ข้อความของ บ.ก.
วันอังคารที่ผ่านมา ฉันรวบรวมความกล้าส่งข้อความไปติดตามต้นฉบับ "ร้านหนังสือเที่ยงคืน" ที่ส่งสำนักพิมพ์เพื่อพิจารณาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ฉันรู้ว่าปลายสิงหาถึงต้นตุลาเป็นช่วงหัวหมุนเกินกว่าจะติดต่อสำนักพิมพ์ ...ก็มันเป็นเวลา 50 วันสุดท้ายก่อนถึงสัปดาห์หนังสือนี่ ระดับความตึงเครียดในสำนักพิมพ์เป็นสิ่งที่ฉันไม่กล้านึกภาพเลย

ในข้อความที่ทักถามไปฉันเลยถามปลายเปิดว่า "คุณบ.ก. สะดวกตอบมาเลยในข้อความหรือสะดวกให้โทรศัพท์ไปหาดีคะ ถ้าสะดวกให้โทรแจ้งวันเวลาที่สะดวกมาได้เลย" 

แน่นอนว่าสิ่งสุดท้ายที่ฉันจะทำคือโทรเข้าไปขัดจังหวะการอ่านของบ.ก. ระหว่างตรวจแก้ต้นฉบับ  ฉันไม่อยากให้ตัวเองเป็นต้นเหตุของสถานการณ์แบบนั้น เลยทิ้งข้อความเอาไว้แบบหลวมๆ

เป็น 3 คืนที่นอน ไม่หลับกระสับกระส่ายค่ะ พูดตรงๆ
มีอาการแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อวันจันทร์แล้ว
ตอนวิ่ง หัวสมองก็คิดไปต่างๆนานา ความเป็นไปได้ที่บ.ก. จะตอบกลับมีแค่ 3 ทาง คือ

1 Yes – เย้!!!
2 No – ถ้าโดนปัดตก ก็ต้องถามเหตุผล แต่ฉันก็เคยเจ็บช้ำกับบ.ก. ที่ทั้งเงียบและไม่บอกเหตุผลมาแล้ว
3 ยังไม่ได้อ่าน - ถ้าบ.ก.ยังไม่ได้อ่าน ต้องถามต่อว่าจะให้ติดต่อมาใหม่ช่วงไหนดี เราต้องรอต่อไปอีกนานแค่ไหน

เนื่องจากปกติทางสำนักพิมพ์นี้ตอบข้อความเร็วมากเลยค่ะ ไม่เกินครึ่งวันก็ตอบแล้ว แต่นี่คือเงียบ...กริบ ทั้งไม่ปรากฏตัวและไม่ READ ด้วย 

ฉันก็พยายามคิดว่าทางสำนักพิมพ์ไปออกอีเว้นท์ขายหนังสือจังหวัดไหนอีกหรือเปล่านะ? เวลามีงานแบบนี้ สำนักพิมพ์เล็ก คนมีไม่พอ ก็เลยต้องให้คนในกองบ.ก. ผลัดเปลี่ยนกันไปเฝ้าบู้ทค่ะ  เหมือนจะเห็นผ่านๆ ตาว่าทางอีสานมี Book Fair อยู่ แต่กองนี้จะไปออกด้วยรึเปล่านะ อันนี้ฉันไม่แน่ใจ 

อย่างไรก็ตาม ความเงียบก็คือความเงียบอยู่ดี

เนื่องจากเราเป็นสายมโนไปไกล และความเงียบก็ตีความได้หลายอย่าง
เราเลยเผื่อใจไว้มากกว่าเก่าแล้วล่ะ ถ้าพิมพ์เองต้องพิมพ์สักเท่าไรนะ จะจ้างใครวาดปกดีนะ ลองทำ Fease ดู ลองขยับๆ ตัวเลขดู ยิ่งคำนวณไปคำนวณมาก็ยิ่งคอตก คนพิมพ์หนังสือขายเองได้นี่ต้องใจรักมากจริงๆ นะ...
 
เราเลยเปลี่ยนคำถามใหม่ ความสำเร็จในฐานะนักเขียนของฉันคืออะไร?
ฟังดูเวอร์เนอะ 
แต่เราก็อยากรู้จริงๆ ว่าที่เขียนอยู่นี่คือเขียนเอาสนุกอย่างเดียวจริงๆ เหรอ 
ส่วนหนึ่งที่เขียน ก็เพราะอยากรู้ว่าฝีมือตัวเองจะเขียนไปได้ถึงไหน
แน่นอนว่าเรามีเป้าหมายในใจและเป้าหมายของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

คุณอุรุดา โควินท์ เขียนไว้ในหนังสือเล่มล่าสุดของเธอ "ค่อยๆ ไปแต่ไม่หยุด" บอกว่า เธอมีเป้าหมายในการทำงานเขียนของเธออยู่ในใจ แต่เธอจะไม่บอกใคร
ดังนั้น เราก็ขอเก็บเป้าหมายของตัวเองไว้ในใจเหมือนกันนะคะ :-)
 
แน่นอนว่าฉันในวันนี้ยังยืนอยู่แค่จุดเริ่มต้น
ช่างเป็นบทอินโทรที่ยาวเหลือเกิน
พอหันไปมองดูคุณพัณณิดา ภูมิวัฒน์ ที่หยิบ Stone Warriors มาโพสใน Fictionlog เธอบอกว่าเรื่องนี้เขียนเก็บไว้ในกรุมา 10 ปีแล้ว เพิ่งได้ฤกษ์หยิบมาปัดฝุ่นรีไรท์แล้วเปิดให้คนอื่นอ่านเป็นครั้งแรก

หรือตอนนั่งดู Produce48 ดูแล้วก็ทั้งอิน ทั้งสงสาร
น้องๆ เป็นเด็กฝึกในค่ายเพลงกันมาแบบ 3 ปี 5 ปีกว่าจะได้เดบิว
หรืออย่าง ลีกาอึน เธอเดบิวไปแล้วแท้ๆ ยังโดนต้นสังกัดดองไว้ไม่ให้ออกผลงานใหม่
ยังไม่นับเรื่องมิยูกับ 9 ปีของเธอที่ทาง AKB ไม่ดัน จนเธอต้องเปิด Youtube Channel ของตัวเองและมาลงแข่งรายการนี้โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันอีก...
 
การเขียนเรื่องจบ 1 เรื่องไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน
มันเป็นเพียงก้าวแรก 
แต่ถึงจะเป็นก้าวเล็กก็ต้องก้าวออกไป 
เป็นก้าวแรกที่ต้องหนักแน่นและยืนหยัดฮึดสู้
ฉันนึกภาพเมล็ดถั่วเขียว กว่ามันจะแทงยอดอ่อนออกมามีใบได้ ต้องใช้พลังมากขนาดไหนกันนะ? นั่นคือความรู้สึกของฉันตอนนี้เลยล่ะ...

 


ช่วงสายวันพฤหัสบดี พอเปิดมือถือขึ้นมาก็เห็นโลโก้ของสำนักพิมพ์เด้งข้อความขึ้นมาบนหน้าจอ ฉันกลั้นหายใจแทบจะทันที สำนักพิมพ์ตอบกลับมาแล้ว!
 
ยืนตั้งสติอยู่ ๒ วิ แล้วก็ตัดสินใจกดอ่านข้อความ พึมพำในใจ "ขอให้ได้รับข่าวดี ขอให้ได้รับข่าวดี ขอให้ได้รับข่าวดี หรือถ้ายังไง อย่างน้อยก็ขอให้เป็นข้อความที่ดีด้วยเถอะ...."

 
ข้อความที่ได้รับ... 
จัดว่ายาวค่ะ 
ถ้าจับมาเขียนลงในกระดาษ A4 คงได้สัก 1 ย่อหน้ายาวประมาณ 4 บรรทัด

อ่านแล้วก็หัวเราะเลยล่ะค่ะ
ช่างเป็นคำตอบที่สุดยอด... สมแล้วที่มาจากผู้มีประสบการณ์ 
เป็นการตัดบัวแบบเหลือใย
ทั้งไม่ตอบรับ ทั้งไม่ตอบปฏิเสธ
มีจุดชื่นชมจุดเล็กๆ และจุดที่ควรปรับปรุงอีกอย่างน้อยก็ 4-5 ประเด็น (ประเด็นหนักอยู่ค่ะ)

ไม่ได้บอกว่าผ่าน แต่ก็ไม่ได้บอกว่าตก
มันเป็นข้อความที่อ่านแล้วก็ขึ้นอยู่กับการตีความ

คุณรู้ใช่ไหมคะว่า บ.ก. เป็นอาชีพๆ หนึ่ง
ซึ่งการที่คนๆ หนึ่งจะทำอาชีพหนึ่ง ระยะเวลาในงาน ประสบการณ์ในการทำงานของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน

สำนักพิมพ์ที่ฉันเลือกส่งต้นฉบับไปเป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ แต่เก๋าประสบการณ์
การที่คุณบ.ก. ตอบกลับมาแบบนี้ พอได้ข้อความตอบกลับมาแบบนี้นี่คือเราดีใจสุดๆ แล้วค่ะ เพราะที่โหดร้ายกว่าคือการปฏิเสธแบบไม่ให้เหตุผลค่ะ

จริงๆ ร้านหนังสือเที่ยงคืนไม่ได้ตรงแนวทางของสำนักพิมพ์นี้แบบเป๊ะๆ 
เรียกว่ามีความคาบเกี่ยวจะถูกกว่า แต่ว่าไม่ได้ตรงแนวแบบร้อยเปอร์เซ็นต์
ซึ่งหากคุณบ.ก. ไม่อยากจะเสียเวลาและถ้าเขาแค่ไม่อยากจะใส่ใจ จะแค่บอกปัดเราจบๆ ไปแบบไม่ต้องให้เหตุผลเพิ่มเติมก็ได้ ก็แค่ว่ามันไม่ตรงกับแนวของสำนักพิมพ์ไง (บ.ก.ก็มีสิทธิ์ที่จะทำแบบนั้นค่ะ)
 
อ่านคอมเมนท์คุณบ.ก.เสร็จแล้วก็หัวเราะหึๆ
คือความรู้สึกที่มีอยู่ ไม่ใช่ท้อหรือเสียใจ ตรงข้ามเรากลับรู้สึกขอบคุณนะคะ
คงเพราะเคยมีประสบการณ์ไม่ดีนักจากบ.ก. กองอื่น
ดังนั้น การได้รับฟังคอมเมนท์อย่างเป็นกลางจากคนที่มีประสบการณ์การอ่านโชกโชนแบบนี้ เรารู้สึกขอบคุณมากๆ เลยค่ะ

มันมีศัพท์อยู่คำนึงคือคำว่า Creative Feedback 
คือเวลาแสดงความเห็น มันก็มีการแสดงออกได้หลายวิธี พูดกลางๆ ชม ติ ต่อว่า หรือให้กำลังใจ หรือบางคนอาจจะวิจารณ์รุนแรงเอามันเข้าว่า หรือเงียบกริบ การแสดงความเห็นมันก็มีหลายวิธี
ข้อความที่ผ่านออกมา ไม่ได้อธิบายถึงตัววัตถุของการวิจารณ์เท่านั้น ยังเป็นกระจกสะท้อนตัวตนของคนวิจารณ์ด้วยว่าเป็นคนแบบไหน 

สำหรับเราคิดว่า Creative Feedback เป็นวิธีการแสดงความเห็นที่ดีจังเลยค่ะ ไม่จำเป็นต้องชม และไม่จำเป็นต้องติ แต่เป็นการพูดอย่างเป็นกลาง เพื่อให้คนฟังนำไปคิดต่อยอดหรือปรับปรุงผลงานให้ดีขึ้น 

ไม่ใช่ติเพื่อก่อ เพราะการติเพื่อก่อก็ยังให้ความรู้สึกในแง่ลบอยู่ดี 
แต่ Creative Feedback เป็นการให้ข้อมูลตามจริง โดยที่คนฟังสามารถนำไปปรับปรุงและทำงานต่อได้โดยไม่เสียกำลังใจ ตัวอย่างของ Creative Feedback ที่เห็นได้ง่ายๆ ก็น่าจะเป็นคำพูดของเทรนเนอร์(บางคน)ในรายการประกวดร้องเพลงค่ะ 

 
การเขียนงานเรื่องหนึ่งจบได้ ไม่ได้มีอะไรรับประกันเลยว่าหลังจากนั้นมันจะได้ไปต่อ แต่เราก็เขียนอยู่ดี
ถึงแก้ไขต้นฉบับ ส่งไปให้สำนักพิมพ์พิจารณาใหม่ ก็ไม่ได้การันตีว่าครั้งหน้าจะผ่าน แต่เราก็เขียนอยู่ดี
เพื่อนถามว่าจะเอาไงต่อ? จะแก้ต้นฉบับไหมหรือจะส่งที่อื่น
ไม่ว่าจะตัดสินใจแบบไหน ก็ต้องใช้เวลาและพลังทั้งนั้น 
...ก็ค่อยๆ เขียนกันต่อไปแล้วกันเนอะ :-)
 


ขอพลังจงมีอยู่แด่ทุกคนที่มุ่งตรงไปข้างหน้า 

Happy Creating ค่ะ! 


ณัฐ
nananatte
9.08.2018



ป.ล. ไปตามอ่านและคอมเมนท์ "ร้านหนังสือเที่ยงคืน" ใน fictionlog ได้แล้วนะคะ เราเปิดให้อ่านฟรีค่ะ คอมเมนท์กันได้เต็มที่เลยนะ เราแค่อยากรู้ว่าคิดเห็นตรงกันกับคุณบ.ก.ไหม 555
https://fictionlog.co/b/5b112a8d9e33a33c0d9e3025



SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด

Comments

khaikung
4 months ago
สู้ๆนะครับ เห็นว่าไปลง Fictionlog ด้วย เป็นกำลังใจให้ครับ :)
Reply
nananatte
4 months ago
ขอบคุณมากค่ะ (^___^)v
Looksorn
4 months ago
ขอบคุณที่มาลงนิยายเรื่องนี้ใน Fictionlog ด้วยกันนะคะ ศรอ่านแล้วชอบมากๆ : )    ปลายทางของ 'ร้านหนังสือเที่ยงคืน' จะอยู่ที่ไหน ยังไงก็เป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ
Reply
nananatte
4 months ago
อุ๊ย.... เขินค่ะ (>___<)
ขอบคุณคุณศรมากๆ ค่ะ :D
Hawaii_Rose
4 months ago
ยอดเยี่ยมเลยค่ะ ผู้เขียนเป็นนักเขียนมืออาชีพใช่มั้ยคะ เราก็อยากเป็นนักเขียน แต่ยังไม่กล้าส่งผลงานจริงจัง ได้แต่เขียนเล่นๆตามประสามือสมัครเล่นค่ะ 🤗👏
Reply
nananatte
4 months ago
ถ้างานเขียนแบบตีพิมพ์เป็นเล่ม เราก็ยังไม่เคยนะคะ แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ได้คอมเม้นท์กลับมาจากบ.ก. ก็เลยรู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรมากเลยก็เลยเอามาแชร์ค่ะ :D

คุณ Hawaii Rose ก็สู้ๆ นะ มันต้องอึดมากจริงๆ อ่ะค่ะ (ในหลายๆ ความหมายด้วย)
Hawaii_Rose
4 months ago
ขอบคุณค่ะ เป็นกำลังใจให้เช่นกันนะคะ ☺️
Reply
JrwTsr
3 months ago
ถ้าได้ตีพิมพ์เป็นเล่ม อยากรบกวนช่วยแจ้งลง storylog ก็ได้ (สักนิด) นะคะ จะไปอุดหนุนค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ รอมาแสนนานฮาๆ :)
Reply
nananatte
3 months ago
โอ... ขอบคุณมากๆๆๆๆๆ เลยค่ะ
ไม่น่าจะเป็นเร็วๆ นี้ค่ะ พราาาากกก...
T______T