The Journey of Beansprout
ผมชื่อถั่วงอก ผมจะอายุ 20 ปีเป็นครั้งแรกในปีหน้า

ย้อนไปเมื่อตอนกลางปี ผมอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในชนบทของทางใต้ ผมรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตที่เป็นอยู่ สภาพแวดล้อมเดิมๆ ผู้คนเดิมๆ กิจวัตรเดิมๆในทุกๆวัน…

ผู้คนอาจมองว่าผมเป็นคนเฉื่อยชา เก็บตัว ประหยัดคำพูดและหัวอ่อน แต่ลึกๆแล้วผมรู้ความต้องการของตัวเองดี ผมรักการเดินทาง รักการผจญภัย รักการแพร่กระจายความคิด หนังสือหลายร้อยเล่มบนชั้นหนังสือในห้องนอนของผมให้อะไรกับผมมากมายจนแทบไม่ต้องขวนขวายสิ่งใด แต่ผมก็ยังรู้สึกขาดบางอย่าง ผมต้องการเห็นโลกที่แท้จริง ผมอยากสัมผัสบรรยากาศแห่งวิถีชีวิตอันเป็นที่มา ต้นเหตุ และแรงบันดาลใจของเรื่องราวต่างๆในหนังสือพวกนั้น ผมรู้ดีว่าหากอยู่ที่นี่ต่อไป ผมอาจใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยนี้อย่างไร้ประโยชน์และสิ้นอายุขัยไปอย่างโง่เขลา

ที่ๆผมอยู่ช่างไม่น่าอภิรมย์ มีนักการเมืองงี่เง่าคอยควบคุมหมู่บ้าน ความเจริญกระจุกอยู่ในพื้นที่เล็กๆที่พวกเขาอยู่ และแน่นอนว่ามันส่งมาไม่ถึงเรา ผมเติบโตท่ามกลางพวกผู้ใหญ่ปากร้ายที่คอยเสี้ยมสอนเด็กๆให้เติบโตไปแบบคนขี้แพ้และก้มหน้ารับใช้ทุนนิยม พวกเขาไม่โปรดปรานการถกเถียง เว้นแต่จะเป็นเรื่องปะทะคารมกันในชีวิตประจำวัน พวกเขาไม่ต้องการให้พวกเราฝันเฟื่อง สิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้ในอดีต เด็กๆอย่างเราก็คงทำไม่ได้เช่นกัน 

แล้วจะทำไปทำไมกันล่ะ?ผมเคยแอบชอบเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ผมมองเธออยู่หลายครั้ง แต่เราไม่เคยแม้แต่สนทนาทักทายกันหรอก หมู่บ้านของเรา เด็กผู้หญิงต้องเข้ารับการอบรมมารยาทและการปฏิบัติทุกอย่างตั้งแต่วิธีการแต่งกาย บำรุงความงาม การทำอาหาร รวมถึงงานบ้านงานเรือนทุกประเภท เพราะเขา (ซึ่งผมไม่ทราบเหมือนกันว่าคือผู้ไหน เดาว่าเป็นคนจากยุคก่อนๆกระมัง) บอกกันมาว่าหญิงสาวนั้นต้องเพียบพร้อมด้วยมารยาทหญิงและต้องเป็นงานทุกอย่าง เพื่อรอวันอันเหมาะสมที่จะตกเป็นสมบัติของผู้ชายสักคนและดูแลเขาให้อยู่สุขสบาย น่าเศร้าที่ผมพบเธอได้ไม่บ่อย เราเจอกันเพียงตอนพักเที่ยงในร้านอาหารตามสั่งข้างหอนาฬิกา

ผมกล่าวสวัสดีเธอทางสายตาไปหลายครั้ง

หวังว่าเธอจะสังเกตถึงมัน... 

เด็กผู้ชายอย่างผมเองก็ต้องร่ำเรียนตำราเกือบทุกศาสตร์ กีฬาและวิชาป้องกันตัว มันสนุก แต่ผมคิดว่าน่าจะดีกว่านี้หากเธอและเด็กผู้หญิงคนอื่นๆในหมู่บ้านมีสิทธิ์มานั่งเรียนด้วยกันได้ ผมไม่เคยมีความคิดว่าตัวเองเหนือกว่าและเหล่าผู้หญิงด้อยกว่า ผมว่าพวกหล่อนน่ารักและเก่งกาจดี แต่พวกผู้ใหญ่ไม่เห็นเช่นนั้น รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่ผลักดันให้เกิดช่องว่างบางอย่าง บางทีผมอาจจะอยากทำงานบ้านเล็กๆน้อยๆบ้าง บางทีพวกหล่อนอาจอยากซ่อมสิ่งของหรือจับอาวุธต่อสู้ดูบ้าง 

 มันดูไม่เหมาะสมหรือ? ทำไมกันนะ? หมู่บ้านของผมมักจะมีผู้คนจากถิ่นอื่นแวะเวียนผ่านไปผ่านมาอยู่เสมอ บ้างก็เข้ามาพูดคุย ซื้อขาย มาท่องเที่ยวรอบๆแล้วจากไป บ้างก็เข้ามาปักหลักอยู่อาศัยถาวร ผมมีโอกาสพูดคุยกับพวกเขาในบางครั้ง เราสนทนาอะไรไม่ได้มากเพราะบางทีเราก็พูดคนละภาษากัน แต่มีบางคนในหมู่บ้านเข้าใจภาษาของพวกเขาได้ คนต่างถิ่นเหล่านี้มักจะนำสิ่งแปลกปลอมมากับพวกเขาเสมอ หลายครั้งยังนำมาทิ้งไว้กับเรา 

ผมพบว่าคนในหมู่บ้านก็เริ่มมีความคิดต่างจากเดิมและเริ่มมีการกระทำแปลกๆที่ผมไม่คุ้นชิน อันเป็นผลมาจากการไปคลุกคลีกับคนต่างถิ่นเหล่านั้น ยอมรับว่าบางครั้งผมก็ออกจะกลัวมันอยู่บ้างที่หมู่บ้านจะเปลี่ยนไปจากเดิม แต่ผมก็มีความคิดว่ามันก็ไม่ได้เสียหายอะไร หลายสิ่งก็ดูน่าสนใจดี สิ่งที่เกิดขึ้นมันเรียกว่ากลมกลืน? กลืนกิน? แทรกแซง? แทรกซึม? ถ้าเกิดเรายอมรับมันเข้ามา มันจะเป็นสิ่งที่ดีหรือเปล่า 

  มันถูกต้องหรือเปล่านะ?
ในหมู่บ้านจะมีสถานที่แห่งหนึ่ง เรียกว่า อาราม ทุกคนที่นี่ถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ผมเคยถามคุณปู่ว่าศักดิ์สิทธิ์หมายถึงอะไร ดูอย่างไรว่าสิ่งนั้นศักดิ์สิทธิ์ ท่านอ้ำอึ้งเล็กน้อยในตอนแรก และตอบผมมาในรูปแบบคำตอบที่ไม่น่าพอใจเท่าไหร่นัก และผมไม่เข้าใจ ท่านหงุดหงิดและบอกผมกลับมาว่า

 "โตขึ้นเดี๋ยวก็รู้เอง"

 ผมก็หวังเช่นนั้น 

ที่อารามมีนักบวชผู้สืบทอด เรียกว่า “หลวง” ตอนยังเด็กผมแอบไปวิ่งเล่นที่อารามบ่อยๆ มีหลวงเฒ่าใจดีให้ผมหยิบยืมคัมภีร์เล่าเรื่องหลายเล่มมาอ่าน ผมสนุกสนานและรู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องราวเหล่านั้น และคิดว่าหลวงผู้สืบทอดช่างเป็นที่น่าเลื่อมใสเหลือเกิน ท่านถอดแบบคนในคัมภีร์ที่ผมอ่านมาหลายอย่าง

หลายเดือนต่อมาผมได้ทราบข่าวว่าหลวงท่านนั้นจบชีวิตลงในป่าเขตร้อนซึ่งไกลจากหมู่บ้านพอสมควร เป็นที่รู้กันว่าเป็นป่าที่อันตรายที่สุดในย่านนี้ เต็มไปด้วยสัตว์ดุร้าย ป่ารกชัฏและไม้พิษนานาชนิด คนในหมู่บ้านเล่าว่าท่านออกไปบำเพ็ญตบะแสวงบุญตัวเปล่าและถูกสัตว์ป่าทำร้ายจนเสียชีวิต ผมสงสัยว่าเหตุใดเหล่านักบวชจึงเชื่อมั่นในตนเองและความศักดิ์สิทธิ์ที่ว่าจนละเลยความเป็นจริงของธรรมชาติไปเช่นนั้น

ผมจึงเอ่ยถามคุณย่าว่าหลวงท่านน่าจะทราบว่าป่านั้นเต็มไปด้วยอันตรายแล้วเหตุใดจึงยังเข้าไป คุณย่าเอ็ดผมและบอกกลับมาว่ามาคิดสิ่งไม่ดีกับผู้ศักดิ์สิทธิ์ผมจะบาปเอา ผมเกิดข้อสงสัยใหม่อีก ถามท่านต่อว่า บาปคืออะไร? คุณย่าบ่นรำคาญและโบกมือไล่ผมไปให้ไกล

 ผมไม่ได้คำตอบ
 
หลังจากนั้นหลวงท่านใหม่ก็ขึ้นมาปกครองอาราม แต่ได้เปลี่ยนแปลงหลายอย่างไปพอสมควร มีกล่องรับเงินอยู่ทุกจุดรอบอาราม หน้ากล่องมีคำว่า บุญ และผลของบุญ เป็นเหตุชักนำ มีทุน มีกำไร มียาเส้นและเครื่องมึนเมา มีหญิงสาวป้วนเปี้ยนภายในยามรัตติกาล เหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้นช่วงหลังๆมานี่เอง ยิ่งไปกว่านั้นมีคำสั่งสอนและพิธีกรรมแปลกๆให้ชาวบ้านผู้ไร้ที่พึ่งได้ยึดเหนี่ยวและปฏิบัติตามอย่างไร้ข้อสงสัย

ผมคิดว่าสิ่งที่ได้ยินมาออกจะเหนือจากข้อเท็จจริงในตำราที่ผมเคยเรียนอยู่หลายอย่าง เป็นจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ผู้คนเชื่อสนิทใจและบอกต่อกันไปเรื่อยๆ ผมสังเกตเห็นเกือบทุกพิธีหรือกิจกรรมจะต้องได้รับทรัพย์จำนวนไม่น้อยจากชาวบ้านทุกๆครั้ง กลายเป็นอารามธุรกิจ ทำไมทั้งวิถีปฏิบัติของหลวงและระบบอารามจึงไม่เหมือนในคัมภีร์นั้นแล้วล่ะ? ทำไมชาวบ้านจึงเชื่อกันนะ? 

ผมสงสัยจัง 
เอาล่ะ นี่มันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของสถานที่อันไม่น่าอภิรมย์ของผม เกรงว่าคุณจะเบื่อหน่ายเสียก่อน คุณสามารถส่งจดหมายมาหาผมได้หากคุณปรารถนาจะฟังเรื่องเล่าอีกมากมายที่ผมพบเจอที่หมู่บ้านแห่งนี้ แต่คงต้องหลายปีหลังจากนี้เสียหน่อย ตอนนี้ผมกำลังยุ่งมากทีเดียว

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นของผมคือหลังจากนี้ต่างหาก

ในเช้ามืดของวันอาทิตย์ ผมพบกับชายแปลกหน้าพร้อมรถบ้านคันหนึ่งของเขาที่สามารถปรับเป็นเคาน์เตอร์ขายชาและกาแฟได้ ผมเข้าไปสั่งชาร้อนกับเขาแก้วหนึ่ง แล้วบทสนทนาก็เริ่มขึ้น เราคุยเรื่องสัพเพเหระไปจนถึงปรัชญาอันลึกซึ้ง พร้อมกับชาอุ่นๆที่พร่องไปทีละน้อย

ผมรู้สึกดีเหลือเกินที่ได้ระบัดระบายเรื่องราวต่างๆกับชายแปลกหน้า พร้อมทั้งได้ฟังความเป็นจริงอันน่าอัศจรรย์ชวนให้คิดตามหลายข้อ หลายครั้งผมแอบเห็นเขานำแว่นขยายออกมาถือ เขารับฟังเก่ง เล่าเรื่องสนุก ใจกว้างและช่างมีหัวคิด 

ท้ายที่สุดผมเอ่ยถามชายแปลกหน้าว่าเขารู้เรื่องราวต่างๆและวิเคราะห์วิจารณ์เหตุการณ์ที่ผมเล่าออกไปได้อย่างไร เขายกยิ้มน้อยๆ บอกกับผมว่า การเดินทางผ่านที่แห่งหนึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ ผมรีบถามเขาด้วยความอยากรู้อย่างเต็มที่ ผมอยากสัมผัสความรู้สึกของการรู้แจ้ง ผมอยากทราบที่มาที่ไปของทุกสิ่งรอบตัว และผมไม่ปรารถนาให้สมองหยุดทำงานหากไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง ชายแปลกหน้าตอบว่าเขานั้นใช้เวลากว่าครึ่งของชีวิตเดินทางไปถึง “นครอันไกลโพ้น” อันประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้มากมายให้แก่เขาและสหายร่วมทางอีกหลายคน เขาแนะนำให้ผมออกเดินทางไปเยือนที่นั่นดูสักครั้ง แน่นอนว่าผมตอบตกลงแทบจะทันที

 เขาถามต่อว่า ณ ตอนนี้ผมอยากเรียนรู้สิ่งใด ผมหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลันตอบกลับไปด้วยความกระตือรือร้น

“มนุษย์ ผมอยากเข้าใจมนุษย์!” 
 
เขาหัวเราะเบาๆในลำคอ บอกกับผมว่าการจะไปถึง "นครอันไกลโพ้น" ได้นั้น ผมอาจไม่จำเป็นต้องผ่านสถานที่ที่เขากำลังแนะนำต่อไปนี้ก็ได้ เพียงแต่หากผมได้ไปเยือนแล้ว การเดินทางของผมจะมีความหมายและได้บทเรียนในสิ่งที่ผมอยากรู้ได้ดีขึ้น ผมไม่ลังเลที่จะไปยังที่แห่งนั้น เขาสบตาผมด้วยความชื่นชม บอกจุดหมายที่ผมต้องไป

ก่อนแยกจากกันเขายิ้มให้ผมและอวยพรให้โชคดีในการเดินทาง พร้อมกับย้ำให้ผมเก็บเกี่ยวสิ่งที่ได้รับระหว่างไปเยือนให้มากที่สุด ทั้งหมดจึงเป็นสาเหตุที่ผมรีบเก็บกระเป๋าจากชุมชนไม่น่าอภิรมย์มายืนอยู่ที่นี่ในวันถัดไป ที่ใครๆเรียกขานกันว่า “มานุษยนคร”
 
แรกเริ่มเดิมทีที่ผมมาเยือนสถานที่แห่งนี้ ผมจับต้นชนปลายสิ่งใดไม่ถูก นครแห่งนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาลมาก ผมเกรงว่าจะสำรวจได้ไม่หมดอย่างที่ชายแปลกหน้าแนะนำ ผมประหม่าและทำตัวไม่ถูกมากจริงๆ อาจเป็นเพราะนี่เป็นการเดินทางไกลตัวคนเดียวครั้งแรกของผมด้วย พวกเขาพูดกันด้วยศัพท์ภาษาที่ผมไม่ค่อยเข้าใจในบางที ผมได้แต่เดินไปเดินมาได้ไม่ไกลนักเพราะกลัวจะหลงทางแล้วหาทางกลับออกมาไม่ถูก (ผมเผลอซุ่มซ่ามไปเดินชนชายอาวุโสคนหนึ่งด้วย) ผมเกรงจะเสียเวลาไปมากกว่านี้ จึงถามคนที่เดินผ่านแถวนั้นว่าจะหาสถานที่แรกที่จะเป็นจุดเริ่มต้นได้ที่ไหน เขาชี้ไปทางอาคารเก่าแก่หลังเล็กทางซ้ายสุดของนคร 

ผมเดินไปที่นั่น มีชายแก่หนวดขาวออกมาต้อนรับข้างหน้า ผมแนะนำตัวว่าเป็นผู้มาใหม่และบอกจุดประสงค์ออกไป เขาไม่พูดอะไรมาก มองผมลอดแว่นตาทรงกลมครั้งหนึ่งแล้วหายกลับเข้าไปในอาคาร ผมยืนมึนงงอยู่เพียงชั่วครู่เขาก็กลับออกมาพร้อมกับเอกสารชุดหนึ่งยื่นให้ผม มันเป็นเอกสารแนะนำการเดินทางในมานุษยนครสำหรับนักเดินทางแรกเริ่ม มีแผนที่หมู่บ้านย่อยๆที่ผมต้องออกสำรวจ พื้นที่ที่ผมต้องผ่านเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของนครกว้างใหญ่แห่งนี้ ชายแก่หนวดขาวแนะนำให้ผมเริ่มออกสำรวจในวันพรุ่งนี้ เมื่อสำรวจผ่านไปจนถึงหมู่บ้านสุดท้ายในแผนที่ ผมจะพบทางเชื่อมเพื่อเดินทางไปยังนครอันไกลโพ้น เขาอวยพรผมสั้นๆและบอกว่าผมสามารถกลับมาสำรวจส่วนที่เหลือเพิ่มเติมได้อีกหากต้องการ ผมว่าเขาคงเคยชินกับการทำแบบนี้นับครั้งไม่ถ้วน ผมคาดเดาเอาจากปริมาณผู้คนที่เข้ามาในนครแห่งนี้น่ะ

ผมเริ่มเดินทางสำรวจหมู่บ้านเรื่อยๆนับแต่นั้นมา หลายหมู่บ้านให้ความรู้สึกต่อผมที่ต่างออกไป มีทั้งหมู่บ้านประวัติศาสตร์ หมู่บ้านนักคิด หมู่บ้านทฤษฎี(ผมรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับหมู่บ้านนี้ที่สุด ทางขรุขระ และผู้คนไม่ค่อยเป็นมิตร) มีหมู่บ้านวิจารณ์และหมู่บ้านทดลองสังเกตการณ์ด้วย ส่วนตัวผมรู้สึกสนุกสนานกับสองหมู่บ้านหลังมาก ผมชอบดู ชอบฟังและสังเกต หลายคนคิดแบบเดียวกับผม และมีไม่น้อยที่คิดต่าง หากเป็นที่หมู่บ้านอันไม่น่าอภิรมย์ของผมคงมีสักฝ่ายที่คิดผิด แต่ที่นี่กลับไม่มีสิ่งที่เรียกว่าผิดเลย ผมค่อนข้างแปลกใจในตอนแรก ผมฟังและสังเกตการณ์ไปเรื่อยๆและผมก็เริ่มชิน

จนมีครั้งหนึ่งที่ผมมีมวลความคิดที่อัดแน่นกันอยู่ในหัว ผมไม่อาจทนกักเก็บอย่างผู้สังเกตการณ์ได้อีกต่อไป ผมจึงระบายสิ่งที่ผมคิดออกมา ผมได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจกว่าที่คาด ผมเริ่มตั้งคำถามกับเพื่อนร่วมทาง กับผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา สิ่งที่ผมเคยสงสัยกับสิ่งที่ผมได้จากการสำรวจนครแห่งนี้เริ่มเชื่อมโยงกันกันได้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ที่นี่มีสหายที่มีวิสัยทัศน์อันน่าทึ่งมากมาย หลายต่อหลายครั้งที่ผมอยากจะร่วมผสมพันธุ์ทางความคิดกับพวกเขาเหล่านั้นด้วย ผมถูกเปิดโลกใบใหม่โดย โพรเฟสเซอร์ผู้สุขุม (ซึ่งผมมารู้ทีหลังว่าเขาคือคนเดียวกับชายอาวุโสที่ผมเดินชน) เขาพาผมสำรวจทุกๆหมู่บ้านในแผนที่อย่างใจเย็น 

แต่ละหมู่บ้านที่ไปสำรวจผมจะได้รับแว่นขยาย 1 อัน ชาวบ้านบอกว่าให้ผมพกติดตัวไว้ใช้กับหมู่บ้านหลังท้ายๆ และผมยังสามารถใช้มันกับทุกๆที่ ทุกๆเหตุการณ์ที่พบเจอด้วย นี่มันวิเศษเลย!
 
ผมชอบบรรยากาศแห่งการเรียนรู้เป็นที่สุด แต่ไม่รู้สิ ผมอาจถูกสั่งสอนและเติบโตมาในสังคมขี้เขินอายและไม่ได้ฝึกหัดพูดจาวิเคราะห์วิจารณ์มากนัก ผมคิดว่าผมคิดวิเคราะห์ในสถานการณ์ลึกซึ้งไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผมน่าจะทำได้ดีกว่านี้และจะกลับมาแก้มือหากมีโอกาส ผมว่าแต่ละหมู่บ้านที่ผมไปมีคนเยอะไปหน่อย มันทำให้ผมรู้สึกตัวเล็กลงและห่างไกลกับโพรเฟสเซอร์ หลายๆประเด็นน่าสนใจที่ผมอยากจะร่วมถกเถียงด้วย นี่ถ้ามีคุกกี้กับชาร้อนในวงสนทนามันคงจะสมบูรณ์แบบเลยล่ะ 

แต่เอาเถอะ ผมเข้ามาในช่วง high season การอยู่ท่ามกลางคนเยอะๆก็ทำให้ผมได้เห็นอะไรหลากหลาย ได้เห็นคนเก่งๆ เป็นแรงผลักดันให้ผมได้ดี

การสำรวจเป็นไปอย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลาในนครแห่งนี้ หลังจากสำรวจหมู่บ้านหนึ่งๆเสร็จ การจะผ่านไปยังหมู่บ้านถัดไปได้ผมต้องอธิบายทบทวนสิ่งที่ผมได้จากหมู่บ้านนั้นๆออกมาให้ผู้อารักขาประตูฟัง บางครั้งก็สำรวจผ่านไปหลายหมู่บ้านแล้วจึงพบเขาและทดสอบทั้งหมดทีเดียว ความคิดความอ่านของผมเปลี่ยนไปเล็กๆโดยไม่รู้ตัว ผมเรียนรู้ที่จะผูกโยงมันกับสิ่งที่ผมพบเห็นมากขึ้น จนผมมาถึงด่านสุดท้าย ผมต้องกลับไปเลือกหนึ่งอย่างจากหมู่บ้านอันไม่น่าอภิรมย์ที่ผมจากมา เพื่อเป็นกรณีศึกษาและหาคำตอบของมันโดยใช้สิ่งที่ได้รับมาในนครแห่งนี้เป็นกุญแจไข

ผมใช้เวลาไม่นานก็ได้กลับมายังมาตุภูมิอีกครั้ง ผมรู้สึกแปลกไปกว่าครั้งก่อน ไม่แน่ใจว่าอาจเป็นหมู่บ้านหรือผมกันแน่ที่มีอะไรแปลกไปจากเดิม ผมได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่ในการมองดูความเป็นไปของที่นี่ ผมนำแว่นขยายที่ได้มานำมาใช้ประกอบการมองในหลายๆครั้ง ผมเห็นอะไรๆชัดเจนขึ้น ตอนนี้ผมลดอคติลงไปมาก ผมเข้าใจตัวเองทั้งในอดีตและในตอนนี้ ผมเข้าใจคนในหมู่บ้านและวิถีปฏิบัติของพวกเขามากขึ้น

 ธรรมชาติของมนุษย์มันก็เป็นเช่นนี้

สิ่งที่ผมเคยคลางแคลงก็ชัดแจ้ง สิ่งที่เคยลังเลก็มั่นใจ ผมทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ดี เพิ่มมาจากนั้น ผมยังพยายามเป็นผู้มีส่วนร่วมวิเคราะห์ตัดสินสิ่งต่างๆด้วย ผมมาพร้อมความรู้ ความเข้าใจและเหตุผล นั่นช่วยให้ผมสนุกสนานตลอดเวลาที่สนทนาพาทีเก็บข้อมูลงานชิ้นสุดท้ายกับคนในหมู่บ้าน ผมเรียนรู้ ยอมรับ และปรับตัวให้เข้ากับความแปลกใหม่ที่เข้ามาอย่างไม่เป็นปัญหา 

หมู่บ้านอันไม่น่าอภิรมย์แห่งนี้ ผมอยากให้มันอภิรมย์ดูสักที ผมว่าอาจต้องเริ่มที่ตัวผมเองก่อน ผมขอให้ตัวเองและคุณเอาใจช่วยและจับตาดูว่ามันจะเป็นไปได้ดีหรือไม่
 
บททดสอบชิ้นสุดท้ายของมานุษยนครนำผมมาถึงปลายทางแล้ว ความรู้สึกของผมราวกับได้เดินทางมากับความขมุกขมัว ฝุ่นผงและคราบฝังแน่น จากนั้นผมได้รับการชโลมชำระทีละน้อย ตอนนี้ผมรู้สึกโล่งโปร่งสบายมากขึ้น และกำลังจะออกเดินทางต่อไปยัง "นครอันไกลโพ้น" ในเร็ววันนี้

 ต้องขออภัยหากผมพูดมากไปเสียหน่อย ขอบพระคุณที่คุณร่วมเดินทางกับผมตั้งแต่บรรทัดแรกจนถึงตอนนี้ ผมคิดว่าขณะที่คุณกำลังอ่านเรื่องราวของผมอยู่ ผมอาจกำลังเดินทางข้ามทะเลข้ามภูเขาอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่สักที่ระหว่างทางไปยัง "นครอันไกลโพ้น"

 ขอบคุณอีกครั้งจากใจ หวังว่าจะได้พบกันที่มานุษยนครหากมีโอกาส


 และผมชื่อถั่วงอก ผมจะอายุ 20 ปีเป็นครั้งแรกในปีหน้า



SHARE
Writer
anijja
emotion drinker
อนิจจาน่าเสียดาย ฉันทำชีวิตหายไปครึ่งหนึ่ง ส่วนที่หายนั้นลึกซึ้ง เจือน้ำผึ้งบุหงาลดามาลย์ -- อังคาร กัลยาณพงศ์ :)

Comments