เทพธิดาสีเขียว และความเงียบ
เขาอัดควันบุหรี่เข้าปอดอย่างสบายอารมณ์ 
ทอดสายตามองไปยังยังความมัวสลัวเบื่องหน้า โรยควันออกจากปากและจมูกอย่างแช่มช้าพลางเขี่ยเถ้าบุหรี่ลงในกระถางดอกไม้เบาๆ
บนระเบียงชั้นสูงของตึกที่เขาอาศัยอยู่
เสื้อผ้าที่ตากไว้เมื่อวานก่อนยังไม่แห้งสนิทดีนัก
เป็นคืนวันศุกร์ที่เงียบสงบเหมือนกับคืนก่อนๆ ยังคงแว่วยินเสียงดนตรีจากบาร์เหล้าข้างล่างเป็นครั้งคราว ผู้คนซึ่งเมามายในรสเมรัยต่างร้องรำเสียงดังไร้สติ คนบางนี้ช่างแปลกประหลาดเหลือเกินในความคิดของเขา ช่างแปลกประหลาดพิลึกพิลั่นต่างจากตัวเขาเสียจริง

ห่างออกไปไม่ไกลนัก เขายังมองออกไปข้างนอกอย่างเป็นกิจวัตร คืนนี้เห็นแมวสีขาวกำลังเกี้ยวพาราสีอยู่กับแมวตัวสีน้ำตาล 
พวกมันร้องเมี๊ยวม๊าวบนหลังคาดังระงม 
ยายเก็บของเก่ากำลังเปิดฝาถังขยะพร้อมกับบ่นพึมพำว่าวันนี้ขวดน้ำมันหายไปไหนหมด 
หญิงสาวในห้องเช่าตรงข้ามเพิ่งจะดับไฟ
สายลมพัดมาทำผ้าม่านตรงหน้าต่างปลิวไสว
ทุกสิ่งอย่างรอบๆดูปกติสุขดี
เว้นแต่ว่า...
ยังมีที่มืดมิดและเงียบงันอยู่ที่หนึ่ง
ที่ตรงนี้ ทุกค่ำคืน


ประกายไฟวูบติดขึ้นมา
ส่องประกายแสงเจิดจ้าในความมืด
ค่อยๆแผดเผาใบไม้แห้งในหลุมอวกาศจนหมด เทพธิดาสีเขียวสดต่างแหลกสลายไปไม่เหลือแม้เพียงเถ้าธุรีถ่าน กลุ่มควันหนาจับตัวพากันพรั่งพรูออกเป็นสาย แปลงร่างเป็นรูปนางฟ้าตัวน้อยสยายปีกแหวกม่านหมอกในบรรยากาศอย่างมีชั้นเชิง

ตัดมาที่เขา ซึ่งนั่งมองถ้วยกาแฟที่ว่างเปล่าอย่างใจจดใจจ่อมาหลายนาทีแล้ว แถมเขาในยามนี้ยังโดดเดี่ยวอยู่ในโลกแห่งภวังค์อันยิ่งใหญ่อีกต่างหาก ขอเพียงตัวคนเดียวดวงวิญญาณเดียวก็มากเกินพอแล้วสำหรับเขาในตอนนี้ 
บนเก้าอี้ตัวโปรดในระเบียงห้อง 
เขากำลังเริงรำอยู่กับเงาของตัวเอง 
อากาวิเวกอยู่กับท้องฟ้า ใบไม้ และความผุพังของชีวิต เงี่ยหูฟังเสียงดนตรีบรรเลง สะเหมือนบทเพลงได้บันดาลพรเรียบง่ายเอาไว้กับเขาแล้ว เพื่อให้ที่แห่งนี้เงียบสงบและสนุกสนานกว่าที่ใด

อารมณ์ของเขายามนี้มันเฉิ่มเฉิบราวปุยเมฆเล่นลมอยู่ใต้ถุนวิมานแห่งสรวงสวรรค์ ถึงต้องยิ้มหัวล่อเอากับถ้วยชากาแฟที่จ้องอยู่เป็นหลายหนหลายนาที ลมกลางคืนเอื่อยเฉื่อยโชยมาเบาๆทำให้รู้สึกตื่นขึ้นมาบ้าง แต่ในหูของเขายังอื้ออึงไปด้วยเสียงดนตรีที่เพิ่งจบไป มันเป็นทำนองไพเราะ บ่งบอกถึงความจริงอันเศร้าสลดของชีวิต กังวานบางท่วงส่งความเย็นยะเยือกให้รู้สึกขนลุกขนชันขึ้นมา แต่ในบางท่วงของบทเพลงนั้นกลับหมายจะบอกถึงความยากจน ความเศร้าหมองในดวงวิญญาณ และความรัก

เป็นเวลาดึกดื่นมากแล้วพอสมควร
ผู้คนและเสียงเอะอะจากบาร์เหล้าสลายไปจนเกือบหมด ทุกสิ่งรอบตัวเงียบสงัดขึ้นมาทันใด
เงียบเสียจนยินเสียงหายใจแผ่วเบาของตัวเอง
มันทั้งบางเบาและรวยรินอยู่ในอก
ถึงกระนั้นเขายังคงละลึกได้ถึงการมีชีวิตอยู่

แต่เหนือความเงียบอื่นใด ในความเว้าแหว่งของกาลเวลาอันเงียบงัน เขากลับได้พบกับรากฐานปัญญาที่มนุษย์พึงมีอยู่ แม้เขาจะมีมันเพียงเล็กน้อยก็ตามที แต่เขาก็ยังบังเอิญได้พบมันเป็นครั้งคราว ในเงียบงันของเขานั้น บางครั้งถึงกับบังเอิญได้พบดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ของชีวิต
มันทั้งแปลกประหลาดและพิสดารเหลือเกินสำหรับเขาในตอนนี้ มันเป็นของใหม่เป็นความรู้สึกใหม่ที่เกิดขึ้นในโสดประสาทอันผิดเพี้ยนแปลกมนุษย์มนาของเขาเอง ซึ่งบางวันก็ให้สงสัยไปทั้งหมดทั้งสิ้นจนใกล้เป็นบ้า ซึ่งเขามักจะพบเจอมันในยามที่ทุกสิ่งอย่างดูเงียบสงบอย่างที่สุด แต่ความเงียบงันของเขาในเวลานี้ เขากลับพบแต่ความทุกข์ทนภายในใจ 
ชิบหายละซี! โลกนี้มันแปลกยิ่งกว่าที่กูคิดเสียอีก
 เขารำพึงออกมาภายในใจและคิดว่าตัวเองนั้นเริ่มเข้าขั้นวิกลจริตไปทุกที



ห้วงยามสีดำเช่นนี้ ช่างดูว่างเปล่า 
ไร้ขอบเขต ไร้กาลเวลา
เมื่อสันติสุขของเส้นเลือดฝอยในดวงตาได้แผ่ขยายรากของมันออกมาเป็นวงกว้างปานจะกลืนกินพื้นที่สีขาวในดวงตาของเขาไปแทบหมดสิ้น พวกมันค่อยบรรจงเปลี่ยนพื้นที่สีขาวให้กลายเป็นสีแดงของเลือด อย่างปรานีตและไร้ที่ติ

ในตาแดงกำด้วยพิษของเทพธิดาและความระทม เขาเอื้อมไปคว้ากีตาร์และนึกถึงบ้านขึ้นมาทันทีทันใด รู้สึกได้ว่าจากบ้านมานานมากเหลือเกิน เขากรีดนิ้วลงบนเส้นลวด ปรับสายและลองใหม่อีกครั้ง คราวนี้เสียงพอใช้ได้แล้ว 
พรรณนึกถึงเพลงที่พ่อชอบเปิดให้ฟังสมัยยังเป็นเด็ก เขาบรรจงไล่นิ้วไปบนคอกีตาร์และเริ่มกรีดนิ้วไปยังเส้นลวดทั้งหกสายอย่างแผ่วเบา เส้นลวดทั้งหกสายต่างส่งเสียงกังวาลชวนฝัน 
พร้อมกันกับที่เขาเริ่มอ่านบทกวีของชาว
ปากาเกอะญอ ซึ่งเขาได้ไปพบเจอมาเมื่อไม่นานมานี้ และเกิดตกหลุมเข้าอย่างจัง
เขาหลับตาลง สัมผัสได้ถึงสายลมที่พัดมาวูบหนึ่ง เขานึกถึงกวีบทนั้นก่อนที่จะเปล่งเสียงออกมาอย่างชัดเจน
"ไก่บ้าน ขันกลางป่าใหญ่  
เก่อญอโพ กลางป่าใหญ่
เตหน่า ส่งเสียงกรูๆ
เย็นมาให้คิดถึงบ้านเกิด
ยายตื่นมาเหยียบครกกระเดื่อง
แม่ตื่นมาช่วยฝัดข้าว
ตาไปดูกับดัก ทือ
พ่อย่างหนูข้างเตาไฟ
พาตี่โพไม่ฟังใคร
เสียงจากใจไม่ต้องพูด
เข้าป่ายิงนกอย่างเพลิดเพลิน
หน่อเส่อดา หายไปในเมือง
บ้านดอยคิดถึง เงียบเหงา"

หลังจบบทกวี เขาเริ่มฮัมเพลงในลำคอก่อนจะเปล่งเสียงร้องออกมาอย่างแผ่วเบาพร้อมกันกับนิ้วมือทั้งห้าวาดลวดลายไปบนเส้นลวดอย่างอ่อนโยน เป็นบทเพลงคิดถึงพ่อที่ทั้งเศร้าหมองและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง 
ในขณะที่รัตติกาลเริ่มโรยตัวคลี่คลุม
เขาเล่นกีตาร์และร้องเพลงไปเรื่อยเปื่อยจนพบว่ารอบๆตัวนั้นไร้ซึ่งซุ่มเสียงใดๆแล้ว
เวลาร่วงเลยมาพอสมควรจนเกือบสองนาฬิกา ในแสงค่อนข้างสลัวและลมพัดมาอ่อนๆ
เขาวางกีตาร์ไว้บนพื้นและรู้สึกเหน็ดเหนื่อยขึ้นมาฉับพลัน เอนหลังพิงผนังและถอนหายใจออกมายาวเหยียด ด้วยความเคยชินเขาเงยหน้าขึ้นมองออกไปไกล หวังอยากจะเห็นภูเขาเลากา อย่างน้อยแค่เงาทะมึนเลือนลางของมันก็เพียงพอแล้ว
แต่ในดวงตาของเขาตอนนี้กลับเห็นเพียงตึกรามใหญ่โตมากมายเต็มไปหมด แทนที่จะเห็นกลุ่มดาวไถ ดาวเหนือ หรือดวงดาวหมื่นแสนล้าน พร่างพรายอยู่บนท้องฟ้า เขากลับเห็นเพียงกลุ่มเมฆสีเทาและท้องฟ้าที่มืดสนิท 
บนตึกมีกลุ่มไฟสีแดงระเรื่อกระพริบเตือนเครื่องบินอย่างเป็นจังหว่ะบางครั้งคราวเท่านั้น
ในมหานครใหญ่โตนี้ เขารู้อยู่เต็มอก นี่ไม่ใช่ที่สำหรับคนอย่างเขา

เขาเพียงคิดถึงหมู่บ้านเล็กๆทางตอนเหนือที่เขาจากมา 3ปีแล้วที่เขาออกแสวงหา 3ปีมาแล้วกับการโลดแล่นอยู่บนความหวังอันไม่น่าพึงปรารถนา ที่ดูถ้าว่าจะไม่มีวันจบสิ้นในเร็วๆนี้แน่นอน และเขาก็เหนื่อยหน่ายกับมันเต็มทีแล้วเหมือนกัน

บางคนเคยบอกกับเขาว่าโลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก วัยหนุ่มสาวควรออกแสวงหาบางสิ่งบางอย่าง ในโลกใบนี้มีอะไรที่ทั้งสนุกสนานและทุกข์ทนอยู่มากมายเต็มไปหมดให้ได้เรียนรู้ และจงเรียนรู้อย่างไม่มีวันจบสิ้น 
ใช่.. เขาเปล่าได้คัดค้านคำพูดเหล่านี้ไม่ แต่กลับชื่นชมและเห็นด้วยกับมันอย่างลึกซึ้งด้วยซ้ำไปเพียงแต่เขายิ่งออกแสวงหา ยิ่งเติบโตมากขึ้นเท่าไร โลกทั้งใบของเขากลับหดเล็กลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงหมู่บ้านเล็กๆที่เขาเติบโตมา และอาจจะเพียงแค่นั้นจริงๆ

เพียงเฝ้าฝันว่าสักวันหนึ่งคงได้กลับไปยังที่แห่งนั้นตลอดกาล ฝังรากชีวิตอันไร้ซึ่งอุดมคติใดๆเอาไว้ในที่แห่งนั้น มีชีวิตที่ทั้งเรียบและง่าย
มีไร่มีนาเป็นของตนเอง ปลูกพืชสมุนไพรไร้สารพิษเอาไว้ในสวนหลังบ้านสักสองแปลง มีพวกแมวพากันวิ่งเล่นใต้ต้นแคทนิปอย่างสนุกสนานและเมามาย ไม่เป็นหนี้เป็นข้าใครก็มากเกินพอแล้วสำหรับเขา และสุดท้ายและท้ายที่สุด สิ่งปรารถนาอันสูงส่งของเขาคือการได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้คนชราทั้งสองด้วยความรักและความห่วงใย จนวันที่น้ำค้างหยดสุดท้ายร่วงหล่นลงบนกอไผ่ และลมหายใจสุดท้ายของพวกเขาทั้งสองได้มาเยือน


อาจเพราะด้วยฤทธิ์ของเทพธิดาสีเขียว ความคิดความอ่านของเขาในห้วงเวลานั้นจึงมากมายก่ายกองเป็นภูเขาเลากา เขาไม่รู้ว่าจะกำจัดความคิดเหล่านั้นออกไปจากหัวยังไงให้หมด นอกเสียจากการเขียนระบายมันออกมาเป็นตัวหนังสือแล้วเขาก็ไม่มีวิธีอื่นใดอีกเลย 

จากสายควันบุหรี่ที่สูบติดกันมวนต่อมวนแล้ว
ในความมืดรำไรนั้นเขาแทบจะมองไม่เห็นสิ่งอื่นใดอีกนอกจากสีแดงระเรื่อจากปลายบุหรี่ ไม่มีแม้แรงลุกขึ้นยืนเพื่อพาตัวเองไปยังฟูกนอน เขาคิดว่าเป็นการดีแล้วที่จะนั่งอยู่เฉยๆเอนหลังพิงกับผนังอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยเปื่อยจนกว่าจะสร่างเมา เขาเพียงหลับตาลง และบรรยากาศทึบทึมในยามนี้ก็พลอยจะดูโปร่งสบายขึ้นมาทันที


ในเวลาเดียวกันกับกึ่งหลับกึ่งฝัน
เขายินเสียงเธอแว่วมา
เป็นเสียงที่ไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไหร่ 
เขาพอรู้จักเจ้าของน้ำเสียงอันไพเราะนี้อยู่บ้าง 
แต่กลับฉงนแหงนมองหาเธอไม่พบ
เหมือนเสียงปริศนาของเธอถูกพัดโชยมากับสายลมของค่ำคืน เขาหลับตาลงแผ่วเบาอีกคราในสายหมอกแห่งห้วงนิทรา
สะดุ้งตัวตื่นขึ้นในความมืดตอนลมของราตรีกาลกระทบปลายเส้นผม รู้สึกหนาว แต่ก็ยังอบอุ่น
เป็นภวังค์กึ่งหลับฝันกึ่งตื่นอยู่อย่างนั้นซ้ำไปซ้ำมา เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ คิดว่าเวลานี้
ช่างเป็นความสงบสุขอันโดดเดี่ยวโดยแท้จริงภายในบรรยากาศอันเศร้าหมองแสนจะหดหู่นี้
หากว่าเขาเกิดเป็นโรคซึมเศร้าขึ้นมาแล้วละก็
เขาคงปลิดชีพตัวเองไปแล้วตั้งหลายสิบครั้ง



ยินเสียงแว่วของเธออีกครั้งเมื่อตอนฟ้าสาง
เขาลืมตาตื่นอย่างเนิบช้า ชันกายลุกขึ้นจากพื้นที่นอนอยู่ รู้สึกได้ว่าอาการมึนเมานั้นทุเลาลงไปบ้างแล้ว เขามองทอดออกไปยังเบื่องหน้า 
เห็นนกน้อยพากันบินมาเกาะสายไฟแหว่งเว้า
ต่างส่งเสียงร้องไพเราะตามประสาของมัน
สายลมที่พัดมากระทบผิวกายชวนให้นึกถึงเรื่องราวของหญิงสาวที่เขาไม่เคยพบเจอ เขารู้สึกอบอุ่นแปลบหัวใจอันร้าวระบมขึ้นมาซะอย่างนั้น
ถึงใครเขาอื่นจะนึกเห็นเป็นโง่เขาก็ช่างหัวมันประไร ในเมื่อเขามีความสุขแล้วที่ได้มองแสงแดดรำไรของยามเช้า ในเมื่อเขามีความสุขแล้วที่ได้นึกถึงบ้านเกิดเมืองนอนอันห่างไกล และเขาก็มีความสุขแล้วที่ได้ตกหลุมรักหญิงสาวที่ไม่เคยได้พบเจอเลยสักครั้งเดียว มันให้อารมณ์เหมือนเขาจ้องมองแสงแดดของเช้าวันนี้ แม้จับต้องไม่ได้ 
แต่มันก็ยังให้ความอบอุ่นอยู่ดี
















SHARE
Written in this book
ชายหนุ่มผู้แหลกสลายในมหานคร
ชิวิตข้าพเจ้าห่างเหินจากบ้านเกิดเมืองนอนมาหลายปีนัก จะได้กลับไปเยือนก็เป็นครั้งคราวเท่านั้น และที่นั่นข้าพเจ้าจึงได้คิดถึงพ่อกับแม่ และยายที่ล่วงลับไปแล้วหลายปี การที่เป็นเด็กบ้านนอกต่างจังหวัด ในหลายวาระในเกลียวอดีตนั้น สอนให้ข้าพเจ้ารู้จักความทุรกันดาล รักชนบทและผู้คนอยู่เสมอ บันทึกอันแหลกสลายของข้าพเจ้านั้น พรรณจะพรั่งพรูออกมาเป็นถ้อยคำก็แสนจะยากลำบากนัก เนื่องจากมันทั้งหดหู่และเศร้าสลดเหลือเกิน ในเกลียวคลื่นของผู้คนของความวุ่นวายในมหานครแห่งนี้ ทำให้หัวใจของข้าพเจ้านั้นแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี ข้าพเจ้าเป็นเพียงชายหนุ่มอายุยี่สิบปีเศษ ที่ต้องออกแสวงหาความหมายของชีวิตไม่ต่างจากชายหนุ่มคนอื่น นานวันข้าพเจ้ายิ่งออกแสวงหามากเท่าใด กลับพบว่าที่ๆข้าพเจ้าจากมานั้นช่างมีคุณค่าต่อดวงวิญญาณของข้าพเจ้ายิ่งนัก บทความหรือเรื่องสั้นที่ข้าพเจ้าได้บรรจงเขียนขึ้นมานี้ล้วนเกิดจากชีวิตจริงของข้าพเจ้าเกือบหมดสิ้น ถ้าหากเรื่องราวทั้งหมดนั้นได้รวมกันเป็นหนังสือสักเล่ม ข้าพเจ้าควรจะตั้งชื่อให้กับมันว่า 'ชายหนุ่มผู้แหลกสลายในมหานคร' ซึ่งนั่นก็หมายถึงตัวตนและดวงวิญญาณทั้งหมดที่ข้าพเจ้ามีอยู่
Writer
dorje_cat
แมวทะลุมิติ
ผมหวังอยากเขียนเรื่องออกมาได้ลึกลับเหมือนกับแมว

Comments

UnrequitedLove
1 year ago
อ่าวฟีม ไม่เจอะกันนาน
Reply
dorje_cat
1 year ago
ใครหน่ะ 55
UnrequitedLove
1 year ago
คนหลังบ้าน 55+