ฉันอยากให้ถาม....
ได้มีโอกาส ฟัง คลิป รายการ โลกป่วน Disrupted World ในประเด็น LGBT "คู่ชีวิต เพศเดียวกัน" ดำเนินรายการโดย คุณสุทธิชัย หยุ่น ออกอากาศเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561
เป็นเรื่องราวของ นายไบรอัน เดวิดสัน  เอกอักครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย  ท่านสมรสกับคุณ สก็อต เมื่อปี 2557 โดยเป็นการสมรสเพศเดียวกันที่จัดขึ้น ณ สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ กรุงปักกิ่ง ทั้งสองมีบุตรชายหนึ่งคน....
ท่านออกมายอมรับ ต่อสังคม นี่คือประเด็นที่ฉัน ยิ้ม และมีความสุข ที่ได้ฟัง 

ก่อนหน้านี้ หลายครั้งฉันสงสัยต่อการยอมรับของสังคมในการเป็นเพศทางเลือก ในโลกนี้ โดยเฉพาะในประเทศนี้
แต่ในระยะหลังๆมา ฉันมองว่า ประเทศไทย เปิดกว้างมากขึ้น สังเกตจาก ซีรีย์ในช่องเสรี ต่างๆ นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ LGBT มากขึ้น อาจเพราะวัยรุ่นชอบ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะกระแสหรือ ความเปิดกว้างอย่างแท้จริงในสังคม...

แนวโน้มเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ดี ไม่ว่าจะเป็นประเด็นทางสิทธิความเท่าเทียมกันทางสังคม หรือประเด็นทางกฎหมาย 

สำหรับฉัน ประเด็นของสังคม หรือกฎหมาย อาจไม่ได้มีอิทธิพล ต่อ ความเป็น หรือ ความอยู่ของการเลือกเพศสภาพมากนัก หากแต่เป็นสิ่งที่ คนในครอบครัว คนที่เรารัก คนที่เราแคร์ และคนในสังคมเล็กๆ ที่เราอยู่ด้วยต่างหาก ที่สำคัญยิ่งกว่า

ฉันยอมรับว่าที่ผ่านมา ฉันไม่ได้ป่าวประกาศบอกใคร ว่า ฉันรักหรือคบ กับใครในสถานะแบบไหน เมื่อไม่มีใครถาม ก็อาจเพราะคงไม่มีใครอยากรู้ และถึงแม้ถ้าถาม ฉันก็คงตอบได้ไม่เต็มปากมากนัก เพราะหน้าที่การงาน เพราะสังคมที่ฉันอยู่ ฉันแคร์ว่า คนรอบข้างจะมองฉันแบบไหน การมีรสนิยมทางเพศแบบที่ฉันเลือก อาจทำให้คนอื่นมองฉันในอีกแบบ โดยเฉพาะคนในครอบครัว....

สำหรับฉัน ฉันเคยผ่านการแต่งงานกับผู้ชาย และเลิกรา เคยรักกับผู้หญิง ก็จบด้วยการเลิกราเช่นกัน ฉันไม่อาจนิยามว่าฉันเป็นเพศอะไร  
แต่ในความรู้สึก คือฉันรักในความเป็นตัวบุคคล มากกว่า จะมองว่าเขาหรือเธอเป็นเพศอะไร....
 แต่เมื่อเวลาผ่านไป.... ฉันได้มีความรักอีกครั้ง และครั้งนี้ก็เป็นความรัก กับเพศเดียวกัน 
ฉันคิดว่า ถึงเวลาแล้ว ที่ฉันจะต้องตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิต ของฉัน ด้วยการรักกับ ผู้หญิง คนหนึ่ง ใน "ฐานะคู่ชีวิต" เลือกที่จะทำตามหัวใจ เพราะฉันมีความสุข...เรามีความสุขร่วมกัน
แต่มันก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่จะบอกใครต่อใครว่า ทำไมถึงคิด ที่จะมีคู่ชีวิตเป็นเพศเดียวกัน แต่ฉันก็ไม่ได้ปิดบัง 

สำหรับความรักครั้งนี้ฉันกล้าเปิดเผยมากขึ้น และจริงจังต่อความสัมพันธ์  อาจเป็นเพราะ

ฉันตระหนักได้ว่า สิ่งที่ฉันเป็นไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ฉันอยากให้มีใครสักคนถาม ถามคำถามที่ฉันเคยไม่กล้าตอบ และตอนนี้ฉันรู้คำตอบของฉันดี ว่าฉันจะตอบว่าอะไร....

แต่ถึงแม้ในตอนนี้ไม่มีใครถาม ฉันรู้ว่าพวกเขาก็รู้กันอยู่เต็มอก 

และฉันก็พบว่า คนที่ฉันรัก ผู้คนที่แวดล้อมฉัน เพื่อน ผู้คนในสังคมที่ฉันอยู่ ยอมรับในสิ่งที่ฉันเป็น ยอมรับในสิ่งที่ฉันเลือกมากกว่าที่ฉันคิด 
ยอมรับ  "ที่ตัวฉัน"  พวกเขาไม่ได้มองว่า ฉันมีเพศสภาพอย่างไร ไม่ได้มองว่าผิดแปลก หรือแตกแยก และยอมรับฉัน ในฐานะของมนุษย์คนหนึ่งที่อยู่ร่วมกัน...
โดยเฉพาะครอบครัว ไม่มีการยอมรับไหนที่จะทำให้มีความสุขไปกว่า นี้ การที่ครอบครัวยอมให้ฉันมีความสุข ในสิ่งที่ฉันเลือก ด้วยความเข้าใจ....

ฉันรู้ว่าหลายครอบครัว หลายสังคมมีความแตกต่าง บางครอบครัวต้องใช้เวลานานในการยอมรับ แต่เชื่อเถิดว่าไม่มีพ่อแม่คนไหน อยากเห็นลูกทุกข์ใจ ไปตลอดชีวิต
บางสังคมยังไม่อาจยอมรับในวันนี้ แต่สิ่งที่เรากระทำ จะกำหนดสิ่งที่ผู้อื่นกระทำกับเราเช่นกัน ฉันเชื่อในกฎข้อนี้

ทุกบททดสอบมีเวลาของมัน ...


ไม่ว่าจะเพราะกระแส หรือสถานการณ์ของโลก ที่เปลี่ยนไป แต่มันดีต่อใจเสมอ เมื่อ มีใครยอมรับได้ ไม่ถึงกับต้องเข้าใจในสิ่งที่เราเป็น....แค่ไม่เหยียดหยามกัน หรือมองว่าผิดแปลกแตกต่าง 
ยังไม่ต้องมีกฎหมายรองรับการเป็นคู่ชีวิตในตอนนี้ก็ไม่เป็นไร แต่ฉันว่าไม่นาน เทรนด์กำลังมา....

ฉันมองว่า แท้จริง สิ่งที่สังคมยอมรับเราในแบบที่เราเป็น ไม่ใช่แค่ว่าเราเป็นเพศอะไร หรือมีรสนิยมแบบไหน แต่เป็นเพราะตัวเราเองกระทำ ต่อผู้อื่น อย่างไร  เราให้อะไรต่อสังคมและผู้คนที่แวดล้อมบ้าง? หรือเราปฏิบัติต่อพวกเขาเหล่านั้นอย่างไร ?

เราเป็นเพื่อนที่ดีหรือไม่? เป็นหัวหน้าหรือลูกน้องที่พวกเขายอมรับหรือป่าว? เป็นเพื่อนร่วมงานที่มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่แค่ไหน? และเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นลูกที่น่ารักต่อ พ่อหรือแม่มากน้อยเพียงใด ?....

ถ้าเราอยากให้สังคม ยอมรับเราในสิ่งที่เราเป็น เราก็จงเป็น  ในแบบที่ "วิญญูชน" พึงทำ 

ไม่ใช่ทำในสิ่งตรงข้าม ให้คนตราหน้าเราว่า 
"นี่ไง เพราะมันเป็นแบบนี้" 
"คนพวกนี้อารมณ์รุนแรง"
"ความรักแบบนี้ไม่ยั่งยืนหรอก"
"ความรักแบบนี้ไม่สมบูรณ์แบบ"


ฉันไม่อาจบอกได้ว่า ความรักแบบนี้ "ยั่งยืน" หรือไม่ แต่ไม่ว่าจะเพศอะไร ความรักก็คือความสัมพันธ์ของคนสองคน ที่ไม่อาจกำหนดได้ว่าจะยืนยาวตลอดไป เพราะธรรมชาติของความรักคือความไม่แน่นอน...อยู่ที่คนสองคนจะรักษาความรักนั้นเอาไว้อย่างไร

ฉันไม่อาจบอกว่าได้ว่า ความรักแบบนี้ "อ่อนโยน" แต่ก็ไม่ใช่ว่า เพศปกติ จะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น เพราะถ้าคนรักกันจริง ก็จะไม่ทำร้ายกัน ทั้งกายและใจ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ

ฉันมองว่า "ความสมบูรณ์แบบของความรัก" ขึ้นอยู่กับคำนิยามของคนสองคน ....


เราไม่อาจบังคับใครให้ยอมรับในสิ่งที่เราเป็น แค่เพียงเรายอมรับตัวเราเอง ก็คงเพียงพอแล้ว

SHARE
Writer
LuckyJammy
Appraiser
ประเมินค่าด้วยหัวใจ

Comments

MyLoveButterfly
10 months ago
ในสังคมของกลุ่มวัยรุ่นมีการยอมรักของคู่รักเพศเดียวกันมากขึ้น แต่ในสังคมของกลุ่มผู้ใหญ่ยังน้อยนักที่จะมีคนยอมรับได้... เราเองก็เป็นหนึ่งในคนรักเพศเดียวกันที่เมื่อใครถามก็ต้องสตั้นก่อนตอบทุกครั้งว่ามันเป็นไปได้มากน้อยเเค่ไหนที่จะคบกับผู้หญิงเหมือนกัน  #ยินดีด้วยนะคะที่มีโอกาสได้เปิดเผยสิ่งที่ตัวเองเป็น *-*
Reply
LuckyJammy
10 months ago
ก็ไม่ได้ทุกคนที่เราจะพูดได้เต็มปากนะคะ เราจะรู้ค่ะว่าควรเปิดเผยกับใคร...เอาเท่าที่เราสบายใจไม่อึดอัดเนอะ ^^