ฉันยังอยากเป็นสถาปนิกอยู่ไหมนะ?
คุณยังอยากเป็นสถาปนิกอยู่รึเปล่า?   คำถามนี้มักจะวนเวียนมาเสมอ บ้างก็มาจากอาจาร์ย เพื่อนๆ หรือไม่ก็พ่อกับแม่...
และคำตอบของฉันเปลี่ยนไปทุกปี 

   ตอนเข้าปีหนึ่ง
ไม่ว่าใครถามฉันจะตอบอย่างฉะฉาน " อยากเป็นค่ะ! " รวมไปถึงงานที่ทำก็ออกมาอย่างมีพลัง ฉันไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการตัดโม หรือ เขียนแบบ รู้แค่ว่าอาจาร์ยอยากได้อะไรฉันจะจัดให้ทุกอย่าง

กาแฟแก้วแล้วแก้วเล่าหมดไป ถ้ามันทำให้ฉันตื่น และมีสติทำงานต่อฉันก็จะดื่มมันจนกว่าจะเช่้า แม้ว่ามันจะส่งผลเสียต่อร่างกายยังไงก็ตามฉันไม่สน และฉันก็ไม่อยากนอน...

มันเป็นช่วงเวลาที่ยังใหม่และรู้สึกว่าการนอนน้อยๆ เพื่อนั่งทำงานจนพระอาทิตย์สว่างคาตาได้ติดกันหลายคืนนี่มันเท่ห์จริงๆ และยังนับชั่วโมงนอนไปคุยโวกับเพื่อนว่า " ฉันนอนไปแค่ชั่วโมงเดียวเอง "

ไม่ว่าจะงานหนักแค่ไหนฉันก็จัดการมันได้หมด และมีความสามารถทำงานให้เสร็จได้อย่างรวดเร็วราวกับมีสกิลติดตัวมาตั้งแต่เกิด...ทุกอย่างดูเป็นไปได้ด้วยดีและฉันมองเห็นอนาคตอันรุ่งเรืองจากการเรียนคณะนี้ ฉันมีความสุขมากๆกับการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆ

   ขึ้นปีสอง
จู่ๆทุกอย่างก็ดูกลับตาลปัต เมื่อฉันต้องเรียนรู้ความเป็นจริง การสร้างตึกแต่ละหลังมันไม่เหมือนการวาดรูปแบบที่เคยผ่านมา มันต้องมีความรู้สึก มันต้องดึงบางอย่างออกมา มันต้องทำโครงสร้างให้ดี มันต้องนู่นนี่นั่นเต็มไปหมด...มันไม่ได้ฟรีสไตล์อย่างที่เราเคยคิดมาก่อน ยังกับว่ากลับไปวนเรียนเหมือนเรียนในห้องเรียน โจทย์ที่ทำมีความท้าทายมากขึ้น แต่กลับสนุกน้อยลงสำหรับฉัน

สกิลของฉันค่อยๆดรอปลงทีละนิด ไฟในตัวค่อยๆอ่อนลง ฉันเริ่มไม่อยากดื่มกาแฟเพราะมันเริ่มส่งผลข้างเคียงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆต่อร่างกาย เมื่อดื่มมันเข้าไปหัวใจฉันเต้นแรงจนได้ยินเสียงออกมาข้างนอก บางครั้งก็เหมือนมันบีบตัวเองจนร้าวอกไปหมด มือฉันเริ่มสั่นส่งผลให้ไม่สามารถตัดโมเดลได้ บางครั้งภาพตรงหน้าก็สั่นไปมาซ้ายขวาจนน่าเวียนหัว...นี่มันอะไรกัน

ในทางกลับกันเพื่อนๆในคลาสเรียนดูจะสนุกกับโจทย์ที่ได้รับมอบหมาย ทุกคนต่างสร้างสรรค์ผลงานออกมาอย่างน่าเหลือเชื่อ ต่างจากฉันที่ไม่สามารถคิดภาพอาคารของตัวเองในหัวได้เลย เหมือนกับว่าทุกคนกำลังวิ่งไปข้างหน้าแต่ฉันเริ่มที่จะเดินถอยหลังทีละก้าวๆ 

ฉันเริ่มจมดิ่งลงทีละนิดกับความรู้สึกสิ้นหวัง ฉันรู้สึกถึงแรงที่กดลงบนไหล่ทั้งสองข้าง โจทย์ที่น่าจะสนุกกลับทำให้ฉันรู้สึกแย่ กระบวนการความซับซ้อนของมันทำให้ฉันจะอ้วก บางครั้งฉันก็ร้องไห้ออกมาอย่างไม่มีเหตุผล...

จนในที่สุดฉันก็เริ่มที่จะยอมรับว่า 
ฉันไม่อยากเป็นสถาปนิกแล้ว
ขึ้นปีสาม
  หลังจากเปิดเทอมวันแรกที่ผ่านมาฉันรับรู้ได้ถึงความหายนะอีกเช่นเคย ฉันรู้สึกว่ามันช่างยากเหลือเกินที่จะอินกับสถาปัตยกรรม นั่นเป็นเพราะฉันปิดกันตัวเองเกินไปหรือเปล่านะ

ทำไมไม่ซิ่วล่ะคุณเอ๋ย...บางทีชีวิตมันก็ไม่ได้มีหลายทางเลือกมากนักหรอก...คุณจะบอกพ่่อกับแม่คุณว่าอย่างไร? ในเมื่อบอกไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปไหน 

ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากไปไหน ฉันมีที่ในใจไว้บ้างแต่ก็คงเป็นฝันลมๆแล้งๆเพราะคงจะไม่มีใครสนับสนุนเป็นแน่ สุดท้ายก็ได้แต่จำใจ อดทน เรียนให้จบสี่ปี... เอาวะ อีก2ปี นี่ก็เดินมาครึ่งทางแล้ว เดินหน้าต่ออีกสักหน่อยก็จะจบแล้ว ทำให้ดีที่สุดก็พอ...

สุดท้ายนี้อยากเป็นกำลังใจให้ใครก็ตามที่เข้ามาอ่าน แม้ว่าชีวิตคุณจะดีอยู่แล้วหรือไม่ก็ตาม บางครั้งเราไม่ได้มีทางเลือกมากนักหรอก หรือ ทางเลือกน่ะมี...แต่อยู่อีก10กิโลข้างหน้า เพราะฉนั้นตอนนี้ก็อดทนฝ่าฟันมันไปก่อน เพราะอย่างน้อยๆสิ่งที่เรามักเรียกมันว่าอุปสรรคเนี่ย บางทีมันก็ให้อะไรกับเราเยอะเหมือนกัน เยอะจนคุณจะรู้สึกดีใจเลยแหละที่ครั้งหนึ่งเคยเจอกับมันมาก่อน

...เพราะสำหรับเรา การได้มาเป็นนักเรียนสถาปัตย์มันก็ให้อะไรกับเราเยอะเหมือนกัน เยอะจนบางทีก็อยากขอบคุณทั้งน้ำตา 
SHARE
Writer
WHEN_I
Writer
เมื่อฉัน...

Comments

Hojicha
1 year ago
ชอบมากเลยค่ะ เอาใจช่วย สู้ๆนะคะ
Reply
WHEN_I
1 year ago
ขอบคุณค่า👍👍👍
Howdy
8 months ago
ชอบมากเลยครับ เหมือนเป็นเรื่องราวของตัวเองไม่ผิดเลย เหนื่อยจัง
Reply
WHEN_I
8 months ago
สู้ๆนะคะ ถ้ามองอีกแง่นึง มันให้อะไรเราเยอะมาก เราได้เรียนรู้จากความผิดพลาด เรียนรู้ที่จะก้าวยังไงไม่ให้ล้มอีก เราว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีทีเดียวที่จะทำให้เรารู้ว่าตัวเองก็มีศักยภาพพอจะสู้ ชีวิตมันก็งี้นะ มีขึ้นมีลงมันทำให้ครบรสดีเราว่าเจ็บๆแสบๆเพื่อเรียนรู้ว่ามีเรื่องดีๆรออยู่