กว่าจะเป็นฉันในวันนี้...(1)
      ชีวิตของฉันไม่ได้สมบูรณ์แบบอะไรมากมายนักหรอก คนส่วนใหญ่กลับบอกว่าฉันเก่ง ฉันแกร่ง ฉันฉลาด ฉันมีพร้อมทุกอย่าง แต่จะมีสักกี่คนที่จะมองว่าฉันก็เป็นคนธรรมดาเหมือนกันกับพวกเขา ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรเลยฉันก็แค่เด็กผู้หญิงอายุ19ปีคนหนึ่งที่เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองมาทั้งชีวิตแค่นั้นเอง       อยากรู้เรื่องราวของฉันไหม ว่ากว่าฉันจะเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาๆที่คนรอบข้างต่างบอกว่ามีความเป็นผู้ใหญ่เกินอายุนั้นจะผ่านอะไรมาบ้าง ถ้าอยากรู้ก็ไปที่ย่อหน้าต่อไปกันเลย

      แม่ของฉันตั้งครรภ์ตอนอายุมากแล้ว ท่านเคยเล่าให้ฉันฟังว่าหมอบอกกับท่านว่า "เด็กที่อยู่ในครรภ์นี้ถ้าโชคดีก็จะเกิดมาเป็นคนฉลาด แต่ถ้าโชคร้ายก็จะเป็นเด็กออทิสติกไปเลย"
และบังเอิญว่าท่านโชคดีที่เด็กคนนี้เกิดออกมาแบบปกติทุกประการ

      ในวัยเด็กทุกคนต่างช่วยกันเลี้ยงดูฉันขึ้นมาเป็นอย่างดีแต่หมายถึงทางกายนะ ทางจิตใจน่ะไม่เลย ไม่เลยสักนิด...
        

        ภาพที่ฉันนั่งร่วมโต๊ะกับพ่อและแม่ในวัย2ขวบ โดยที่ฉันเอาแต่สนใจกับขนมเค้กก้อนเล็กๆตรงหน้าจนพวกท่านต้องช่วยกันปรามและเกลี้ยกล่อมให้ฉันกินข้าว มันเป็นภาพที่อบอุ่นมาก ความรู้สึกอบอุ่นในตอนนั้นฉันยังจดจำมันได้เสมอ แต่มันก็เป็นเพียงภาพเดียวที่ฉันจำได้เพราะพวกท่านได้แยกทางกันไปก่อนที่ฉันจะเข้าโรงเรียนอนุบาลเสียอีก หลังจากนั้นชีวิตฉันก็เริ่มเข้าสู่วังวนของการโหยหาทันที
ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ นั่นเป็นสิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่ต่างก็มีกันแต่ฉันไม่มี
       เวลาผ่านไปเรื่อยๆกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ร่างกายค่อยๆเติบโตขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ แต่ทางจิตใจกลับบิดเบี้ยวไม่เป็นรูปเป็นร่าง ในวัยเด็กฉันไม่เคยได้ของเล่นหรืออะไรก็ตาม เวลาที่ออกไปข้างนอกบ้านแล้วเห็นมันวางขายอยู่ฉันก็ทำได้เพียงแค่มองมันเท่านั้นเพราะพวกเขาต่างบอกว่ามันไร้สาระ ไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่ฉันก็ไม่เคยร้องไห้งอแงหรือเรียกร้องอะไรจากพวกเขาเลย เพราะฉะนั้นชีวิตในวัยเด็กของฉันก็จะมีเพียงหนังสือ สมุด ปากกา ดินสอเท่านั้น หรืออะไรก็ตามที่พวกเขาเห็นว่ามันมีประโยชน์ ฉันอ่านออกเขียนได้เหมือนผู้ใหญ่ปกติในวัยเพียง5ขวบ เด็กคนอื่นๆได้ออกไปวิ่งเล่นกันแต่ฉันต้องนั่งท่องดิกชันนารีเช้าเย็นทำแบบฝึกหัดทดสอบไอคิว เพื่อนแถวบ้านมาชวนฉันไปเล่นด้วยแทบทุกวันแต่ฉันกลับได้รับอนุญาตให้ออกไปแทบจะนับครั้งได้ ทุกครั้งเวลาที่ฉันได้รับรางวัลอะไรสักอย่างจากโรงเรียนก็จะได้รับคำชื่นชมแบบอลังการเสมอ พวกเขาต่างมีความสุขกับความสำเร็จเล็กๆของฉันจนนึกไม่ถึงว่าสิ่งเหล่านี้มันจะทำให้ฉันเป็นเด็กขี้อิจฉา...

ชีวิตวัยเด็กที่สวยงามที่คนส่วนใหญ่มักจะมีความสุขทุกครั้งที่นึกถึงมันแต่ฉันกลับว่างเปล่าเหลือเกิน       ความเลวครั้งแรกของฉันที่ฉันได้ลงมือทำมันเองกับมือเกิดขึ้นในตอนอายุ10ปี สืบเนื่องจากในวัยเด็กที่ฉันได้รับแต่คำชมแต่กลับไม่เคยมีใครสอนฉันเลยว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ มันทำให้ฉันเข้าข้างตัวเองว่าคนอย่างฉันทำอะไรก็ถูกเสมอ ไม่จำเป็นต้องแคร์ใคร
      วันนั้นครูประจำชั้นได้ให้เด็กทุกคนเข้าร่วมการทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก โดยข้อสอบจะเกี่ยวกับเนื้อหาทั้งหมดที่เรียนมา ฉันมั่นใจในตัวเองมากเพราะที่ผ่านมาฉันคือที่หนึ่งเสมอตอนครูประกาศผลคะแนนเพื่อนทุกคนต่างก็บอกว่าต้องเป็นฉันแต่สุดท้ายมันกลับผิดจากการคาดหมาย ฉันเป็นที่2ไม่ใช่ที่1...
       ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่อีกคน คนที่ควรได้รับคำชื่นชมอย่างฉันกลับต้องมาแกล้งยิ้มแสดงความยินดีให้กับคนอื่นอีกทั้งยังต้องมานั่งฟังคำเปรียบเทียบจากครู ตอนนั้นฉันทั้งโกรธ ทั้งเกลียด ทั้งโมโห ทั้งเสียใจ แต่ก็แสดงออกมาไม่ได้ ทำได้เพียงแค่เก็บอารมณ์เหล่านั้นไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย ใครจะไปรู้ว่าเด็กอายุเพียง10ปีจะมีแรงริษยาได้มากขนาดนี้
       เธอคนนั้นเดินเข้ามาคุยกับฉัน หัวข้อสนทนาของเราคงจะไม่พ้นเรื่องคะแนนสอบวันนี้ ฉันทำได้เพียงแค่คุยกับเธอคนนั้นอย่างปกติ กล่าวแสดงความยินดีไปเล็กน้อยอย่างที่ควรจะทำและปิดท้ายด้วยรอยยิ้มอาบยาพิษ
       หารู้ไม่ฟางเส้นสุดท้ายของฉันได้ขาดลงไปพร้อมกับประโยคนั้นของเธอแล้ว

"ทำไมที่1แบบพีชถึงลงมาอยู่ที่2ล่ะ?"
เหอะๆ ตลกสิ้นดี

       โทรทัศน์เครื่องใหญ่กำลังฉายภาพฉากที่นางเอกโดนนางร้ายในละครภาคค่ำกลั่นแกล้งโดยการขังไว้ในห้องแคบๆ เหตุการณ์ในนั้นไหลไปเรื่อยๆพร้อมกับความคิดของเด็กอายุ10ปีคนหนึ่งที่มีแผนการร้ายเล็กๆอยู่ในหัว "ถ้าคนที่โดนขังเป็นเธอคนนั้นก็คงจะดี"
    -ใช่ เด็กที่แสนร้ายกาจคนนั้นคือฉันเอง
       
     ในวันถัดมาฉันขังเธอคนนั้นไว้ในห้องน้ำของโรงเรียนก่อนจะถูกพบในอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงถัดมา เธอคนนั้นออกมาในสภาพร้องไห้ เหงื่อกาฬไหลท่วมตัว ความรู้สึกของฉันในตอนนั้นคือสะใจแทบบ้า อยากจะหัวเราะออกมาดังๆแต่ก็ทำไม่ได้ ที่ดีไปกว่านั้น คือการที่ครูจับไม่ได้ว่าใครเป็นคนทำ ตั้งแต่ตอนนั้นฉันก็ไม่ทันได้นึกเลยว่าปีศาจที่อยู่ในใจกำลังกลืนกินตัวตนไปจนหมดสิ้น
       หลังจากนั้นฉันก็ลงมือทำอีกเรื่อยๆ ทั้งเอารองเท้าไปซ่อน โยนตุ๊กตาบาร์บี้ของเธอลงน้ำ ขโมยสมุดการบ้านไปซ่อน ที่หนักที่สุดคือฉันทำเธอตกจากชิงช้า มันเป็นเหตุการณ์เดียวที่ฉันไม่ได้ตั้งใจและโชคดีที่เธอคนนั้นไม่ได้เป็นอะไรมาก ตอนถูกครูเรียกไปสอบสวนฉันกลัวจนมือเย็นเฉียบ ตัวสั่นไปหมด แต่ก็รอดออกมาได้อย่างหวุดหวิดเนื่องจากมีพยาน

       เหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านมาจนฉันอายุ12ย่างเข้าสู่วัย13ปี ชีวิตมัธยมต้นของฉันกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ที่ผ่านมาก็เหมือนเดิมทุกอย่าง หนังสือ สมุด เครื่องเขียน ชีวิตฉันก็มีอยู่เพียงแค่นั้น แต่อาจจะเพิ่มคอมพิวเตอร์ขึ้นมาด้วยในบางครั้ง มันก็แค่บางครั้งน่ะ คุณคงจะเข้าใจ

     หลังจากจบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาฉันก็ได้ลงสนามสอบโรงเรียนมัธยมชื่อดังประจำจังหวัดตามที่ผู้ใหญ่ในบ้านปรารถนา เวลาผ่านไปเพียงแค่1สัปดาห์ผลการสอบก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจ ฉันสอบผ่านการคัดเลือก และชีวิตมัธยมคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทัศนคติครั้งใหญ่ของฉันเรียนรู้ทุกอย่างจากความผิดพลาดของตัวเองแล้วแก้ไขมันซะ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป








SHARE
Written in this book
กว่าจะเป็นฉันในวันนี้
เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตของคนเขียนและจุดเปลี่ยนทัศนคติไปตลอดกาล
Writer
Polarischdp
Writer , Reader
เป็นนักอยากเขียน อายุเพียง19ปีที่ชื่อพีช

Comments