จากความทรงจำ ถึง Narrative ที่ถูกสร้าง และฟากฝั่งที่ถูกขีด
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบเรื่องเล่า และชอบเล่าเรื่อง เราใช้ความสามารถนี้กับหลายสิ่ง ซึ่งมีจุดหลัก ๆ ในการส่งต่อความคิด และส่งต่อรูปแบบพฤติกรรมออกไป 

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบเรื่องเล่า และชอบเล่าเรื่อง เราใช้ความสามารถนี้กับหลายสิ่ง ซึ่งมีจุดหลัก ๆ ในการส่งต่อความคิด และส่งต่อรูปแบบพฤติกรรมออกไป 

นั่นหมายถึงเรื่องเล่าที่เราหรือคนอื่นสร้าง มีความสัมพันธ์กับการปกครองสังคม ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เราอาจมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความอันตรายของเวลากลางคืน เพื่อไม่ให้คนออกไปเตร็ดเตร่ในเวลากลางคืน ดังนั้นเรื่องเล่าจึงเป็นเครื่องมือในการใช้อำนาจอย่างหนึ่ง ในหลาย ๆ ครั้ง  

ตั้งแต่นี้ลงไป จะเป็นการพูดถึงเรื่องเล่า และความทรงจำทางการเมือง ในขอบเขตที่เราเข้าใจในเวลานี้ .. ซึ่งต้องออกตัวว่า 'มันอาจจะผิดก็ได้นะ' 

ถ้าเราใช้คำให้จำเพาะเจาะจงลงไปในการเรียกเรื่องเล่าที่ถูกใช้ไปในการเมือง เราอาจเรียกมันว่า เรื่องเล่าทางการเมือง หรือ Political narrative ซึ่งก็คือ 'การสรุปพล็อต' ของการเมืองให้เข้าใจง่าย ๆ 

ที่บางฝ่ายอาจบอกว่าการเมืองไทย คือการต่อสู้ของ ‘คนรักทักษิณ กับคนไม่รักทักษิณ’ หรือบ้างก็บอกว่า มันคือการต่อสู้ของ ‘ประชาธิปไตย กับ เผด็จการ’ 

เรื่องของ narrative หรือ เรื่องเล่า นั้นมีความยึดโยงกับความทรงจำอย่างแยกไม่ออก ก่อนที่เราจะเล่าเรื่อง ๆ หนึ่งออกจากปากไป เราได้สร้างเรื่องนั้นขึ้นมาไว้ในความทรงจำ และเราส่งมันต่อ ไปยังความทรงจำของผู้อื่น

ดังนั้นจะบอกว่าเรื่องเล่าคือการส่งต่อ ‘ความทรงจำ’ ก็น่าจะไม่ผิดนัก เรื่องเล่าเกี่ยวกับเสื้อเหลือง เสื้อแดง ทักษิณ ก็คือการส่งต่อความทรงจำเกี่ยวกับทักษิณ ในขณะเดียวกัน เรื่องเล่าเกี่ยวกับเผด็จการ นายทุน ความอยุติธรรมของศาล ก็คือการส่งต่อความทรงจำนั้น ๆ  

แต่ความทรงจำ ไม่แน่ว่าจะถูกต้องทั้งหมด และก็เป็นเรื่องยากมากที่เราจะส่งต่อความทรงจำโดยมีรายละเอียดครบถ้วนทั้งหมด ด้วยข้อจำกัดทั้งด้านภาษา และขอบเขตการรับรู้ของเราเอง 

อย่างที่ยกตัวอย่างกันบ่อย ๆ ว่า เราอาจจะเห็นมนุษย์ป้าทำการกระทำหนึ่ง ๆ แต่ไม่รู้ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง และในบริบทที่มีความยืดยาวของเวลามากกว่า อย่างเหตุการณ์ต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดต่อเนื่องกันไปเป็นเวลานาน ๆ การส่งต่อความทรงจำก็จะยิ่งทำได้ยากมากขึ้น

ในบทความ 'ทำไม 6 ตุลาจึงจำยาก' ของ อ.เกษียร เตชะพีระ (ที่เคารพ) มีการพูดถึงการส่งต่อความทรงจำ ด้วยการจัดรูปเป็นสองรูปแบบ เป็นคำที่อาจารย์แกนิยามขึ้นมา แบบแรกคือ ห.ร.ม. และแบบที่สองคือ ค.ร.น. 
 
หลาย ๆ คนน่าจะคุ้นเคยกันดีกับตัวอักษรสามตัวนี้ ใช่แล้ว! มันย่อมาจาก หารร่วมมาก และคูณร่วมน้อย .. แนวคิดเทียบเคียงกับคณิตศาสตร์ แต่อาจไม่ตรงกับคณิตศาสตร์เสียทีเดียว ถือว่าเป็นการนิยามคำให้จำง่าย ๆ (ง่ายแหละเนอะ) แทนแล้วกัน .. ดังนั้นขอนิยามความหมายของความทรงจำทั้งสองแบบนี้ต่อไป โดยไม่มองหลักคณิตศาสตร์แล้วกันเนอะ

การจำแบบหารร่วมมาก คือการจำช่วงเหตุการณ์ โดยการหาจุดร่วมที่ตรงที่สุด ถูกต้องที่สุด แล้วจดจำ

-การจำแบบหารร่วมมาก-

คือการจำช่วงเหตุการณ์นั้น ๆ (อันประกอบได้ด้วยหลายชีวิต หลายสถานที่ หลายช่วงเวลา เอาว่า หลายปัจจัย) โดยการหาจุดร่วมที่ตรงที่สุด ถูกต้องที่สุด แล้วจดจำ เน้นความถูกต้องของความทรงจำ มากกว่าจำนวนคนที่จะมาช่วยจำ และด้วยความถูกต้องของอดีตนั่นล่ะ ทำให้จุดติดตั้งมันแน่นอน เคลื่อนย้ายไม่ได้
 
เช่น สมมติมีมวลชนกลุ่ม A มาเรียกร้องของค่าจ้างของแรงงานหญิง ให้เท่าเทียมกับแรงงานชาย โดยบอกว่าตัวเองเป็เฟมินิสต์ (feminists) คนที่ยึดการจำแบบ ห.ร.ม. ก็จะจำรายละเอียดตามนี้ จะตีความเป็นอื่นไปไม่ได้

ซึ่งการจัดหาสิ่งที่เรียกว่าจุดร่วมที่ ‘ถูกต้อง’ ก็มีปัญหาในตัวมันเอง เพราะการบอกว่าสิ่งใดถูกต้องเป็นเรื่องยาก และด้วยการดำเนินไปของสังคม อาจทำให้คำที่ถูกต้องกลายเป็นผิดก็ได้ 

เช่น วันนี้เราบอกว่า กลุ่ม A เป็นเฟมินิสต์ (feminists) แต่ในคำว่าเฟมินิสต์เอง ก็มีอยู่หลายสายหลายรูปแบบ ดังนั้นการบอกว่ากลุ่ม A เป็นเฟมินิสต์ (ซึ่งจะด้วยเขานิยามตัวเอง หรืออะไรก็แล้วแต่) จึงเป็นการสร้างความทรงจำ ที่ทั้งผิด และถูกได้พอ ๆ กัน

การจำแบบคูณร่วมมาก คือการจำแบบหลวม ๆ ที่สุด เพื่อหาจุดยืนในประวัติศาสตร์
 
-การจำแบบคูณร่วมมาก-

คือการจำแบบหลวม ๆ ที่สุด เพื่อหาจุดยืนในประวัติศาสตร์ และส่งต่อชุดความทรงจำ (ที่ถูกตีกระบังเอาไว้แล้ว) ไปยังคนรุ่นต่อไป 

เช่นการบอกว่า กลุ่ม A เป็นผู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ .. ไม่ตรงตัวเสียทีเดียว แต่ก็บอกว่าผิดไม่ได้

ความทรงจำแบบนี้จะจำง่ายกว่ามาก มีความเป็นไปได้ที่คนจะจำได้มากกว่า .. รวมทั้งจุดสำคัญมันอยู่ที่คนจำ ทำให้การจำแบบนี้ สามารถถูกจัดวางไว้เพื่อประโยชน์หนึ่ง ๆ ได้ ไม่ใช่แค่การจำเพียงเพื่อจำเท่านั้น
...
ซึ่งพอมองกันจากคำนิยาม เสื้อแดง เสื้อเหลือง นกหวีด บลา ๆ แล้ว ก็น่าจะชัดอยู่ว่า ไม่ว่าจะเป็นนิยามไหน มันก็เป็นการจำแบบ ค.ร.น. ทั้งหมด

-การจำการเมือง กับขบวนการเสื้อหลากสี-

คราวนี้ ... จริง ๆ ไม่อยากยกประเด็นนี้ให้ขุ่นใจกัน แต่ถ้าจะอธิบายเรื่องนี้ การเทียบเลยตรง ๆ น่าจะดีที่สุด

คราวนี้ ... เราหันกลับมามองการต่อสู้กันของเสื้อแดงและเสื้อเหลือง อันเป็นเหตุการณ์ต่อสู้ทางการเมืองที่ยาวนาน ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหน้า หลายตา หลายความคิด มีปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง ถ้าเราจะสร้าง ‘ความทรงจำ’ เพื่อนำไปทำเป็น ‘เรื่องเล่า’ เราจะเลือกเอาแบบไหน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การเมืองไทยคะคานกันด้วยจำนวนคนเป็นส่วนมาก (แม้ทหารจะมาในตอนจบ) แต่ถ้าคนเชื่อเรื่องของเรา คนก็จะสู้เพื่อเรา โหวตเพื่อเรา กระทั่งออกมาชุมนุมเพื่อเรื่องของเรา ดังนั้นถ้าคิดในใจเร็ว ๆ เราก็คงจะเลือกสร้างความทรงจำแบบ ค.ร.น. แน่ ๆ .. จะจำให้ถูกไปทำไม มันยิบย่อยเยอะแยะ กว่าจะอธิบายกันปากเปียกปากแฉะ แถมมีจุดติดตั้งแน่นอนเคลื่อนย้ายไม่ได้อีกต่างหาก

ซึ่งพอมองกันจากคำนิยาม เสื้อแดง เสื้อเหลือง นกหวีด บลา ๆ แล้ว ก็น่าจะชัดอยู่ว่า ไม่ว่าจะเป็นนิยามไหน มันก็เป็นการจำแบบ ค.ร.น. ทั้งหมด คือตีขลุมเอากว้าง ๆ แล้วจัดวางในสังคม เพื่อจุดประสงค์ของคนสร้าง (โดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตามแต่) ซึ่งความตีขลุมนั้นไม่ใช่จุดร่วมที่ถูกต้องจริง ๆ เห็นได้จากการที่มีแต่ละฝ่ายออกมายกมือร้องบอกสังคมว่า 

“ฉันก็เป็นฝ่าย XXX นะ แต่ไม่ได้ ... ”

การจำแบบ ค.ร.น. สามารถชี้นำสังคม และคนเล่าเรื่องต่อได้อย่างดี เพราะ (อีกครั้ง) มันอาจจะไม่ยึดโยงกับความถูกต้องเป็นจริงของทุกคนในกลุ่มนั้นด้วยซ้ำไป 

อย่างเช่น 'ฝ่ายแดง' อาจจะสร้างความทรงจำให้ตัวเองว่า ‘เป็นฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย’ ซึ่งสร้างความชอบธรรม นำมาซึ่งnarrative ที่ฝ่ายแดงเป็นตัวดี และฝ่ายอื่นเป็นตัวร้าย 

ในขณะเดียวกัน ฝ่ายอื่น.. เช่น 'เสื้อเหลือง' ก็สามารถสร้างความทรงจำให้ตัวเองว่าเป็น ‘ฝ่ายปกป้องสถาบัน’ ซึ่งทำให้ฝ่ายตัวเองเป็นฝ่ายดี และเสื้อแดงเป็นตัวร้ายได้ และ .. หรือ การนิยามเสื้อแดงว่าเป็น ‘ฝ่ายปกป้องทักษิณ’ ก็มีกลไกการทำงานคล้าย ๆ กัน
 
ถึงตรงนี้ก็คงจะมีคนเถียงว่า แต่ตอนนั้นมันก็มีคนนี้ ๆๆ มาพูดงี้ ๆๆ จริง ๆ นะ ... ใช่ ก็ต้องมีสิ เพราะถ้าไม่มี จะเอาอะไรมาเป็นหลักอ้างอิงให้เรื่องเล่าน่าเชื่อถือได้ ยังไงเรื่องเล่าก็ต้องสร้างอยู่บนหลักฐาน หรือสิ่งอ้างอิงบางอย่าง เพื่อสร้างความเชื่อให้มั่นคง ถ้ามันไม่มั่นคง เรื่องเล่านั้นคงไม่ต่างจากข่าวลือที่มาแล้วก็ไป

แต่การที่มี 'หลักฐาน' ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะการนิยามแบบนั้นมันจริง และต่อให้จริง ก็ไม่ได้แปลว่าจริงทั้งหมด 

เช่น สมาชิกคนหนึ่งในกลุ่ม A บอกว่าเกลียดผู้ชายใส่แว่น นั่นไม่ได้หมายความว่าทุกคนในกลุ่ม A หรือกลุ่ม A ในภาพรวมจะต้องเกลียดผู้ชายใส่แว่น หรือแม้แต่เกลียดผู้ชายไปด้วย

ที่จริงแล้ว การจำแบบ ค.ร.น. สามารถสร้างสันติได้พอ ๆ กับการสร้างความขัดแย้ ถ้าเราเจตนาใช้มันเพื่อสร้างความสันติ 

เช่น กลับมาที่ กลุ่ม A ของเราอีกครั้ง ถ้าเราบอกว่ากลุ่ม A คือ ‘ผู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ’ กลุ่มฝั่งที่เห็นควรกับการมีสิทธิเสรีภาพก็จะเห็นชอบกับกลุ่ม A เพราะมีนิยามการต่อสู้แบบกว้าง ๆ อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ถ้ากว้างขึ้นไปอีกคือ กลุ่ม A เป็น ‘ผู้ต่อสู้เพื่อความถูกต้อง’ คนที่เห็นชอบกับกลุ่ม A ก็จะมากขึ้น

แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราทำให้มันแคบลง เช่น กลุ่ม A เป็น ‘ผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี’ คราวนี้ผู้ชายก็จะถูกกันออกไป ทำให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่ม A ได้แล้ว .. โดยที่ทั้งหมดนี่ไม่ใช่การจำ เพื่อจำกลุ่ม A จริง ๆ แต่เป็นการคลุมกว้าง ๆ เพื่อจัดวางในตำแหน่งที่คนสร้างเรื่องกำหนดได้

หรือจะย้อนไกล ๆ หน่อย ไปในอดีตน่าจะทำให้เห็นภาพการจำ และสร้างเรื่องราวทางการเมืองมากขึ้น อย่างเหตุการณ์ในละครบุพเพสันนิวาส ที่ปีก่อนคนฮิตกันถล่มทลาย

ช่วงการเปลี่ยนผ่านจากพระนารายณ์มหาราช มาเป็นพระเพทราชา .. รายละเอียดปลีกย่อยมีมาก จนในทางประวัติศาสตร์ไม่สามารถยืนยันได้แน่ ๆ ด้วยซ้ำว่าใครพวกใคร

แต่ถ้าเราสร้างความทรงจำแบบ ค.ร.น. ครอบเรื่องนี้ไว้ว่า ‘กลุ่มพระเพทราชาคือผู้รักชาติ’ เท่านี้ความขัดแย้งทุกอย่างก็จะถูกคลี่คลาย พระเพทราชาก็รักชาติ พระนารายณ์มหาราชก็รักชาติ ในเหตุการณ์นี้มีซวยหน่อยก็ฝรั่งเศสที่ได้กลายเป็นตัวร้ายโดยปริยาย แต่อย่างน้อยเราก็จำเหตุการณ์ทางการเมืองช่วงนั้นได้อย่างสันติ
 
แต่ในทางกลับกัน ถามว่าเราใช้การจำแบบ ค.ร.น. สร้างความขัดแย้งได้ไหม ก็ได้เหมือนกัน สมมติว่าเราอยู่ฝั่งพระนารายณ์มหาราช เราก็อาจจะสร้างความทรงจำซะว่าเราเป็นพวก ‘หัวสมัยใหม่’ นิยมวิทยาการความรู้ของตะวันตก และพระเพทราชาเป็นพวก ‘หัวสมัยเก่า’ .. แค่นี้เราก็ตีกันได้แล้ว

การจำแบบ ค.ร.น. สามารถสร้างสันติได้พอ ๆ กับการสร้างความขัดแย้ง ถ้าเราเจตนาใช้มันเพื่อสร้างความสันติ 
 
ที่ไล่มายืดยาวทั้งหมดนี่อาจสรุปได้สั้น ๆ ว่า narrative หรือเรื่องเล่า อาจมีอยู่จริง แต่ไม่จำเป็นว่ามันคือเรื่องจริง และมันก็ยึดโยงอยู่กับการสร้างความทรงจำ ซึ่งความทรงจำที่ต้องการมวลชนมากกว่าความถูกต้อง มักเป็นความทรงจำที่ถูกสร้างขึ้นมาหลวม ๆ เป็นหลัก

ในการต่อสู้ทางการเมืองในช่วงหลังมานี้ ต่างฝ่ายที่ต้องการมวลชนมาเป็นกำลังในการต่อสู้ (ด้วยจะอ้างได้ว่านี่คือประชาธิปไตย เพราะคนเข้าข้างฉันนะ ! ) ทำให้ต้องฉกฉวยโอกาสในการสร้างเรื่องเล่าของตัวเอง และจำเป็นต้องสร้างให้ตัวเองเป็นฝ่ายดี และจำเป็น (อีกที) ต้องมีฝ่ายร้าย 

การยึดโยงตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของ narrative หรือเรื่องเล่าที่ตัวเองไม่ได้สร้าง เช่น ฉันเป็นเหลืองนะ  ฉันเป็นแดงนะ หรือแม้แต่ ฉันเป็นประชาธิปไตยที่กำลังสู้กับเผด็จการนะ! จึงเป็นเรื่องที่ควรระวัง (เว้นแต่จะไม่อยากระวัง) ว่าจริง ๆ แล้วเรากำลังต่อสู้กับอะไร เพื่อใครกันแน่ และแท้จริงแล้ว สิ่งที่เราคิดไว้ อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดเลยก็ได้

นั่นหมายถึงสิ่งที่เราออกเสียงไป อาจไม่ได้ถูกใช้เพื่อเจตจำนงอันแท้จริงของเรา (ซึ่งเป็นประชาชน) ทำให้เสียงของประชาชนถูกบิดเบือนไปด้วยมือของผู้ใช้เรื่องเล่านั้น ๆ อันทำให้ความเป็นประชาธิปไตย (Democracy) ที่เราเข้าใจถูกแปรเปลี่ยน สวมรอยไปได้ เพราะผลพวงของการตัดสินใจ ไม่ได้มาจากเจตจำนงของประชาชนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ โดยแท้จริง 

เรื่องเล่าทางการเมือง มักสร้างอยู่บนการส่งต่อความทรงจำแบบหลวม ๆ ซึ่งมักถูกจัดวางไว้แล้ว เพื่อสนับสนุนเรื่องเล่านั้น ๆ

ในการต่อสู้ที่กำลังเคลื่อนไหว (เช่นตอนนี้) ย่อมมีการแย่งชิงพื้นที่สร้างเรื่อง และสร้างความทรงจำกันมากมาย แม้ว่าจะดูเหมือนมีเรื่องเล่าสายหลักอยู่ไม่กี่เรื่อง (เหลือง vs แดง , ประชาธิปไตย vs เผด็จการ) ก็ตามที 

ดังนั้นการที่เราอยู่ในสังคมหนึ่ง ๆ เดียวกัน ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะจัดกันและกันอยู่ในเรื่องเล่าไหนได้ง่าย ๆ ... มันเป็นไปตามการรับสาร และประสบการณ์ที่ผ่านมาของแต่ละคน เราอาจจะจัดตัวเองอยู่ในเรื่องเล่าหนึ่ง ๆ ได้ แต่แทบจะจัดคนอีกคนหนึ่งไว้ในเรื่องเล่าที่เราทึกทักเอาเองไม่ได้เลย เพราะเราและเขาย่อมมี ‘แนวทาง’ และ ‘ช่องทาง’ ในการรับสารที่ต่างกัน

ทั้งนี้ Political narrative อาจใช้อธิบายการก่อกลุ่มทางการเมืองได้ อธิบายการระลึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือ ‘ความดี’ ของกลุ่มต่าง ๆ ได้ และอธิบายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบนผิวน้ำ คือความขัดแย้งที่เกิดจากการแปะสติ๊กเกอร์ว่า 'เราอยู่คนละกลุ่มกัน' ก็มองกันเป็นฝ่ายร้ายได้ .. แต่มันก็ไม่ใช่สัจธรรมของการเมือง 

เราอาจจะจัดตัวเองอยู่ในเรื่องเล่าหนึ่ง ๆ ได้ แต่แทบจะจัดคนอีกคนหนึ่งไว้ในเรื่องเล่าที่เราทึกทักเอาเองไม่ได้เลย
 
และในขณะที่เรื่องเล่าของเรากำลังดำเนินไป หรือกระทั่งในเวลาที่มันสงบนิ่ง ในสังคมก็ยังคงมีเกมการเมืองแบบที่ไม่ใช้ narrative อยู่ และแม้กระทั่งในเกมการเมืองที่เต็มไปด้วย narrative ก็ยังมีคนที่กั้นตัวเองออกมาเป็นปัจเจก คือไม่ยึดตัวเองไว้ในแนวเรื่องไหน ๆ ด้วยเช่นกัน

และนั่นคือปัญหา การสร้างเรื่องที่ต้องการตัวร้าย เราต้องแปะป้ายตัวเอง พร้อม ๆ กับแปะป้ายคนอื่น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นี่ไม่ได้หมายความว่าคนสร้างเรื่องเล่าเป็นคนไม่ดี หรือมีวาระแอบแฝงอยู่ในทุกเรื่องเล่า ด้วยมนุษย์เราเล่าเรื่องกันเป็นกิจวัตรกันอยู่แล้ว 

แต่เมื่อมันเป็นเรื่องเล่าทางการเมือง มันก็ย่อมมีน้ำหนักและพลังในทางการเมืองและการจัดวางอำนาจ .. ไม่ต้องในระดับประเทศก็ได้ กระทั่งเรื่องเล่าของเด็กถุงเท้ายาวกับอาจารย์ห้องปกครอง ก็สามารถมองเป็นเรื่องเล่าทางการเมืองได้เช่นกัน

เราคงจะบอกให้ใครออกมาจาก narrative ที่ยึดถือไม่ได้ และยิ่งบอกไม่ได้ว่า ถ้าเช่นนั้นแล้วเราควรจะมองการเมืองที่เป็นไปอย่างไร ควรวางตัวเองอยู่ตรงไหน และมันจะเป็นไปต่อไปอย่างไร (คนที่เรียนด้านนี้อาจจะบอกได้ก็ได้ .. แต่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ตอนนี้มีความคาดเดายากมาก)

แต่สิ่งที่น่าจะพูดได้แน่ ๆ คือการสร้างเรื่องเล่า หรือ narrative ขึ้นมา เรื่องเล่านั้นสามารถแปรเปลี่ยนโดยอัตโนมัติเป็น เครื่องมือ (ไม่ว่าผู้สร้างจะตั้งใจหรือไม่ แต่ทันทีที่เรื่องถูกเล่า มันก็ได้ส่งต่อความเชื่อ และส่วนของความทรงจำนั้น ๆ ไปแล้ว) ดังนั้น ...

การที่เรากระโจนเข้าไปใน narrative ที่เราไม่ได้เป็นคนสร้าง ก็คือการยินยอมพร้อมใจให้ผู้สร้างเรื่องนั้นได้ใช้เราเป็นเครื่องมือแล้ว ไม่ว่าเราจะยินยอมพร้อมใจจริง ๆ หรือไม่ก็ตาม

นั่นคือปัญหา การสร้างเรื่องที่ต้องการตัวร้าย เราต้องแปะป้ายตัวเอง พร้อม ๆ กับแปะป้ายคนอื่น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
SHARE
Writer
Sukritsra
Human
นักท่องเที่ยวในความคิด ใช้ชีวิตในเรื่องราว | I write the story that writes who I am. | ทุกตัวอักษรของฉัน คือคำอธิบายตัวฉันที่ดีที่สุดแล้ว :))

Comments