กว่าจะเป็นฉันในวันนี้... (3)
      ฉันในวัย16ปี ชีวิตย่างเข้าสู่ช่วงมัธยมปลายอย่างทุลักทุเล ทุกอย่างมันเริ่มต้นจากที่ฉันบอกกับที่บ้านว่า "แม่หนูอยากเรียนศิลป์ฝรั่งเศส"
ท่านตอบกลับมาว่า "เรียนศิลป์ภาษาไปทำไม ทำไมไม่เรียนสายวิทย์" วินาทีนั้นฉันพูดอะไรไม่ออก สำหรับพวกเขาแล้วฉันคือตัวอะไร เป็นหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนโปรแกรมให้เชื่อฟังคำสั่งทุกอย่าง อย่างนั้นหรอ ฉันก็แค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความต้องการที่จะทำตามความฝัน ฉันอยากไปในที่ต่างๆ ฉันไม่อยากอยู่กับที่อีกต่อไป สิ่งเดียวที่ตอบโจทย์ฉันได้คือ "แอร์โฮสเตส" แต่พวกเขากลับช่วยกันเป่าหูให้ฉันเรียน "แพทย์" ซึ่งฉันไม่ชอบเลย มันไม่ใช่ตัวตนของฉัน จนวันสุดท้ายที่ต้องถึงกำหนดส่งใบแสดงความประสงค์ที่จะรับการศึกษาต่อที่โรงเรียนเดิม ฉันกดโทรออกหาผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นมารดาแล้วถามเพื่อเอาคำตอบครั้งสุดท้าย
"แม่ หนูลงศิลป์ฝรั่งเศสได้มั้ย"
"ถ้าจะเรียนต่อก็ต้องเรียนสายวิทย์ ถ้าจะเรียนศิลป์ก็หาส่งเสียตัวเองเรียน ไม่มีปัญญาก็ยื่นใบลาออกไป"
นั่นเป็นคำพูดจากผู้หญิงวัยกลางคนที่ฉันเรียกเธอว่า"แม่" ในตอนนั้นฉันคิดว่า สำหรับพวกเขาแล้วฉันคงเป็นแค่หุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่ถูกป้อนโปรแกรมให้เชื่อฟัง ถ้าวันใดหุ่นยนต์ตัวนี้เกิดพยศขึ้นมาพวกเขาก็พร้อมที่จะเขี่ยฉันทิ้งทันทีอย่างไม่ลังเล ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าชีวิตนี้จะได้กรอกใบสมัครเรียนทั้งน้ำตา น้ำหมึกจากปากกาถูกขีดให้เป็นเส้นตรงอย่างลวกๆในช่องสี่เหลี่ยมข้างหน้าคำว่า แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ชีวิตฉันมันไม่ใช่ของฉันอีกต่อไป
      การศึกษาในระดับชั้นม.4 เป็นไปอย่างยากลำบาก ฉันไม่มีความสุขเลยเวลาอยู่ในห้องเรียนวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ไม่มีแรงบันดาลใจในการที่จะทำอะไรทั้งนั้น ทั้งการบ้าน งานต่างๆ มันทำให้ฉันท้อ ไหนจะเรื่องสังคมอีก ฉันวนมาเจอคนกลุ่มใหญ่กลุ่มเดิมทำให้ฉันใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก การโดนแซะ โดนนินทา โดนล้อว่าเป็นลูกไม่มีพ่อมันไม่ใช่เรื่องตลก ชีวิตฉันในช่วงนั้นถือว่าตกต่ำที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา เกรดที่เกิน 3.5 ทุกเทอมตกลงมาเหลือเพียง 2.51 ฉันโดนผู้ใหญ่ที่บ้านรุมด่าว่าทำไมไม่ตั้งใจเรียน ทำไมเกรดเหลือแค่นี้ ทั้งๆที่ฉันร้องไห้จนตาบวมกลับบ้านเกือบทุกวันแต่กลับไม่เคยมีใครถามฉันเลยว่าเด็กอายุเพียง16ปีคนนี้ต้องเจออะไรมาบ้าง ต้องแบกรับอะไรไว้ในใจเพียงคนเดียวมากมายขนาดไหน
         จนวันหนึ่งฉันทนไม่ไหวอีกต่อไป ฉันร้องไห้ฟูมฟายพร้อมกับระบายความรู้สึกที่อยู่ในใจไปจนหมดสิ้น แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมามีเพียงแค่ประโยคสั้นๆประโยคเดียว 
"ถ้าแค่นี้ทำไม่ได้ก็ไปลาออกซะ" 

ฉันร้องไห้หนักกว่าเดิม เพราะแม้แต่อนาคตของตัวเองฉันยังเลือกเองไม่ได้เลย ยังดีที่เพื่อนเก่าสมัย ม.ต้นยังพอได้ติดต่อกันบ้าง ฉันระบายทุกอย่างกับพวกเขาเหมือนที่เคยทำ และพวกเขาก็ให้กำลังใจฉันอย่างที่มันควรจะเป็นแต่สุดท้ายฉันก็ไม่พบทางออกอยู่ดี
          พอขึ้น ม.5 จากที่เรียนหนักอยู่แล้วก็เรียนหนักขึ้น กิจกรรมก็มากขึ้นทั้งกีฬาสีเอยอะไรเอย ในเวลาของเทอมแรกที่ใกล้จะหมดลง ฉันกลับพบแสงสว่าง บอร์ดประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนติดโปสเตอร์โปรโมทการสอบชิงทุนไปแลกเปลี่ยนที่แอลเอ ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา1ภาคเรียน ฉันตัดสินใจไปสมัครสอบที่ครูหัวหน้ากลุ่มสาระภาษาต่างประเทศและเป็นโชคดีที่คนในบ้านไม่ได้ขัดอะไร พวกเขาต่างพากันตัดหางปล่อยวัดฉันแล้ว เราคุยกันแค่ไม่กี่ประโยคต่อสัปดาห์ บางทีก็เว้นช่วงเป็นเดือน เราอยู่บ้านเดียวกันก็เหมือนคนแปลกหน้าที่แชร์พื้นที่ให้กันอยู่ ไม่มีบทสนทนากระชับความสัมพันธ์หรือประโยคทักทายใดๆเอ่ยออกมา มีเพียงแค่เสียงก๊อกแก๊กเวลาทำอะไรสักอย่างหรือเสียงเดินที่ทำให้รู้ว่า ฉันไม่ได้อยู่บ้านคนเดียวนะ ถ้าดูจากลักษณะภายนอก มองด้วยตาเปล่าทุกคนก็จะเรียกมันว่าบ้าน แต่สำหรับฉันมันไม่ใช่ ไม่ใช่เลยสักนิด

       วันเดินทางฉันไม่มีใครมาส่ง ตอนไปสนามบินฉันก็เรียกGrabมารับที่บ้าน มีแค่ข้อความอวยพรให้ฉันโชคดี เดินทางปลอดภัยจากเพื่อนๆที่สนิทกันเท่านั้นเอง

         ต้องยอมรับเลยว่าฉันกังวลมากว่า ถ้าไปอเมริกาแล้วมันจะดีขึ้นมั้ยหรือแย่กว่าเดิม วินาทีที่ลงจากเครื่องบินมาเท้าเหยียบลงบนแผ่นดินสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกฉันตื่นเต้นจนเกือบเดินผิดทาง พอเดินออกมาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนถือป้ายใหญ่ๆที่เขียนชื่อฉันไว้ ฉันเดินเข้าไปหาเธอทันทีพร้อมกับทักทายตามมารยาท ระหว่างทางเราคุยกันเพื่อทำความรู้จักซึ่งกันและกัน เธอชื่อเจนนิเฟอร์เป็นโฮสต์ของฉันระหว่างที่ฉันอยู่ที่นี่ มีลูกชายที่อายุมากกว่าฉันไป1ปีชื่อแพททริค ส่วนสามีของเธอเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ทั้งเจนนิเฟอร์และแพททริคดูแลฉันเป็นอย่างดีเหมือนฉันเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพวกเขา แพททริคเป็นคนช่วยสอนภาษาอังกฤษให้ ทำให้ภาษาอังกฤษของฉันแข็งแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคำสแลง แกรมม่า ศัพท์ยากๆที่ไม่เคยได้ยินหรือแม้กระทั่งวิธีเข้าสังคม ส่วนเจนนิเฟอร์จะซัพพอร์ตทางด้านจิตใจ หลายครั้งที่เธอดูออกว่าฉันกังวลหรือกำลังคิดมากอยู่ เธอจะพูดเสมอว่า "ไม่ว่าที่ประเทศไทยเธอจะเจอเรื่องหนักใจอะไรมา ตอนนี้เธออยู่ที่อเมริกา เธอเป็นลูกสาวคนหนึ่งของฉัน โปรดทำสิ่งที่เธออยากทำ เป็นตัวของตัวเอง ยิ้มให้กว้างที่สุดเท่าที่เธออยากจะยิ้ม หัวเราะให้ดังเท่ากับความสุขที่เธอมี คิดซะว่าที่นี่เป็นบ้านของเธอ" วินาทีนั้นฉันน้ำตาไหลออกมาเองแบบอัตโนมัติ รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนได้ปลดล็อคอะไรบางอย่างที่อยู่ในใจออกไป อย่างน้อยฉันก็ไม่ใช่หุ่นยนต์เมื่ออยู่ที่นี่ นึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจสอบแข่งกับคนหลายร้อยเพื่อที่จะมาที่นี่ สหรัฐอเมริกาจงให้โอกาสตัวเองแล้วทิ้งความล้มเหลวไว้ข้างหลังซะ ให้มันเป็นเพียงแค่บทเรียนบทหนึ่งเท่านั้น อย่าไปยึดติดกับมัน เพราะถ้าคุณเอาแต่คิดว่าตัวเองกำลังล้มเหลว คุณก็จะล้มเหลวอยู่อย่างนั้นต่อไป
 
SHARE
Written in this book
กว่าจะเป็นฉันในวันนี้
เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตของคนเขียนและจุดเปลี่ยนทัศนคติไปตลอดกาล
Writer
Polarischdp
Writer , Reader
เป็นนักอยากเขียน อายุเพียง19ปีที่ชื่อพีช

Comments

ChanWrite
3 years ago
Keep fighting!
Reply
Polarischdp
3 years ago
Thank you very much.😁💕