[Book Talk] เรื่องสั้น จะขอรับผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

#มีสปอยนิดหน่อยตามประสา และมันก็จะออกมาแบบบ่นๆ หน่อยเพราะยังตบตีความคิดไม่เข้าที่

รวมเรื่องสั้นนายอินทร์อวอร์ดนี่เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นแรกๆที่เราได้อ่าน จำได้ว่าอ่านเล่มบุหลันแรมช่วงมอสองหรือมอสามที่ห้องสมุดโรงเรียน และทำให้เราชอบอ่านเรื่องสั้นมากกว่าวรรณกรรมประเภทอื่นๆตลอดมา เพราะความไม่ซับซ้อนของพล็อตและความฉับไวมันตรงจริตความเป็นเด็กสมาธิสั้นแบบเราพอดี - จริงๆเราว่ารางวัลงานเขียนแต่ละเวทีค่อนข้างมีกลิ่นเฉพาะเป็นของตัวเอง เราชอบกลิ่นของเวทีนี้เป็นพิเศษ เพราะงานที่เข้ารอบมารวมเล่มทุกปีจะคละหน้าตาและฝีมือมาหลากหลายดี (ถึงหลายคนจะเจอซ้อนๆกันหลายปี ซึ่งก็ชอบอีก เขียนดีก็เข้ามาเลยหลายๆปี ผูกปิ่นโต 555)แต่ทุกเรื่องมักมีจุดร่วมกันคือมันสัมผัสใจได้ง่ายเป็นพิเศษ และเป็นเอกเทศจากกันโดยสิ้นเชิงเวลามารวมอยู่ในเล่มเดียวกัน

สำหรับเล่มนี้ก็ต้องพูดถึงเรื่องที่ได้รางวัลเป็นหลัก เพราะเป็นเรื่องที่ติดใจเป็นพิเศษ (ทั้งในแง่ที่ชอบใจเป็นพิเศษและขัดข้องใจเป็นพิเศษ) คือเรื่อง จะขอรับผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ของจิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาษาและพล็อตเด่นออกมาจากสิบสี่เรื่องที่เหลือชัดมาก - เราเพิ่งเคยอ่านงานของจิดานันท์เป็นครั้งแรกจริงๆ และยอมรับเลยว่าประทับใจในภาษามากๆ วิธีการผูกเรื่อง เลือกใช้คำ จังหวะตัดอารมณ์มันพอเหมาะพอเจาะกันไปหมด ทีนี้สิ่งที่รู้สึกขัดตาอย่างพล็อตและการสร้างตัวละครมันถึงถูกดันออกมาชัดมาก ในที่นี้ไม่ใช่การวางพล็อตมาแบบหลวมๆหรืออะไรอย่างนั้นเพราะเขาวางพล็อตมาดีเช่นกัน แต่มันตะขิดตะขวงใจแปลกๆบอกไม่ถูก ติดใจมาเป็นวันๆก่อนจะเพิ่งมานึกได้ว่า อ๋อ รู้สึกแบบเดียวกับตอนที่อ่าน "คำพิพากษา" ของชาติ กอบจิตติ นี่เอง
แบบที่ถ้าอ่านรอบแรกแล้วจะเสียใจและโกรธแค้นแทนไอ้ฟักกับการกระทำของชาวบ้าน ก่อนที่จะรู้สึกขัดใจตอนอ่านรอบสองรอบสาม - ซึ่งเรื่องนี้ขัดใจตั้งแต่ระหว่างอ่าน ก็อย่างที่บอกว่าภาษาเค้าดีจนพอสะดุดอะไรนิดก็สะดุดกึก (และอาจมีเดจาวูจากคำพิพากษานี่แหละ555)
คือเหมือนกันกับที่เราหลงอยู่กับความเสียใจกับชะตากรรมของไอ้ฟักจนลืมไปว่าชาวบ้านกำลังถูกคนเขียนพิพากษาให้เป็นคนใจร้ายไร้จิตใจโดยสิ้นเชิง ชาวบ้านในเรื่องจะขอรับผิดฯ ก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน แถมความใจร้ายนั้นยังถูกเน้นหนักด้วยเสียง "เล่า" ความคิดอันเห็นแก่ตัวของชาวบ้าน (ในคำพิพากษายังปรานีด้วยการให้เห็นแค่ท่าทางไม่บอกความคิด ถถ) เหตุผลของความอดอยากของชาวบ้านจึงมีน้ำหนักเบาลงด้วยความใจร้าย แต่ไปย้ำความน่าสงสารและความเสียสละของมอเดร็ดเจ้าเมือง(aka ไอ้ฟัก 2) ให้ชัดขึ้น ทั้งๆที่ความอดอยากและความหนาวเหน็บควรจะเป็นเหตุผลให้ทั้งสองฝ่ายได้ไม่มากน้อยไปกว่ากัน และค่อนข้างขยี้ด้วยการคอนทราสต์ความใจดีของมอเดร็ดกะความใจร้ายของชางบ้านแบบช็อตต่อช็อตบ่อยมาก- หรือแม้แต่ในช่วงที่กลุ่มคนหนุ่มขุดค้นความจริงในอดีต อดีต "ที่แท้จริง" ที่ถูกเลือกให้เล่า(ผ่านเสียงของเพื่อนคนสนิทมอเดร็ดนั่นแหละ)กลับเป็นอดีตที่อธิบายความจำเป็นของมอเดร็ดแต่ละเลยความจำเป็น ความสับสนของชาวบ้านไปซะหมด แล้วย้ำความเห็นแก่ตัวให้ชาวบ้านเข้าไปด้วยการ "ว่าร้าย" กลุ่มเด็กหนุ่มให้มอเดร็ดเข้าใจผิดอีกครั้ง อาจจะเรียกว่ามันเป็นจุดที่เลี่ยงยากล่ะมั้งในเรื่องที่ต้องปูชะตากรรมตัวละครนึงให้บีบคั้นและน่าสงสารที่จะต้องยัดเยียดสีดำปี๋ให้อีกฝ่ายหนึ่งแบบเต็มเฉด - หรือถ้ามองในแง่ร้ายหน่อยคือมันค่อนข้างผูกขาดความดีความเสียสละไว้ที่ชนชั้นนำใจบริสุทธิ์ทรงปัญญา แต่ชาวบ้านตาสีตาสาทั่วไปนี่มันร้ายไร้หัวใจไปซะหมดราวกับว่าคุณสมบัติของความดีนี่มันถูกผูกไว้กับปัญญาและสถานะชนชั้นเท่านั้น หรือทำไมชาวบ้านจะต้องอับอายที่จะเอาปัญญาไปแลกกับชีวิตในเมื่อถ้าไม่เหลือชีวิตปัญญาอะไรมันก็ไม่มีค่า ซึ่งมันก็เซ็งนิดๆสำหรับเรา ไม่รู้ทำไม 55
โดยรวมเราว่าเรื่องนี้ก็ค่อนข้างประสบความสำเร็จอยู่ดีในฐานะที่มันชวนเราสะดุดคิดถึงมันเป็นวันๆได้ ไม่ว่าสิ่งที่แต่ละคนคิดจะเหมือนกันมั่งไม่เหมือนกันมั่ง และในแง่ของการเป็นผู้เล่าเรื่อง จิดานันท์ทำได้ยอดเยี่ยมสุดๆ จริงๆ ในเล่มนี้ - เป็นไม่กี่เรื่องที่อ่านในปีนี้ที่อ่านแล้วไม่พลิกๆไปเฉยๆ

ป.ล. ส่วนเรื่องที่เราชอบเป็นพิเศษที่สุดคือ "พรุ่งนี้จะไปทะเล" ของนฤพนธ์ สุดสวาท
SHARE
Written in this book
book talk/ movie talk
บันทึกเล็กๆ ถึงหนังสือที่อ่าน

Comments