ตัวตนที่เหลืออยู่
ไม่ว่าจะหลงทางหรือสูญเสียตัวตนจากปัจจัยภายนอกไปขนาดไหน...เจอมาหลายๆครั้งก็ทำให้เห็นว่าตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเป็นคนแบบไหน เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะค่อยๆกลับมาทุกครั้ง...มันคือสิ่งที่เหลืออยู่และไม่เคยหายไป

.

1.growth mindset

===

ตอนที่มันแย่ มันยากมากเลยนะที่จะนึกให้ออกว่าตอนที่ดี มันจะดีได้อย่างไร เราเห็นแค่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เราเห็นมันทุกครั้ง เราไม่เคยไม่เห็นเลย แล้วพอเวลาผ่านไปแสงนั้นก็เข้าใกล้มาเรื่อยๆ หากเราไม่หยุดเดิน ไม่หยุดเชื่อว่าอะไรมันจะดีหรือพัฒนาขึ้นได้ นี่คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตเราไม่เคยมีคำว่าตัน เราต้องมีความหวังแม้ในช่วงที่การตั้งความหวังทำได้ยากที่สุด และเราดีใจที่พูดได้ว่าไม่เคยหมดหวัง ไม่เคยหยุดเชื่อในตัวเอง

.

2.เราเป็นคนชอบเขียนชอบจดบันทึก

===

บางคนเรียนรู้จากการอ่าน บ้างก็ชอบฟัง บ้างก็ชอบเล่า แต่เราเป็นคนที่วางแผนชีวิตได้ดีผ่านการเขียนมันออกมาให้เห็นกับตา ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องมีคนเห็นหรือไม่

.

3.เราเป็นคนที่ชอบวิเคราะห์ตัวเอง

===

เราชอบดูการเปลี่ยนแปลงของตัวเองไม่ว่าด้านร้ายหรือดี เป็นคนที่สนุกกับ sense of improvement บางทีชีวิตมันแย่มากนะ แต่เราก็จะสร้างโลกอีกใบที่เรารู้สึกว่าควบคุมได้ขึ้นมา โลกที่เรายังรู้สึกว่าอย่างน้อยเราก็ยัง control มันได้ เช่นการออกกำลังกาย แต่บางทีก็ต้องเตือนใจตัวเองว่าเรากำลังหนีอะไรอยู่หรือเปล่า

.

4.เราเป็นคนที่มีความซับซ้อนย้อนแย้งอยู่ในตัวเองสูง

===

เราอาจเคยคิดว่าตัวเองเป็นแบบหนึ่ง แต่พอโตขึ้นผ่านประสบการณ์เรากลับเริ่มเอนเอียงไปมีวิธีคิดหรือการกระทำอีกแบบก็ได้ สรุปแล้วเราไม่เคยเป็น แต่กำลัง "กลายเป็น" บางอย่างอยู่เสมอ

.

5.เราเป็นคนที่ self motivate

===

ไฟจะมาหรือไฟจะมอดไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับความเห็นคนรอบข้างแต่อย่างใด หลายครั้งมันมันยากที่คนอื่นจะเข้าใจแรงเบื้องหลังที่หนุนนำในสิ่งที่เราทำอยู่ จุดอ่อนก็มีคือถ้าไฟจะมอดใครมาพูดอะไรก็มอดอยู่ดี เพราะฉะนั้นการถามตัวเองว่าเราทำสิ่งที่ทำอยู่ไปทำไม เหตุผลที่เราลงมือทำมันในวันแรกยังมีอยู่ไหม

.

6.เราเป็น introvert ที่ขี้เหงาเป็น

===

พอเลิกกับแฟนแม่งกลายเป็นคนเว้าแหว่งเลย เคยมีช่วงหนึ่งที่มีกี่แอพกูโหลดหมด ถมที่ว่างในใจเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม เสียสูญ ไปเข้าผับ ไปเต้น ไปสถานที่อโคจร ...แล้วก็กลับมานอนเหนื่อยที่ห้องว่ากูทำไปทำไม ธาตุแท้จริงๆมึงก็เป็นคน introvert ที่ enjoy การใช้เวลาลำพังไม่ใช่หรอ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าคนเรามันซับซ้อน มันมี drive อะไรเบื้องหลังเยอะแยะมากมายกว่าคำพูดที่เราไปเลเบลให้ตัวเอง

.

7.เป็นพวกให้ความเท่าเทียมกับ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

===

ซึ่งมันอาจไม่ดีก็ได้

บางคนเป็นพวกยึดติดอดีตอันปวดร้าวหรือสวยงาม อันนั้นเราก็เป็น ทำให้บางทีมันโรแมนติกเว่อ เศร้าเว่อ และบางทีก็เสียเวลายึดติดกับมันจนก้าวไปข้างหน้าไม่ได้...ส่วนปัจจุบันคือการทำงานในภาวะ flow state ที่หากมีสมาธิมากๆนี่หลุดโลกไปเลย หายไปกับงาน ซึ่งมันก็คล้ายๆกับการทำสมาธินั่นแหละ...ส่วนอนาคตก็ชอบไปวอรี่มันมากนะหนุ่ย นี่จุดอ่อนเลย เพราะลึกๆเราเป็นคนขี้กลัว ก็พรำ่บ่นเข้าไปว่าอนาคตจะดูแลตัวเอง ซึ่งมันก็ช่วยได้แค่บางครั้ง แต่ช่วงหลังมานี่ทำใจได้แล้วว่าก็หนีจุอ่อนนี้ไม่พ้น เลยจ้องตามันตรงๆ วางแผนล่วงหน้า ทำ stress management ด้วยเทคนิคหลอตัวเองล้านแปดให้สมองรู้สึกสบายใจ ก็จะพอช่วยได้

.

8.เราแม่งก็แค่คนธรรมดาๆคนนึง เหมือนทุกคน

===

เลิกรู้สึกอย่างเป็นทางการแล้วว่าเราวิเศษกว่าใคร มีบ้างที่ชอบหลงคิดไปแบบนั้นเหมือนที่เป็นเอามากสมัยวัยรุ่น แต่พอโตขึ้นมันเห็นแล้วว่าทุกคนที่ขึ้นชื่อว่ามนุษย์แม่งซับซ้อนหมด มีโจทย์ที่แตกต่าง มีความพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น มีความกระหายทะยานที่ไม่เท่าเทียม...ของปลอมทั้งนั้นที่เราไปเลเบลให้คนอื่น เพราะเราแม่งโง่เกินกว่าจะเข้าใจสถานการณ์ของใครได้ดีพอ...แค่ตัวเองนี่ยังงงตัวเองอยู่เลยบางที จะให้ไปตัดสินใครได้.

.

จบครับ...อาจจะมีอีกเยอะ แต่นี่คือที่รู้สึกตอนนี้
SHARE
Writer
Nui_Napat
so many role to play
ใกล้เรียนจบแล้ว กำลังแสวงหาโอกาสและคุณค่าของสิ่งที่ทำอยู่และกำลังจะทำต่อไป (ปัจจุบันเรียนจบ รับปริญญามา 2 ปี 2 เดือนแล้ว)

Comments