นิยามของคำว่า "เป็นตัวของตัวเอง"

"เวลาตอบคำถาม ตอบให้เป็นตัวของตัวเองนะ"
"แสดงความเป็นตัวเธอให้เขาเห็นสิ"
"จะอยากเป็นเหมือนเขาทำไม เป็นตัวของตัวเองสิ"

ประโยคเหล่านี้ เป็นประโยคที่ฉันมักจะได้ยินบ่อย โดยเฉพาะเวลาที่ฟังคำแนะนำ หรือแม้แต่คำปลอบใจ บางครั้งฟังแล้วก็เหมือนจะเข้าใจ แต่บางครั้งที่ลองทบทวน ฉันก็ยังคงสับสน 

ก็แล้วสิ่งที่ฉันแสดงออก มันไม่ใช่การ "เป็นตัวของตัวเอง" ตรงไหน ในเมื่อฉันเป็นคนแสดงมันออกไปด้วยตัวของฉันเอง

จนถึงทุกวันนี้ ฉันก็ยังไม่สามารถเข้าใจความหมายของคำว่า "เป็นตัวของตัวเอง" ที่แท้จริงได้เลย

สมัยเป็นเด็กสาว มีความรัก กับคนรักคนแรก
ฉันยังคงโลกสวย ไร้เดียงสา และเมื่อถูกนอกใจจากคนรัก จากที่เคยเชื่อใจมาตลอด ฉันกลับกลายเป็นคนช่างจับผิด และหวาดระแวง 

ฉันทำตัวติดกับแฟน ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด
หลังการนอกใจครั้งแรก และแม้ว่าเขาจะเลือกฉัน
ฉันกลับไม่สามารถกลับไปเป็นคนโลกสวยเช่นเดิมได้ ความผิดหวังจากความไว้ใจ ทำให้ฉันกลายเป็นคนหมกหมุ่น ทั้งเชื่อฟังตามใจเขาทุกอย่าง
ในขณะเดียวกันก็เอาแต่กันเขาออกจากลุ่มเพื่อน ไม่ชอบเห็นเขาไปเที่ยวกลางคืนกับกลุ่มน้องสาว ตามจับผิดโลกโซเชี่ยลต่างๆ ตามเช็คกลุ่มเพื่อนๆน้องสาวเขา ทั้งชวนทะเลาะ และร้องไห้เพียงเพื่อ
ขอร้องให้เขาเลือกฉัน แค่เพราะฉันไม่อยากเสียเขาไป ไม่อยากเริ่มต้นใหม่ แค่รู้สึกว่าฉันอยากมีคนรักเพียงแค่คนเดียว

หากสุดท้ายแล้ว เราก็เลิกกัน ตอนที่ฉันอายุ ย่าง 22 ปี สิ้นสุดความรักวัยเรียนตลอด 5 ปี ด้วยเหตุผลที่เขารู้สึกเหมือนฉันทำให้เขาไม่เป็นตัวของตัวเอง และนั้นก็ทำให้ฉันกลับมาไตร่ตรองได้ว่า ขณะเดียวกับที่เขารู้สึก ตัวฉันเอง ก็เหมือนเป็นใครที่ไม่ใช่ฉันเช่นกัน 

ประสบการณ์หลังเรียนจบ และเลิกกับคนรักคนแรก ฉันก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาของการสมัครงาน ไม่ว่าจะตำแหน่งอะไร รวมถึงการสมัครตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ตำแหน่งที่ใครๆ ก็เชื่อว่าต้องเป็นคนที่ดูดี เก่งภาษา มีความมั่นใจก็สามารถผ่านได้ 

ในขณะที่ฉันลงทุนกับการเตรียมความพร้อมเพื่อตำแหน่งนี้มาก หากแต่ฉันก็รู้ตัวดีว่า ความจริงแล้วฉันไม่ใช่คนที่มีความมั่นใจในตัวเองเลย ประกอบกับที่ ฉันเป็นคนหน้าขรึมดุ และยิ้มไม่เก่ง นั้นยิ่งทำให้ฉันประหม่า ในขณะที่เตรียมสัมภาษณ์แต่ละครั้ง ฉันมักจะได้รับฟีดแบคว่าให้เป็นตัวของตัวเอง แต่นั้นน่ะ เป็นสิ่งที่ฉันเป็นยากที่สุดเลยนะ ในเมื่อความเป็นตัวเองของฉันคือการยิ้มยาก หรือ แม้แต่สำเนียงภาษาอังกฤษ ที่ไร้ความมั่นใจของฉันอีก...แน่นอนว่าหลังจากตระเวนสมัครหลายสายการบิน ความหวังของฉันก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ในขณะที่หลายคนต่างแปลกใจที่ฉันล้มเหลว ฉันก็ตัดสินใจที่จะขอทางบ้านไปเรียนภาษาที่ประเทศเกาหลี 1 ครอส์ ต่อจากนั้น

การเริ่มต้นเรียนภาษาต่างชาติ ทั้งที่ภาษาอังกฤษของตัวเองก็ยังไม่คล่อง เป็นสิ่งที่ฉันต้องก้าวข้ามผ่านความกลัวทุกอย่าง ในช่วงเวลานั้นฉันใช้โลกออนไลน์เป็นตัวช่วยในการสร้างสังคมใหม่ให้กับฉัน 

โชคดีว่าฉันได้เพื่อนใหม่จากช่วงเตรียมสมัครแอร์มาหลายคน (ที่แม้ตอนนี้จะไม่ได้ติดต่อกันแล้ว) แต่ช่วงนั้นเพราะได้รับการแนะนำเพื่อนต่อเพื่อน ต่อๆ กันมา ทำให้ฉันสามารถเอาตัวรอดในประเทศที่ฉันไม่ได้ภาษา และไม่มีแม้คนรู้จักจริงๆ สักคนได้ในช่วงแรก ฉันได้รู้จักพี่คนไทยที่ได้ทุนเรียนต่อ ป.โท เป็นคนแนะนำหอพัก ให้ได้อยู่ตึกเดียวกัน พร้อมทั้งพาเดินตระเวนรอบเขตชินชน ในกรุงโซล (เขตที่เป็นที่รวมของมหาวิทยาลัยหลายแห่งของโซล เช่น อีฮวา ยอนเซ ซอกัง) ในช่วงเดือนแรก และฉันได้เพื่อนคนเกาหลีที่ตอนนั้นกำลังฝึกภาษาไทยเพราะได้ภรรยาเป็นคนไทย พาเที่ยวรอบเขตคังนัม ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ในวันหยุด

ณ ขณะนั้น ฉันไม่เคยคิดว่าฉันเป็นใคร เป็นตัวของตัวเองหรือเปล่า และเมื่อฉันรู้สึกตกหลุมเพื่อนนักเรียน ที่เรียนภาษา ต่างห้องเรียนกัน ฉันก็แค่คอยทักทาย และทำความรู้จัก จนกระทั่งเขานัดเดต และได้คบกันแม้ในระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 3 เดือน

หลังจากที่ต้องเดินทางกลับประเทศไทย และฉันต้องเลิกกับคนรักคนที่สอง ฉันก็ยังคงใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยกับการลงเรียนครอส์ภาษาเกาหลีที่กรุงเทพฯ ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ในคราส ที่มีอายุแตกต่างกัน ยังคงลองสมัครแอร์อีกเป็นครั้งคราว จนกระทั่งได้มาพบกับคนรักคนล่าสุด (ที่ปัจจุบันก็จบกันไป 2 ปีแล้ว) กับเขา ฉันเป็นฝ่ายที่ชอบความน่ารักของเขาก่อน เขาอายุอ่อนกว่า 1 ปี แต่เพราะเรียนซ้ำ ในขณะที่ฉันเป็นคนว่างงาน เขาก็ยังคงเป็นนักศึกษาปีสุดท้าย เรารู้จักกันผ่านน้องสาวที่เป็นญาติของฉัน และฉันก็เป็นฝ่ายเอ่ยชมเขาผ่านน้องสาวไปก่อน จะด้วยความคึกคะนองก็ตาม เขาก็เริ่มทักทายตอบกลับมา ในระยะเวลาเกือบ 2 เดือน เราตัดสินใจคบกัน ตลอดระยะเวลาที่คบกัน ยอมรับเลยว่า ฉันเป็นฝ่ายที่เริ่มต้นด้วย 100 และมันก็ถอยลงไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วมาก ฉันเชื่อมาตลอดว่า เพราะความรักครั้งก่อนของฉันมักจะจบลงที่ฉันงอแงและตามติดอีกฝ่ายมากเกินไป ฉันจึงเลือกที่จะไม่ก้าวก่าย ไม่จิก ไม่ตาม และแม้ว่าสุดท้ายจะเป็นเขาที่เริ่มเรียกร้องจากฉัน ฉันก็มักจะทำได้แค่ประเดี๋ยวประด๋าว ก็เลิกสนใจและปล่อยให้เขาอยู่กับเพื่อนไปโดยไม่ตามเช่นเดิม จนกระทั่งเขาเริ่มมีคนมาคอยเอาอกเอาใจแทนฉัน และเริ่มนอกใจกัน ครั้งแรกที่ฉันจับได้ ฉันเสียใจมาก ฉันด่าทอ และประชดประชันมากมาย หากแต่สุดท้ายเขาก็เลือกฉัน 

ผ่านไปเกือบ 2 ปี ในขณะที่ฉันกำลังรู้สึกเต็มอิ่มกับความรักมากที่สุด (รู้สึกตกหลุมรักคนรักเป็นพักๆ ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร อาจจะเพราะช่วงนั้นเขาทำตัวน่ารักมากด้วย) ฉันก็ได้ทราบอีกว่าเขานอกใจฉันอีกครั้ง (แต่เป็นเคสที่จบกันไปแล้ว แต่ถูกนำมาแฉให้ฉันทราบ จากคนรักของผู้หญิงคนนั้น) ตอนนั้นหน้าที่การงานของคนรักฉันเริ่มมั่นคงเช่นเดียวกับฉันที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ความรู้สึกผิดหวังซ้ำซาก หากแต่ฉันก็ยังคงโทษตัวเองว่าเป็นเพราะฉันเองที่ละเลยเขาไป สุดท้ายเราคืนดีกัน ฉันยกโทษในเขาเอง

จนกระทั่งครั้งที่ 3 ในขณะที่ใกล้จะครบรอบ 6 ปี ฉันก็จับได้อีกครั้ง แน่นอนว่าไม่ได้จับได้เอง เพราะฉันไม่ใช่คนตามเช็ค แต่เพราะฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายทักมา และต้องการเปิดตัว ครั้งนี้เป็นครั้งที่เรื่องลุกลามและไม่จบง่ายๆ เพราะอีกฝ่ายยืนยันว่าต้องการคนรักของฉัน ในขณะที่เขายังคงตามง้องอน และฉันก็เป็นคนประเภทชอบกวนประสาทคน นั้นทำให้ยืดเยื้อจนถึง 8 เดือน เป็น 8 เดือนที่ฉันหมกหมุ่นอีกครั้ง ตามเช็ค ตามส่อง ตามจิก จนเหมือนคนบ้า ในขณะเดียวกัน ฉันตั้งมั่นกับตัวเองว่า ฉันจะต้องฝึกอยู่คนเดียวให้เป็น ฉันเริ่มตัดสินใจซื้อบ้าน และรถให้ตัวเอง ไปเรียนขับรถในอายุเข้าเลข 3 ปีแรก เพื่อเตรียมพร้อมว่าฉันจะไม่ง้อ หรือพึ่งพาอะไรเขาอีก จะไม่มีอะไรมาเหนี่ยวรั้ง หรือต้องร้องขอให้เขาช่วยอีก 

และจากที่เดือดจนสุด ฉันก็ปล่อยให้ตัวเองหมดแรงไปเอง ในเดือนที่ 8 เหมือนเป็นเส้นตายที่ฉันขีดไว้ว่า หากพบว่าเขายังแอบนัดเจอกันอีก ฉันจะพอ...และผู้หญิงคนนั้นก็ส่งรูปมา...

ตั้งแต่วันนั้น...ฉันพอจริงๆ ฉันกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง ที่ไม่สนใจ ใส่ใจอะไรเขาอีก ใช้ชีวิตคนเดียวกับรถคันใหม่ ขับรถชน ต้องการความช่วยเหลือ ก็เลือกที่จะหาคำตอบเอง ซื้อของตกแต่งบ้านเอง ทำอะไรๆ เอง

เขาที่เคยหนีฉันไปหาอีกฝ่าย ให้เหตุผลว่าเพราะฉันเอาแต่จิกกัดจนเขาอึดอัด ถึงต้องไปตามหาความสบายใจ ต้องการคนเอาใจ แต่กลับกลายเป็นว่าพอฉันกลับมาเป็นตัวเอง เขากลับเข้ามาเรียกร้องขอความสนใจจากฉัน...

ทุกวันนี้ ฉันถึงให้เขาเป็นแค่เพื่อน เพราะสิ่งที่เขาทำให้ฉันไม่เป็นตัวเองตลอด 8 เดือน มันเป็นอะไรที่ทรมานมากที่สุด มากซะจน ฉันขยาดการมีเขาเป็นคนรักในชีวิตและหมดรักในที่สุด แม้แต่ความผูกพันฉันคนรัก ก็เหือดหาย...

ตลอดช่วงเวลา 1 ปีหลังเลิกลาจากคนรักคนล่าสุด ฉันกลับมาใช้ชีวิต ในวัย 30 ราวกับสาววัย 20 เศษ ร่วมกับน้องๆ ที่ทำงานอีกครั้ง เริ่มกลับไปเจอเพื่อนเก่า ตั้งใจทำงานในวันทำงาน เที่ยวเล่นในวันหยุด หาเรื่องออกต่างจังหวัด หรือไปต่างประเทศกับเพื่อนๆ ทั้งที่ร้างลามานาน อย่างมีความสุข นัดเดตกับคนที่เจอผ่านโลกออนไลน์อย่างไม่คาดหวัง... แสดงตัวตนให้เขาเห็น แต่กลับไม่รู้สึกประทับใจในตัวเขา และเลือกที่จะเป็นฝ่ายหายไป

ฉันทำงานอย่างสนุกสนาน ร่วมกับทีมงานที่เข้าขากันได้ดี และไม่เคยคาดหวังผลงานใดใดมากมาย เพียงแค่อยากให้การทำงานมีความสุข ไร้ปัญหาทุกวัน แต่ในครั้งนั้นฉันกลับสามารถทำผลงานได้ดี และได้รับการเลื่อนขั้นต่อมา...โดยที่ฉันแทบไม่ได้พยายามอะไร

จนกระทั่งได้มาเจอเธอ...คนที่ทำให้ฉันหลงรักความธรรมดาอีกครั้ง คนที่ฉันยังคงไม่คิดคาดหวัง แต่พอเธอแตกต่างออกไป ความเป็นตัวเองของเธอ ก็ทำให้ฉันเผลอคาดหวังอีกครั้ง 

และเมื่อฉันคาดหวัง สิ่งที่ฉันจะแสดงออก กลับไม่เคยเป็นตัวเองได้ 100% ฉันที่เคยคิดอยากสนใจเมื่อไหร่ก็สนใจ เคยคิดอยากอยู่เฉยๆ เมื่อไหร่ก็จะเงียบหายไป กลับกลายเป็นเอาแต่สนใจเรื่องเธอ จนไม่เป็นอันทำอะไร แต่ก็กลับไม่กล้าคอลหาเธอ ไม่กล้ากวนใจเธอ และแม้จะพยายามรักษาท่าทีเท่าไหร่ ก็กลับไม่สามารถปิดความรู้สึกไว้ได้ และเมื่อกล้าแสดงออกว่าชอบไป ก็กลับรู้สึกไม่สามารถแสดงได้เต็มที่ เพียงแค่เพราะไม่อยากให้เธอลำบากใจ ทั้งที่คิดว่านี่ ฉันกำลังเป็นตัวเองให้เธอเข้าใจ แต่เธอกลับปิดใจ จนสุดท้ายฉันก็หมดกำลังใจ ต้องกลับมากอดตัวเอง

เอาเข้าจริง นิยามของคำว่า "เป็นตัวของตัวเอง"
ก็เป็นสิ่งที่จะเป็นได้เมื่อเรามีความมั่นใจมากพอ มั่นใจว่าจะใช้ชีวิต มั่นใจว่ารัก มั่นใจว่าไปทางไหน

และคำว่า "เป็นตัวของตัวเอง" ก็จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราไม่คาดหวังผลลัพธ์ เพราะนั้นจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและไม่อึดอัด มากพอซะจนกล้าที่แสดงออกไป มากกว่าจะคาดหวังเสียจนกดดันตัวเอง และเมื่อผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นดั่งใจ ก็จะเสียความมั่นใจไปอีก

สุดท้ายนี้ ผลลัพธ์ของความ "เป็นตัวของตัวเอง" ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาเพราะโชคช่วย หากแต่เพราะคนเราจะเกิดความมั่นใจในตัวเองได้จริงๆ ก็ต้องเป็นเพราะเราเชื่อแล้วว่า เรามีความชำนาญ หรือรู้จักสิ่งนั้นๆ อย่างถ่องแท้แล้ว เพราะฉะนั้น การพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จะทำให้เรามีความมั่นใจในทักษะของตัวเองมากขึ้น และเมื่อเรามั่นใจมากขึ้น สิ่งที่เราจะแสดงออกไป ก็จะออกไปพร้อมความมั่นใจ ผนวกกับความเป็นตัวเรา...

ดังนั้น นี่คงเป็นนิยามความ "เป็นตัวของตัวเอง" ของฉันนับจากนี้ไป 

แน่นอนฉันอยากให้คนที่พบเจอกันประทับใจในตัวฉัน มากกว่าฉากหน้าที่เขาเห็น ฉันจึงต้องแสดงความเป็นตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่าฉันจะไม่ผิดหวังอีกครั้งในอนาคต 

แด่ความผิดหวังทุกสิ่งที่ผ่านมา
ฉันจะเป็นตัวของตัวเอง 
ในแบบที่พัฒนาตัวเองแล้วให้ได้ในเร็ววัน


จงนับถือตัวเอง และพัฒนาตัวเอง
ไม่ใช่เพื่อวิ่งตามคนอื่น
ไม่ใช่เพื่อเลียนแบบใครอื่น
ไม่ใช่เพราะอิจฉาหรืออยากเด่นดังกว่าใคร
แต่เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง 💙


ไม่มีใครดีกว่าเรา หากเราเชื่อมั่นในตัวเอง...

SHARE

Comments

KongKwanDiary
2 years ago
เขียนได้ดีมากเลยค่ะ ย้อนมองตัวเองเลย เราก็เป็น😂 ตอนแรกก็จะเฉยๆนับวันยิ่งเสียความเปนตัวเองมากขึ้นๆ
Reply
blueandme
2 years ago
สู้ๆ นะคะ พยายามพัฒนาตัวเองให้เป็นตัวเองค่ะ 😊
half
2 years ago
ตามอ่านมาตั้งแต่แรกๆจนวันนี้ เห็นแอดติจูดมาเรื่อยๆมันดีขึ้นมากเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้ทั้งเรื่องงานแล้วเรื่องความรักด้วยนะคะ
Reply
blueandme
2 years ago
😊 ขอบคุณมากนะคะ