3 คาถาให้ผัวหลง


ความรู้สึกของผู้หญิงเปลี่ยนแปลงไปตามคำพูดของผู้ชาย
ผู้ชายพฤติกรรมเปลี่ยนไปตามการกระทำของผู้หญิง ต้องดีพอ ต่อเนื่องพอ ยาวนานพอ

ผู้ชายเป็นนักคิดเชิงเหตุและผล
ผู้หญิงเป็นนักคิดด้วยอารมณ์ ที่จะหาเหตุผลมาสนับสนุนให้ตัวเองมีอารมณ์ต่อไป ซึ่งเป็นตัวปัญหา
เพราะผู้หญิงมักจะหาข้ออ้าง จ้องจับผิด ตีความทุกการกระทำ สรรหาเหตุผลให้อยู่ในอารมณ์ต่อไปให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูก ต้องชนะ เอาแต่ใจและไม่ยอมหยุด

หากต้องการจะเหนี่ยวนำผู้ชาย ต้องห้ามสั่ง ห้ามบังคับ ห้ามบอก หรือใช้ความกดดัน ประชดประชัน

* แต่คุณต้องเหนี่ยวนำด้วยเหตุและผลที่ดีต่อใจเขา*

ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่ทำหากเราสั่ง บังคับ กดดัน
" ต้องหาเหตุผลที่ดีต่อใจเขา"

หากอยากเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ชาย..

*ให้คุณตระหนักไว้เลยว่า ไม่มีคนดีบริสุทธิ์ และคนเลวบริสุทธิ์ มันไม่ได้สำคัญว่าเขาเป็นคนดีหรือเลว แต่อยู่ที่คุณ ** สามารถทำให้เขาหันด้านดีของเขามาหาเราได้ ** คนเราดีกับคนที่เขารักมาก และไม่คิดทำร้าย

ความสัมพันธ์เข้าสู่วิกฤตได้อย่างไร

คุณทำตัวเป็นเจ้าชีวิตเขา เป็นเจ้าของหึงหวง ควบคุมทุกอย่าง คุณเป็นเมีย ไม่ใช่แม่* ไม่มีใครมีสิทธิ์ในชีวิตใคร เพราะคุณไม่ใช่ผู้ให้กำเนิดเขา คนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขมีชีวิตของตน แม้แต่ตัวคุณเอง ทะเบียนสมรส ไม่ใช่ตัวยืนยันสิทธิ นอกจากแบ่งทรัพย์สิน ไม่ใช่เจ้าชีวิตบงการความสุขเขา เพราะผู้ชายมีสมอง คิดเองได้ รู้ว่าต้องการอะไร เพราะผู้ชายเบื่อ ถึงมีคนอื่น
-พฤติกรรมเปลี่ยน เมื่อคุณเรียกร้องความสนใจมากไป ตามติดเขาทุกที
-คุณโฟกัสผิดจุด( LV2) เพราะคุณโฟกัสที่ผู้หญิงอีกคนมากไป เพราะคุณไปตามส่อง ตามดูผู้หญิงอีกคนว่าทำอะไร แล้วคุณก็โมโหไปทะเลาะกับผู้ชาย กดดัน สั่ง ทำให้ผู้ชายเบื่อ ตามเช็ค ไล่บี้ ไม่ทำดีกับผู้ชาย จนผู้ชายทิ้ง เพราะคุณทำร้ายตัวคุณเอง ไม่มีใครแย่งความสำคัญของคุณเลย มีแต่คุณเองที่ผลักใสให้แย่ลง
" คุณโฟกัสแต่อดีต ที่เคยขมขื่น ที่คุณเคยเจอมาและผูกติด ฝังใจ และตัดสิน ทำให้คุณละเลยที่จะพัฒนาตนเอง เพราะไปไล่ตามคนอื่น "

- คุณปฏิเสธเขา ปฏิเสธที่จะให้เขาทำในสิ่งที่เขาชอบ และต้องการ ขัดขวาง ทำให้เขารู้สึกว่าคุณคือตัวปัญหา

-sex คุณห่วยแตก มันห่วยเพราะคุณภาพไม่ถึง /ปริมาณไม่ถึง / ลีลาไม่พัฒนา ไม่ตื่นเต้นเร้าใจ

sex เหมือนอาหารสำหรับผู้ชาย มันต้องอร่อย / ต้องหลากหลาย /ต้องครบทุกมื้อ /จัดจ้าน

-commitment/style ความชอบไม่เหมือนกัน s e x style ไม่เหมือนกัน จบ "สิ่งที่ผูกมัดผู้ชายถ้าเป็นแค่ความรับผิดชอบ หรือแค่ลูก ผูกมัดเขาไว้"

วิธีแก้วิกฤต
1. ประเมินจากการแสดงออกของผู้ชาย สังเกตุ ห้ามใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยปัญหา (ดุ ด่า บังคับ อาละวาด สร้างปัญหา)และคุณจะกลายเป็นตัวปัญหาสำหรับเขา และเขาจะเริ่มกำจัดคุณ ออกไปจากชีวิต
1. ไม่อยากคุยกับคุณ กลับบ้านช้า ไม่อยากไปไหนกับคุณ ไม่สัมผัสคุณ ติดโทรศัพท์ อยากทำอะไรคนเดียวบ้างาน อยากไปไหนคนเดียว อยากอยู่กับเพื่อน (เลเวล 1)
ถ้าคุณบ่น/จิก/ตาม/ซักไซร้/บังคับ/สร้างเงื่อนไข/ประชด/ห่างเหิน/ออกกฎ/โทรหา/เช็ค/ทำตัวเป็นปัญหาสำหรับเขา เขาจะยิ่งเบื่อหน่าย หมดอารมณ์ หาทางกำจัดคุณ เพราะคุณทำให้เขาปวดหัว
หยุดทำตัวเป็นปัญหา ชื่นชมและขอบคุณอย่างมีเหตุผล สร้างความชอบพอ เปิดใจให้อิสระและให้ในสิ่งที่เขาต้องการและเขามีความสุข อย่าสร้างเงื่อนไข ห้ามใช้อารมณ์ มีสติ ใช้เหตุผลตามความจริงที่ต้องเข้าใจและยอมรับในธรรมชาติของผู้ชาย
ผู้ชายชอบเป็น winner ชอบการมีคู่แข่ง ชอบรู้สึกการได้เอาชนะ ตื่นเต้น เร้าใจ ได้ลองสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง นักล้า ผู้พิชิต "ผู้หญิงห้ามหยุดสวยเด็ดขาด เพราะถ้าไม่มีใครมาจีบเป็นคู่แข่งเขาจะเบื่อ เพราะ winner ชอบการเอาชนะ เป็นที่ 1 "

commander ชอบสั่ง ชอบสอน ห้ามขัด ให้ฟังแลวะคุณต้องชื่นชมในสิ่งที่เขาสอน

ฮีโร่ ชอบแก้ปัญหาที่เข้าอยากแก้ ถ้าเป็นปัญหาที่คุณโยนให้เขา หรือกดดันเขา มันจะกลายเป็นคุณเพิ่มภาระให้เขา
ขี้สงสาร แต่คุณต้องขอบคุณหนักๆหากเขาช่วยคุณ
หากิจกรรมทำเพื่อให้เขาได้มีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย สบายใจ ผ่อนคลายความเครียด โดยไม่มีคุณสักพัก เพราะคุณผูกติดเขามาก บังคับ เห็นแก่ตัว

(ลเวล 2) ผู้ชายโลกส่วนตัวสูงเพราะเขาแค่เบื่อคุณ คนพูดน้อย คุยไม่เก่งไม่อยากพูด ไม่มี! เขาแค่ไม่อยากคุยกับคุณแค่นั้น
2. ผู้ชายจะมีพฤติกรรมต่อไปนี้
มีพฤติกรรมตามเลเวล 1 และมีผู้หญิงคนอื่น ไม่มีsexกับคุณ เริ่มบ่น ตำหนิคุณ ดุด่า
-คุณห้ามทำตัวน่ารังเกียจ ห้ามแก้ปัญหาด้วยปัญหา
-ห้ามท้าเลิก ห้ามท้าทาย(ตบฉันสิ) ห้ามด่า ห้ามประนามเขาต่อสาธารณะชน มีคนอื่นอยู่เด็ดขาด ห้ามสาปแช่ง ประจาน แฮคมือถือ แอบอ่านข้อความ เอาไปให้คนอื่นอ่าน ตามสืบ ถ้าทำทั้งหมดคือ คุณกำลังทำตัวให้เขารังเกียจ ขยะแขยงคุณ น่าสมเพช เขาทิ้งคุณไปแน่นอน เพราะคุณทำลายตัวเอง
วิธีแก้
-หยุดทำตัวน่ารังเกียจ
-ปรับปรุงการสื่อสาร ต้องมีศักยภาพ หยุดอาละวาด หยุดโวยวาย
-ให้คุณเป็นพื้นที่แห่งความสบายใจ เปิดใจ เข้าใจยอมรับความจริง ธรรมชาติของมนุษย์ และผู้ชาย
-ใช้ทุกวิธีในเลเวล 1
-หากิจกรรมใหม่ๆทำ เพื่อพัฒนาตัวคุณเองเพื่อให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่า
-พัฒนาทักษะเรื่อง mindset เรื่อง
Sex ที่ตื่นเต้นพิสดาร เหมือนหนังโป๊

(เลเวล 3) อาการคือมีเลเวล 1 +2 เขาจะย้ายที่อยู่ หนีคุณ ไปอยู่กับคนอื่น Block คุณ ขอหย่า ไม่ให้คุณเข้าใกล้ ไม่มองหน้า ไล่คุณ ลงมือทำร้ายตบตีคุณ ต่อหน้าคนอื่น ขยะแขยงคุณ รังเกียจคุณ
ห้ามทำสิ่งต่อไปนี้เด็ดขาด ห้ามแก้ปัญหาด้วยปัญหา ถ้าคุณทำ เขาจะมองคุณเป็นตัวซวย ตัวอันตราย
-คุณตบตี ลุยหนัก คุกคาม ประจานเขา
- คุณไปคุย คุกคามไปถึงตัวผู้หญิงอีกคน ส่งคนคอยสืบ
-คุณไปที่ทำงานเขา ด่าเขาต่อหน้าพนักงาน คนใกล้ชิด คุณจะกลายเป็นตัวอันตรายทันที
-ทำตัวน่าสมเพช ร้องไห้ ลามไปถึงบอกครอบครัวเขาให้มาช่วย เพื่อกดดันเขา จะยิ่งทำให้เขายิ่งขยะแขยงคุณ

วิธีแก้
ถามใจตัวเองก่อนว่าต้องการเขาจริงๆไหม คุณแค่เสียดาย เขาทำให้คุณมีความสุขจริงไหม!
เขารักคุณอยู่รึเปล่า?
คุณจะเลิกระแวงแล้วใจคุณมันจะมีความสุขเหมือนเดิมรึเปล่าถ้าอยู่กับคนที่ไม่ได้รักคุณแล้ว เขาแค่อยู่เพราะลูก หรือความจำเป็นเท่านั้น

- คุณต้องหยุดเป็นตัวซวย /หยุดทำตัวน่ารังเกียจ/
-หยุดเป็นตัวปัญหา/หยุดโทรหา/หยุดตาม/
-หยุดทำตัวน่าสมเพช ถอยออกห่าง นิ่ง เงียบไปสักพัก ให้เวลาเขาสักพักเพื่อให้เขาลืมภาพร้ายๆที่คุณเคยทำ หายไปจากชีวิตเขาเลย
เพื่อให้เขาลืมให้เร็วที่สุด/
-ทำชีวิตคุณให้มันโคตรดี ให้เก่งขึ้น ให้เป็นผู้หญิงคนใหม่ ให้เขารู้สึกว่าคุณจะไม่เหมือนเดิม ถ้าคุณยังวนเวียนเข้าไปให้เขาเห็น เขาจะยังรำคานคุณ
-ใช้วิธีแก้เลเวล 2
-วิธีแก้เลเวล 1
ห้ามผิดลำดับเด็ดขาด

"การพูดคุยปรึกษาครอบครัวของเขา หรือของคุณ บอกเพื่อนเขา ลูกน้องเขา มันคือการประจานเขา ดูถูกเขา ไม่ใช่การช่วย เพระคนอื่นจะดูถูกผู้ชาย ผู้ชายจะเสียหน้า ยิ่งสร้างความรังเกียจให้ผู้ชายหนีคุณ"

“ เมื่อคุณก้าวเข้าสู่อาการเลเวล 2-3 คุณควรเข้าพบจิตแพทย์ เพื่อปรึกษาปัญหาทางจิตใจ ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลไม่สามารถแยกแยะและควบคุมสติ และคุกคามผู้อื่น ถือว่ามีความผิดปกติทางจิตใจควรเข้าพบจิตแพทย์เพื่อเข้ารับการบำบัด บรรเทาอาการ อาจส่งผลต่อคนในครอบครัวและคนรอบข้างเพราะอาการเช่นนี้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งเมื่อไม่ได้อย่างที่ใจตนเองต้องการ “

▾ 💸 ┏━━━━━━━━━━━━━💰━┓
                        สิ่งที่มนุษย์พึงระวัง



              ━━━━━━━━━━━━━┛  

การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม( Cognitive behavioral therapy หรือ CBT ) 
เป็นรูปแบบหนึ่งของจิตบำบัด ( psychotherapy) 
ซึ่งเดิมออกแบบเพื่อรักษาโรคซึมเศร้าและปัจจุบันใช้รักษาความผิดปกติทางจิตต่างๆซึ่งมีประสิทธิผลโดยแก้ปัญหาปัจจุบัน เปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมที่ไร้ประโยชน์ บำบัดพฤติกรรม ความคิด
ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมและจิตวิทยาประชาชน ช่วยบำบัดคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องวิตกกังวล รวมทั้งพฤติกรรมทางความคิดที่ไม่ยอมรับความจริงและพฤติกรรมที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยความคิดที่ สมเหตุสมผล (Validity) ความสมเหตุสมผลภายใน จะลดลงขึ้นอยู่กับความคาดเคลื่อนเป็นระบบ (systematic error) หรือความเอนเอียงหรืออคติ (bias)

สิ่งเร้า หรือ สิ่งกระตุ้น ( stimulus) โดยปกติเมื่อตัวกระตุ้นปรากฏกับตัวรับความรู้สึก (sensory receptor) ก็จะก่อให้เกิดหรือมีอิทธิพลต่อปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ ผ่านกระบวนการถ่ายโอนความรู้สึก (transduction)
สามารถก่อให้เกิดการตอบสนองแบบทั่วระบบของร่างกายเช่นการตอบสนองโดย สู้หรือหนี


อาจเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการปรับสภาวะ (conditioning) ในอดีตต่อสิ่งแวดล้อม และสิ่งเร้าทั้งภายในภายนอก เป็นกลยุทธ์ในการรับมือกับปัญหาเหล่านั้น ซึ่งต่างจากวิธีการรักษาแบบ

*จิตวิเคราะห์* ที่ผู้รักษาจะสืบหาความหมายใต้จิตสำนึกของพฤติกรรมของคนไข้ 
เพื่อวินิจฉัยปัญหาในการบำบัดแบบพฤติกรรม  ผู้รักษาเชื่อว่าความผิดปกติที่มีเกิดมาจากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าที่เรียกว่า  “การตอบสนองแบบหลีกเลี่ยง ซึ่งมีผลเป็นความกลัวที่มีเงื่อนไข “ 
เหมือนดังในการปรับสภาวะแบบดั้งเดิมและในการบำบัดความคิด  ผู้รักษาเชื่อว่า ตัวความคิดเองจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคล ดังนั้นการบำบัดสองอย่างนี้จึงรวมกันเป็น CBT 
Mood disorder ความผิดปกติทางอารมณ์ โรควิตกกังวล
ทางการแพทย์จึงใช้วิธีเป็นโปรแกรมบำบัดแบบ Psychodynamic และ  Behavior therapy การบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
---------------------------------------------

จิตวิเคราะห์ ( psychoanalysis) โดย ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ชาวออสเตรีย และ งานกำเนิดด้านการรักษาของ
 (Josef Breuer) อัลเฟรด อัดแลร์ และ คาร์ล กุสทัฟ ยุง 

หลักพื้นฐานของจิตวิเคราะห์

1. นอกเหนือจากองค์ประกอบบุคลิกภาพที่รับทอดมาแล้วพัฒนาการของบุคคลกำหนดโดยเหตุการณ์ในวัยเด็กตอนต้น
2. เจตคติ จริตนิยม ประสบการณ์และความคิดของมนุษย์ได้รับอิทธิพลจากแรงขับไร้เหตุผลมาก
3. แรงขับไร้เหตุผลคือจิตไร้สำนึก
4. ความพยายามนำแรงขับเหล่านี้สู่ความตระหนักเผชิญการต่อต้านทางจิตในรูปกลไกป้องกันตน
5. ความขัดแย้งระหว่างจิตสำนึกและจิตไร้สำนึกหรือการกดเก็บปัจจัยสามารถเกิดในรูปการรบกวนทางจิตหรืออารมณ์ได้ตัวอย่างเช่น โรคประสาทลักษณะ ประสาทความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า เป็นต้น
6. การปลดปล่อยจากผลแห่งปัจจัยไร้สำนึกบรรลุผ่านการนำปัจจัยเหล่านี้สู่จิตสำนึกเช่นการผ่านการชี้นำอย่างมีทักษะคือการรักษา

ในจิตวิเคราะห์มีอย่างน้อย 22 ทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการทางจิตของมนุษย์ แนวทางสู่การรักษา หลายแนวทางมีหลากหลายวิธีการวิเคราะห์พัฒนาการ  นักจิตวิทยาเจาะจงซึ่งผู้ป่วยวิเคราะห์ (analystsand) แสดงความคิดของตนออกมาเป็นคำพูด ซึ่งรวมการเชื่อมโยงเสรี ( free association) ความเพ้อฝันและฝัน  

ซึ่งนักวิเคราะห์จะชักนำความขัดแย้งไร้สำนึกที่ก่อให้เกิดอาการของผู้ป่วยและปัญหาบุคลิกออกมา แล้วตีความให้ผู้ป่วยเพื่อสร้างการหยั่งรู้ตนเองเพื่อทุเลาปัญหา  นักวิเคราะห์เผชิญและระบุการป้องกัน ความปรารถนาและความรู้สึกผิดของผู้ป่วยให้ชัด ผ่านการวิเคราะห์ความขัดแย้ง ปฏิกิริยาที่ถูกบิดเบือน การรักษาจิตวิเคราะห์สามารถสร้างสมมุติฐานว่าผู้ป่วยเป็นศัตรูที่เลวร้ายที่สุดของตนในจิตไร้สำนึกอย่างไร จิตไร้สำนึกมีปฏิกิริยาเชิงสัญลักษณ์ซึ่งมีประสบการณ์เป็นตัวกระตุ้นก่ออาการได้อย่างไร  
จิตวิเคราะห์มีอิทธิพลแข็งแรงมากในสาขาจิตเวชศาสตร์

กลไกป้องกันตนเอง (Defence mechanism) เป็นกระบวนการทางจิตซึ่งเกิดขึ้นในบุคคลโดยอัตโนมัติ
นำมาใช้โดยไม่รู้ตัว มีวัตถุประสงค์เพื่อการปรับตัวและแก้ปัญหาที่มีอยู่รักษาความสมดุลย์หรือความปกติของจิตใจ กลไกป้องกันตนเองเป็นวิธีการของจิตใจที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มักเกิดขึ้นหรือแสดงออกทันทีโดยบุคคลไม่สามารถควบคุมได้ เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ที่จะป้องกันหรือต่อสู้ และปรับตัวเองเพื่อให้ชีวิต
อยู่รอดปลอดภัย มีความสุข เพื่อสามารถรักษาสภาพเดิมของจิตใจไว้ได้

มีการเปรียบเทียบจิต 3 ระดับคือ จิตสำนึก /จิตก่อนสำนึก และจิตไร้สำนึก

การทำงานของจิต 3 ส่วนซึ่งถือเป็นโครงสร้างหลักของบุคลิกภาพในบุคคล ถ้าการทำงานของจิต3 ส่วนนี้สามารถทำงานประสานหรือประนีประนอมกันได้อย่างราบรื่น พฤติกรรมของบุคคลจะแสดงออกมาแบบปกติและเป็นผู้มีสุขภาพจิตดี รับสภาพการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวให้สมดุลย์ต่อสถานการณ์ความเป็นจริงได้อย่างมีเหตุผล แต่ถ้าเกิดความขัดแย้งจะมีผลทำให้เกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ก่อให้เกิดปัญหาบุคลิกภาพและการปรับตัว ซึ่งพลังจิต 3 ส่วนได้แก่ Id/ Ego/Superego

Id : เป็นแรงผลักดันของจิตใจหรือแรงขับทางสัญชาตญาณ ( Instinct Drive) ที่ติดตัวมาแต่เกิดกระตุ้นให้มนุษย์ตอบสนองความต้องการและความพอใจ ในขณะเดียวกัน Id จะทำหน้าที่ลดความเครียดที่เกิดขึ้นจะยึดหลักของความพอใจ ( Pleasure Principles) เพื่อตอบสนองความต้องการโดยไม่คำนึงถึงเหตุผล ความถูกต้องความเหมาะสมตามความเป็นจริง Id ทำงานลักษณะการใช้ความคิดในขั้นปฐมภูมิ เช่นเด็กหิวก็จะร้องไห้ทันทีเพื่อตอบสนองความต้องการ เมื่อบุคคลโตขึ้น Id จะถูกเก็บลงสู่จิตไร้สำนึก

Ego : เป็นพลังที่พัฒนาจากการเรียนรู้โลกตามความจริงตั้งแต่วัยเด็กเพื่อสนองความต้องการของ Id 
โดยนำซุปเปอร์อีโก้ให้เข้ามาร่วมพิจารณาในการตอบสนองความต้องการ พลังนี้จะรับรู้โลกตามความจริงแสดงให้เห็นว่าอีโก้ “คือหลักแห่งความเป็นจริง” ( Reality Principle) อีโก้คือตัวบริหารจิต ให้เกิดความสมดุล 
โดยอีโก้จะอยู่ในส่วนของจิตสำนึก
อีโก้จึงเปรียบเหมือนตัวที่เป็นเหตุเป็นผลชี้นำให้บุคคลมาสู่สภาพการรับรู้ที่เป็นจริง Id และ Ego มีความต่างกันตรงที่ Id จะรับความรู้ความจริงที่ตอบสนองความต้องการเพียงอย่างเดียว แต่อีโก้จะต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงอย่างมีเหตุผล  ตัวอย่างเช่น คนที่กระหายน้ำเมื่อพบแก้วน้ำที่มีน้ำอยู่เต็มก็จะยกดื่มทันทีตามแรงผลักดันของ Id เพื่อลดความกระหายน้ำในขณะนั้น แต่ถ้าเขาไม่ยกแก้วน้ำดื่มในทันทีเนื่องจากคิดว่าน้ำนั้นอาจสกปรกและมีเชื้อโรค มันคือการทำงานของ Ego ที่มีความคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลตามหลักของความเป็นจริง

Superego: เป็นพลังทางจิตที่ก่อจากการเรียนรู้ ระบบระเบียบ กฏเกณฑ์ ศีลธรรมของสังคมเป็นส่วนที่เตือนให้บุคคลรู้ว่าสิ่งใดถูกและสิ่งใดผิด ซุปเปอร์อีโก้คือส่วนของคุณธรรมและจริยธรรมของมนุษย์ ในแต่ละบุคคลจะมีพลังในส่วนของซุปเปอร์อีโก้แตกต่างกันขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูและขัดเกลาทางสังคมที่คนนั้นเติบโตมาซุปเปอร์อีโก้มีอยู่ทั้งในจิตสำนึก/จิตก่อนสำนึก และจิตไร้สำนึก

หลักทางวิทยาศาสตร์ด้วยเรื่องของ เพศสภาพของมนุษย์ เกี่ยวกับอวัยวะเพศ กิจกรรมทางเพศ รสนิยมทางเพศ ฯลฯ

อารมณ์ทางเพศ (Sexual arousal) 
เป็นความรู้สึกขณะที่ร่างกายมีการตอบสนองต่อสัญชาตญาณในการดำรงค์เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ โดยร่างกายจะทำการสูบฉีดเลือดไปกระตุ้นบริเวณรอบอวัยวะเพศ เมื่อร่างกายมีการตอบสนองเซลล์ประสาทโดยรอบจะส่งผลให้เกิดความต้องการที่จะถูกสัมผัส ทำให้เกิดการร่วมเพศต่อไป

การร่วมเพศ ( sexual intercourse, coitus, copulation )
เป็นการสอดใส่องคชาตเข้าไปในช่องคลอด ( vaginal intercourse, vaginal sex) เพื่อสุขารมณ์ทางเพศสืบพันธุ์
การร่วมเพศแบบสอดใส่ได้แก่ การร่วมเพศทางทวารหนัก/ทางปาก/การใช้นิ้ว ( fingering)และการใช้ดิลโด้ 
กิจกรรมเหล่านี้เป็นความใกล้ชิดทางกายระหว่างคนสองคนหรือมากกว่า มนุษย์มักใช้กิจกรรมนี้เพื่อสุขารมณ์และเพิ่มความใกล้ชิด การร่วมเพศแบบไม่สอดใส่ เช่นการสำเร็จความใคร่ให้กันและกันและการทำออรัลเซ็กส์กับผู้หญิงถูกเรียกว่าเพศสัมพันธ์ภายนอก เพราะว่าการร่วมเพศแบบไม่สอดใส่ถือว่าเป็นการร่วมเพศเช่นเดียวกัน  “เซ็กส์คือการร่วมเพศ รวมถึงกิจกรรมทางเพศทุกรูปแบบ”


การร่วมเพศทางปาก ( oral sex) 
หมายถึงกิจกรรมทางเพศที่ใช้ปาก ริมฝีปาก ลิ้นหรือลำคอ เพื่อเล้าโลมอวัยวะเพศ การทำออรัลเซ็กส์กับผู้หญิง cunnilingus คำว่าเฟอเลชิโอ fellatio , irrumatio หมายถึงการทำออรัลเซ็กส์กับผู้ชาย
analingus หมายถึงการทำออรัลเซ็กส์ทางช่องทวารหนัก ส่วนการเล้าโลมด้วยปากกับส่วนอื่นของร่างกายเช่นจูบหรือเลียไม่ถือว่าเป็นการทำออรัลเซ็กส์ 

กิจกรรมทางเพศของมนุษย์หรือพฤติกรรมทางเพศของมนุษย์
หมายถึงการปฏิบัติที่มนุษย์ได้พบและปลดปล่อย
แสดงพฤติกรรมการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางร่างกายหรืออารมณ์รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ การกระทำที่เกี่ยวกับคนสองคนหรือมากกว่า มีเพศสัมพันธ์ ออรัลเซ็กส์ หรือการสำเร็จความใคร่ให้ผู้อื่นหรือ สำเร็จความใคร่ให้ตนเอง (masturbation) คือการกระตุ้นอวัยวะเพศของตนให้เกิดอารมณ์ทางเพศหรือความพอใจอื่นๆจะทำจนถึงความเสียวสุดยอดทางเพศ อาจใช้มือ นิ้วมือ วัตถุต่างๆ เซ็กส์ทอยหรือหลายอย่างร่วมกัน การสำเร็จความใคร่ร่วมกับผู้อื่นสามารถแทนการสอดใส่ได้ ในทางการแพทย์และจิตวิทยาพบว่ามีประโยชน์ ไม่ได้เป็นความผิดปกติทางจิตหรือทางร่างกายใดๆ ทางการแพทย์การสำเร็จความใคร่ช่วยลดความซึมเศร้าและผ่อนคลายได้และยังช่วยสร้างความพึงพอใจในตนเอง ( Hurlbert & Whittaker,1991) มีส่วนช่วยในการรักษาสัมพันธภาพ คือถ้าความต้องการทางเพศของสองฝ่ายไม่เท่าเทียมกัน การสำเร็จความใคร่จึงเป็นทางออกเพื่อรักษาสมดุลระหว่างความสัมพันธ์ของสองคน 
ทีมวิจัยจาก ออสเตรเลีย โดย Graham Giles ได้เผยผลการวิจัยเรื่องความถี่ในการช่วยตัวเองและการมีเซ็กส์
บ่อยจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และการหลั่งน้ำอสุจิก่อให้เกิดประโยชน์มาก
งานวิจัยพบว่าในสถานการณ์ที่ตึงเครียดคนที่ไม่มีเพศสัมพันธ์จะมีความดันเลือดต่ำกว่าคนที่มี sex 
การช่วยตัวเองและการมีเซ็กส์มากกว่ากันหนึ่งครั้ง ความเย้ายวนใจให้สำเร็จความใคร่ หรือมี sex อาจเป็นส่วนหนึ่งของอาการติดใจในเพศรส ซึ่งมีผลทำให้บุคคลกลายเป็นคนที่มีความต้องการทางเพศสูงกว่าหรือต้องการบ่อยครั้งกว่าบุคคลปกติทั่วไป  ผลการวิจัยพบว่าการช่วยตัวเองในผู้ชายและการมีเซ็กส์บ่อยๆช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้

การสำเร็จความใคร่สำหรับบางสังคม มองว่าน่าเกลียด น่าตำหนิและน่ากลัว บางศาสนามองว่าเป็นภัยต่อจิตใจ การช่วยตัวเองคนเดียวหรือกับคู่รักเป็นเรื่องปกติเป็นส่วนหนึ่งของการมีความสุขทางเพศ

 ______________________________________________________________________________________

 จุดเริ่มต้น 

วิธีเอาคนออกจากปัญหาให้เร็วที่สุดคือ
- ยอมรับความจริง
- ยอมรับการเปลี่ยนแปลง
-ยอมรับสิ่งใหม่ๆ
- ยอมรับความช่วยเหลือ

คนเราถ้าไม่เจ็บจนถึงที่สุด จะไม่ยอมรับความจริง ว่าฉันมันแย่
V๐LNERABLE ความแย่ ความอ่อนแอ แต่ต้องใช้ความกล้าที่จะยอมรับถึงจะก้าวข้ามผ่านความกลัวไปได้

คนที่จะเปลี่ยนแปลงได้ change ก็เมื่อยอมรับความแย่

ของตัวเอง ยอมเปิดปมให้คนอื่ได้เป็น ยอมรับการช่วยเหลือ
ความเปลี่ยนแปลง Change
ความคิดสร้างสรรค์ Create
นวัตกรรม Innovation

ความกลัว เป็นพื้นฐานของความชั่วทุกอย่าง เพราะการที่มนุษย์ต้องการเป็นที่ยอมรับ(นรก)
เหตุผลที่ต้องโกหกของคน

-กลัวการปฏิเสธ กลัวคนไม่รัก กลัวไม่มีใครยอมรับ
-มีความแค้น /เกลียด /โกรธ
- น้อยใจเสียใจ
- ความรู้สึกผิด

เราจึงไม่สามารถหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะยังมีความกลัวอยู่
วิธีแก้ปัญหาคือกาาให้รัก ความเมตตา ให้อภัย อ่อนโยน
-กลัวความจริง ให้รักในจุดบกพร่อง ของเราเอง

การได้พูดและยอมรับความจริงในจุดดำของตัวเรา เพียงได้แชร์จะรู้สึกโล่ง ได้ระบาย ได้รับอิสระภาพ และได้รับความรักโดยไม่มีเงื่อนไข จากจุดดำไปสู่ที่สว่าง ต้องอาศัย “ความกล้า”
กล้าเปิดประตูบ้าน เปิดความมืดบอดให้คนอื่นได้เห็น

“สิ่งที่ทำให้เราผิดหวังได้มากที่สุดก็ทำให้เราสมหวังได้มากที่สุด”

จุดสิ้นสุดที่แย่ที่สุดคือสิ่งเริ่มต้นที่ดีที่สุด

คนที่ทำร้ายคุณมากที่สุดคือคนที่ปกป้องคุณ

สิ่งที่ฆ่าเราได้คือสิ่งที่รักษาเราได้ (จิตใจ) ยินดีและเต็มใจที่จะทรมานเพื่อรักษา

สิ่งที่สอนคุณให้ชนะได้ดีที่สุดคือคนที่ทำให้คุณแพ้ (คู่แข่ง) 

คนที่สอนเรื่องบนเตียงให้คุณได้ดีที่สุดคือผู้หญิงที่แย่งสามีคุณไป

แต่ที่คนเหล่านั้นยังไม่ยอมช่วยเพราะเขายังไม่กล้าเปิดประตูเพื่อยอมรับเพราะมีความรู้สึกผิด และละอาย
ความรู้สึกผิด คือ เคยทำผิด
ความรู้สึกละอาย คือ ฉันคือสิ่งผิด
แต่คนที่รู้สึกกลัวและไม่กล้าเสี่ยง แต่หากเรามีความรักความเมตตา แม้โจรก็ยังกลับใจ

ผู้หญิงที่เป็นมือที่ 3 มี3ประเภท

1.คนที่ไม่รู้
2.คนที่รู้แต่ผู้ชายไม่เลิกรา
3.คนที่รู้แต่จงใจแย่ง
จะมีประเภท 1+2 มากที่สุด และประเภทที่3 น้อยที่สุด
คุณต้องรักตัวเองอย่างไร้เงื่อนไข ทั้งจุดดำและจุดขาว ของตัวเองซะก่อน และดึงดูดคนดีๆเข้ามาในชีวิต 




            ___________________________________________________ 

ทฤษฎีความสัมพันธ์เป็นหลักสูตรจิตวิทยาที่ จิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกได้ใช้เพื่อสอนและรักษาผู้ป่วย
เช่นเดียวกับ NLP และนักจิตวิทยาชื่อดังอย่าง Dr. เฮเรน ฟิชเชอร์ นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์
และขอขอบคุณครูนริสา โค้ชด้านจิตวิทยาความสัมพันธ์
เรียบเรียงโดย Venita 



SHARE
Writer
Venitav
Writer
column

Comments