ค้นหาความรู้ไม่เหมือนใครแบบ Asimov
นิยาย นวนิยาย ยังเป็นหนังสือที่ผมมีน้อย ปกติถ้าซื้อหนังสือพวกนี้ผมจะซื้อแนวสืบสวนมาอ่าน เพราะได้รับอิทธิพลจากโคนันและเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ผมอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้นแต่ก็ไม่เคยคิดจะลองเขียน

แต่มีเรื่องหนึ่งคือ Animal Farm ของ George Orwell ที่อ่านแล้วรู้สึกอยากลองเขียนงานแนวนี้ขึ้นมา เพราะ Orwell เขียนได้ง่ายมากจนผมคิดว่าผมก็น่าจะทำได้ 

แต่พอลองเขียนดู ปรากฎว่า “กูเขียนอะไรของกูเนี่ย” ไม่ได้เรื่องเลยครับ ยากกว่าที่คิด ผมไม่เข้าใจว่าพวกเขาเขียนได้ยังไง จินตนาการของพวกเขาไปไกลขนาดไหนกัน 

หนังสือที่อ่านสนุกและเนื้อเรื่องเข้มข้นไม่ได้ใช้แค่การมโนขึ้นมาก็เขียนออกมาเป็นเล่มได้ แต่ต้องใช้การเก็บข้อมูลมากมาย เข้าใจข้อมูลอย่างลึกซึ้งและถ่ายทอดออกมาให้ผู้อ่านเข้าใจ ตัวผมที่เขียนไม่ได้ก็คงมาจากการมโนนั่นเอง

ถ้าคุณอยากลองเขียน ก็เป็นวิธีที่ดีที่จะลองศึกษานักเขียนระดับตำนาน ผมจะพาไปพบกับคนๆหนึ่งที่เขียนหนังสือออกมามากมาย 


เขาคนนั้นคือ Isaac Asimov 

Isaac Asimov เป็นนักเขียนและนักชีวเคมีชาวอเมริกันเชื้อสายรัสเซียที่มีชื่อเสียงในฐานะนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ และยังมีแนวอื่นอีกอย่างเช่น ศาสนา ประวัติศาสตร์ แฟนตาซี เป็นต้นหนังสือที่ Asimov เขียนมีประมาณ 500 เล่มได้และบทความอีกเพียบ

Asimov เป็นคนใฝ่รู้มาก เขาชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็กและชอบใช้เวลาไปกับการคิดตั้งคำถามและสร้างโลกในจินตนาการ เขาได้รับการศึกษาเหมือนคนทั่วไปแต่สิ่งที่ทำให้เขามีความรู้ลึกกว่าคนอื่นนั้นมาจากการอ่านนวนิยาย

หลายคนคิดว่าการอ่านที่จะได้ความรู้มากที่สุดก็ต้องพวก Non-fiction อย่างสารคดี งานวิจัย งานเขียนที่เน้นข้อเท็จจริงหรืออะไรก็ได้ที่ดูมีสาระ ไม่ใช่เรื่องแต่ง 

แต่วิธีของ Asimov นั่นต่างออกไป เขาเรียนรู้จากนวนิยาย หลายๆคนมองข้ามจุดเด่นของนวนิยายไปเพราะคิดว่ามันคือเรื่องแต่ง แต่อย่าลืมว่าพื้นฐานของนวนิยายก็มาจากข้อเท็จจริงเช่นกัน 

การเขียนนวนิยายก็คือการเอาข้อเท็จจริงหลายๆอย่างมาผสมกันให้ลงตัวจนกลายเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม ลองจินตนาการดูว่า อ่านนวนิยายแค่เล่มเดียวแต่ได้ความรู้หลายแขนงในเวลาเดียวกัน มันคุ้มค่าขนาดไหน

อย่างที่ไอน์สไตน์บอกไงครับ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เราอาจจะอ่านงานเขียนที่มีสาระมากมายแต่ความรู้ที่ได้อาจจะยังไม่กว้างพอ จุดนี้นี่เองที่จินตนาการสามารถผลักดันขอบเขตความรู้ให้กว้างขึ้นได้ 

ก่อนที่ Asimov จะมาเป็นนักเขียน เขาเคยทำงานเป็นนักชีวเคมีมาก่อนครับ ทำงานในห้องทดลอง เขารักงานนี้และชอบที่จะเรียนรู้กับมัน แต่ปัญหาคือ เขาทำมันไม่ได้เรื่องนี่สิ บางทีคนเรามีเรื่องที่ชอบแต่ทำไม่ได้เรื่องเช่นกัน 

โชคดีที่เขาเลิกทำงานในห้องทดลองแล้วหันมาสอนหนังสือแทน คราวนี้ความสามารถของเขาเฉิดฉายเลยครับ 

การสอนหนังสือใช่ว่าทุกคนจะทำได้ดี แม้แต่ด็อกเตอร์ที่จบสูงๆมีความรู้มากมายก็ยังสอนไม่รู้เรื่องได้ นั่นเป็นเพราะ ติดกับดักความรู้ 

กับดักความรู้ก็คือการที่ชอบพูดเรื่องยากๆแล้วคิดว่าคนอื่นจะเข้าใจ เท่านั้นยังไม่พอยังอยากพูดเรื่องยากๆให้เยอะๆด้วย ลองคิดดูครับว่า สมมติเรารู้ความลับอะไรบางอย่างที่คนอื่นอยากจะรู้ เราก็มักจะโม้ไฟแล่บ พวกรู้เยอะก็เป็นแบบนี้นี่แหละครับ 

แต่ Asimov ไม่มีปัญหาเช่นนั้น เขาสามารถถ่ายทอดสิ่งยากๆให้เข้าใจง่ายๆได้ และการที่เขาสอนหนังสือทำให้ความรู้ของเขาเพิ่มขึ้นไปอีกเพราะต้องเข้าใจสิ่งที่สอนให้ลึกถึงแก่น

ถ้าเขามีอีโก้และดันทุรังจะทำงานในห้องทดลองต่อ เราอาจจะไม่ได้เห็นผลงานดีๆของเขาก็เป็นได้ ถ้าคุณถึงทางตันก็ลองเลี้ยวกลับก็ได้นะครับ อาจจะเจอทางใหม่ที่ดีกว่า

จุดเด่นของเรื่องดราม่า เรื่องซุบซิบนินทา คืออะไรครับ จุดเด่นของมันคือมันทำให้เราอยากรู้ อยากขุดคุ้ย เราสามารถนอนดึกๆเพื่ออ่านเรื่องพวกนี้ได้ เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาสอน เราสามารถรู้เองได้


เวลาที่หาความรู้เราก็ต้องทำแบบนี้ครับ การหาความรู้ไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียน มหาลัย แล้วรอให้ครู อาจารย์ ป้อนความรู้แต่เพียงอย่างเดียว เราสามารถออกไปค้นหาความรู้ได้ด้วยตัวเอง (Self-Education) เราต้องสร้างทัศนคติใหม่ในการหาความรู้

ในหนังสือ It’s been a good life ซึ่งเป็นอัตชีวประวัติของ Asimov ได้มีบทสนทนาหนึ่งเมื่อเขายังเป็นเด็กคุยกับพ่อของเขา

“ลูกเรียนรู้พวกนี้ทั้งหมดได้ยังไงเนี่ย Isaac” พ่อถาม
“ผมเรียนรู้จากพ่อไงครับ” Asimov ตอบ
“จากพ่อเนี่ยนะ พ่อไม่รู้อะไรพวกนี้เลยนะ”
“เรื่องนั้นไม่เป็นไรครับ แต่พ่อให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และพ่อก็บอกให้ผมรู้ถึงความสำคัญของมัน และเมื่อผมเริ่มคิดได้ มันก็ไม่เป็นเรื่องยากที่จะเรียนเลย”

การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้สามารถผลักดันให้เราพยายามหาความรู้ครับ ถ้าพ่อของ Asimov ไม่ส่งเสริมการเรียนรู้ ไม่ปลูกฝังความคิดดีๆ เขาอาจไม่มายืนอยู่ในจุดนี้ 

แนวทางของ Asimov ไม่ได้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเป็นนักเขียนเท่านั้น แต่เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการหาทางเรียนรู้เพิ่ม 

ถ้าคุณอ่านหนังสือเนื้อหายากๆแล้วรู้สึกเหนื่อยก็ลองเปลี่ยนมาอ่านนิยาย นวนิยายดูบ้าง 

ถ้าคุณทำงานแล้วรู้สึกถึงทางตัน ลองนั่งคิดซักนิดว่าพยายามเต็มที่พอมั้ย ถ้าพยายามเต็มที่แล้วยังไม่ดีขึ้น มันมีเส้นทางอื่นที่เหมาะกับเรามั้ย

ถ้าคุณอยากเรียนรู้ให้ลึกซึ้ง ลองเปลี่ยนจากเรื่องดราม่า แล้วหันไปเข้าดงความรู้แทน สภาพแวดล้อมจะช่วยผลักดันให้คุณเรียนรู้เอง

ที่นี้ถ้าใครมาบอกว่ามัวแต่อ่านนิยายไร้สาระ ก็บอกไปเลยครับว่า นักเขียนในตำนาน Isaac Asimov แนะนำมา



ข้อมูลอ้างอิง : https://medium.com/personal-growth/isaac-asimov-how-to-learn-like-nobody-else-bf8a173fa8ca
https://th.m.wikipedia.org/wiki/ไอแซค_อสิมอฟ


SHARE
Written in this book
All about Mindset
เติมพลังชีวิต ด้วยการอ่านเรื่องราวดีๆ
Writer
ChanWrite
Readaholic / INFJ
เพจนี้เป็นเหมือน sandbox ของผมครับ เอาไว้ฝึกปรือการเขียน เอาไว้ทดลองเขียนแนวคิดต่างๆ เอาไว้แบ่งปันสิ่งที่ผมพบเจอ เพราะงั้นบางทีเนื้อหาอาจจะมีหลายๆแนว หวังว่างานเขียนของผมจะมีประโยชน์และทำให้ผู้อ่านเพลินไปกับมันนะครับ

Comments

KAZEno
2 years ago
สุดยอด🕵️
Reply
Hawaii_Rose
2 years ago
ดูเป็นวิชาการพอสมควรสำหรับเรื่องนี้ค่ะ แต่เขียนได้ดีทีเดียว แม้จะไม่คุ้นชื่อนักเขียนในเรื่องเลยก็ตามค่ะ 😀
Reply