทั้งห้องนี้ของเธอมีแต่สีขาว เธอนี่ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ”





“แถมตอนนี้ ยังมีสีที่ชอบเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งสี”




ฮเยจินเอ่ยเบา ๆ ราวกระซิบ





“สีอะไร”





“สีของท้องฟ้าตอนนี้...มันสวยดี”





ดวงตาเธอทอดมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ไม่อาจนิยามได้ว่ามันเป็นสีอะไร ไม่สว่าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นดำสนิท มันเป็นสีหม่น ๆ เหมือนความรู้สึกของเธอในตอนนี้





ดาวเหนือยังส่องสว่างอยู่ที่เดิมของมันอย่างนั้น ในขณะที่ดาวดวงอื่นพากันเคลื่อนที่ท่องไปในท้องฟ้ากว้างราวกับสนามเด็กเล่นขนาดยักษ์ แต่ดาวเหนือไม่ทำอย่างนั้น มันยังปักหลักอยู่กับที่เฝ้ามองดาวนับล้านเคลื่อนไปไม่หยุด





ฮเยจินรู้สึกว่าเธอกับดาวเหนือก็ไม่ต่างกัน ในขณะที่ฮวีอินแยกห่างไปถึงไหนต่อไหน จิตใจเปลี่ยนแปลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เธอก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่เคยหยุดคิดถึงฮวีอินที่เป็นความรักของเธอได้เลย





“ฉันกลับก่อนดีกว่า”



ฮวีอินเดินกลับเข้าไปในห้อง หยิบเสื้อสูทที่พาดอยู่บนเก้าอี้หน้ากระจกขึ้นมาสวมก่อนจะขยับมันสองสามทีให้เข้ารูป





“ไม่รอให้เช้าก่อนเหรอ”





“ไม่ล่ะ พรุ่งนี้ต้องทำงาน”





ก่อนจาก...ฮเยจินเข้าไปจูบหล่อนทิ้งท้ายแทนการบอกลา เธอคิดว่านี่น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้ในตอนนี้ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นจูบที่ไม่หวานซึ้งเอาซะเลย ตรงกันข้ามมันกลับขมขื่นยิ่งกว่าอะไร ขมกว่าบุหรี่ที่เธอสูบ ขมกว่ากาแฟอเมริกาโน่ที่เธอดื่มทุกเช้า ขมกว่าเหล้าเบียร์ทุกยี่ห้อที่เคยได้ลิ้มลอง แต่มันเป็นความขมขื่นที่มีค่าควรแก่การระลึกถึง





“ฉันไปนะ แล้วเดี๋ยวฉันจะโทรหา”





ฮวีอินเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะออกจากห้องของเธอไป เธอรู้ว่าหล่อนพูดไปอย่างนั้นแหละ ผ่านพ้นคืนนี้ไปหล่อนจะไม่โทรหาเธอ และวันต่อ ๆ ไปก็ด้วย เผลอ ๆ เบอร์โทรศัพท์ของเธออาจจะถูกลบจากเครื่องและความทรงจำของหล่อนไปแล้ว





ดาวเหนือก็ยังคงเป็นดาวเหนือ มันลอยเคว้งอยู่ที่เดิมของมันอยู่อย่างนั้น เฝ้ามองดาวอื่นค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไปไกลแสนไกล อย่างที่ฮวีอินพูดไว้ว่ามันเป็นดาวต้องคำสาป ฮเยจินก็เพิ่งจะรู้สึกว่ามันจริง เธอเหมือนถูกสาปให้อยู่แต่ตรงนี้ คิดถึงแต่ช่วงเวลาสวยงามที่ตามกลับคืนมาไม่ได้ เฝ้ามองความรักที่พรากจากและไม่หวนกลับ




ส่วนฮวีอินก็เหมือนกับดาวดวงอื่น ๆ ที่เคลื่อนที่ไปตามธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงไปทั้งกายและใจไม่สิ้นสุด





ฮเยจินยังคงรักฮวีอินอยู่อย่างนั้น แต่เธอรู้ดีว่าฮวีอินไม่หลงเหลือความรู้สึกรักไว้ให้เธอแล้ว

สักนิดก็ไม่มี...



END.



From Writer :

ลงฟิคเศร้า ๆ อีกแล้วค่ะ T_T เรื่องของเรื่องคือไปอ่านบทความเกี่ยวกับดาวเหนือแล้วรู้สึกว่ามันน่าเอามาเขียนเป็นฟิคแฮะ ก็เลยเอามาเป็นพล็อตซะเลย ตัวละครยังคงเป็นฮวีซาเหมือนเดิมค่ะ เพราะอินคู่นี้สุด 555555

ยังไงก็อยากให้อ่านแล้วสนุกอ่ะนะคะ เม้นท์เป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์ได้เหมือนเดิม ไว้ว่าง ๆ จะมาเขียนอีกแน่นอนค่ะ สัญญาว่าจะไม่ทิ้งกัน

รักคนอ่าน
SHARE

Comments

moonnight
3 years ago
ถึงเวลาจะผ่านไปยังไงดาวเหนือก็คงอยู่ที่เดิม นับถือใจคนแบบนี้นะ แต่ก็ก้าวต่อไปยาก
Reply
tianxinyaoss
2 years ago
งือ แต่งเก่งมากเลยค่ะ ชอบการจับเรื่องราวมาแต่งให้เข้ากับเรื่อง
Reply