ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกแห่งวัตถุ
ระหว่างมนุษย์และสิ่งของต่างๆบนโลกใบนี้ล้วนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน ทั้งความคุ้นเคยจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือจากความคุ้นชินในการมองเห็นว่ามีสิ่งเหล่านั้นอยู่ สามารถรับรู้ จดจำและสั่งสมเป็นประสบการณ์ สิ่งของบางอย่างหากมนุษย์มีประสบการณ์ร่วมหรือมีความผูกพันด้วยแล้ว เมื่อถึงเวลาที่สิ่งเหล่านั้นจางหายไป มนุษย์ย่อมต้องพบเจอกับภาวะแห่งความคิดคำนึงถึง โหยหา มีความรู้สึกคิดถึงหรืออยากย้อนเวลากลับไปสู่ห้วงเวลาในอดีตเหล่านั้น ภาวะนี้มีชื่อว่า “Nostalgia” อันเป็นเหตุและผลหนึ่งในการสร้างสรรค์ผลงานชุด “Beetle Sphere” ของศิลปินชาวอินโดนีเซียนามว่า “Ichwan Noor”

Nostalgia อ่านว่า นอส-ทัล-เจีย มีรากศัพท์มาจากภาษากรีซ โดยเกิดจากการผสมคำว่า nostron ที่แปลว่าการกลับบ้าน และ algosที่แปลว่าความเจ็บปวด เป็นคำที่ใช้แทนความหมายของการคิดถึงอดีต ระลึกถึงความสุขหรือความทรงจำที่มักจะเป็นความคิดในเชิงบวก อาจไม่ใช่ความทรงจำที่แจ่มชัด แต่สามารถจำได้ว่ามีอะไรบางอย่างที่น่าประทับใจอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งทำให้รู้สึกดีและอบอุ่นใจเมื่อได้นึกถึง ตัวอย่างเช่น การได้ยินเพลงเก่าที่พ่อแม่เคยเปิดให้ฟังในวัยเด็ก เมื่อได้ยินอีกครั้งในปัจจุบัน สมองก็จะเชื่อมโยงความรู้สึกนั้นเข้ากับความทรงจำด้านบวกในอดีต หรือ การได้กลิ่นดอกของต้นพญาสัตบรรณ(ต้นตีนเป็ด)แล้วทำให้นึกถึงฤดูหนาว เป็นต้น 

อาจไม่ใช่ความทรงจำที่แจ่มชัด แต่สามารถจำได้ว่ามีอะไรบางอย่างที่น่าประทับใจอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งทำให้รู้สึกดีและอบอุ่นใจเมื่อได้นึกถึง...

อิชวาน นูร์ (Ichwan Noor) เป็นศิลปินชาวอินโดนีเซีย เกิดในปี1963 ที่กรุงจาการ์ต้า และเข้ารับศึกษาที่ Indonesian Art Institute เมืองยอร์กยาการ์ต้า ทางด้านวิชาศิลปะ สาขาวิชาประติมากรรม นูร์มีความถนัด เชี่ยวชาญและถือว่าตนเองเป็นประติมากรที่สร้างสรรค์งานประติมากรรมมาโดยตลอด จึงเป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินผู้สร้างงานประติมากรรมที่มีความผสมผสานกันของร่างกายมนุษย์ สัตว์ และรูปทรงแห่งเทคโนโลยี ผลงานส่วนใหญ่เป็นงานประติมากรรมลอยตัวขนาดใหญ่ที่มองได้รอบด้าน มีองค์ประกอบหลักๆจากอะลูมิเนียม บรอนซ์ และเรซิ่น เป็นต้น 

นูร์เริ่มเป็นที่รู้จักในวงการศิลปะในงาน Indonesia Art and Motoring Exhibition เป็นนิทรรศการร่วมระหว่างชมรมรถคลาสสิคกับผลงานของศิลปินร่วมสมัย ในปี 2011 กับผลงานที่มีชื่อว่า “Beetle Box” มีจุดเด่นเป็นทรงเหลี่ยมลูกบาศก์ ถือเป็นชิ้นงานแรกในชุด Volkswagen Beetle Series (รถเต่า หรือ รถโฟล์คสวาเกนบีเทิล) ซึ่งต่อมาในปี 2013 ผลงานชื่อ “Beetle Sphere” ชิ้นนี้ทำให้นูร์ได้รับการยอมรับ มีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้น และได้แสดงในนิทรรศการศิลปะระดับโลกอย่าง Art Basel Hongkong ในปีนั้น ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่ NGV International ประเทศออสเตรเลีย แตกต่างจากงานเดิมตรงที่มีจุดเด่นเป็นทรงกลม เป็นรูปทรงของรถโฟล์คสวาเกนบีเทิลสีเหลืองที่ถูกบีบอัดในรูปแบบของทรงกลม แต่มีโครงสร้างอิงจากรถดั้งเดิม 
 
ผลงานประติมากรรมสามมิติชิ้นนี้ มีขนาด 180x180x180 เซนติเมตร สามารถมองเห็นได้โดยรอบจึงจัดว่าเป็นประติมากรรมแบบลอยตัว วัสดุของตัวงานทำมาจากอะลูมิเนียม โดยการสร้างแม่พิมพ์จากโพลียูรีเทนแล้วหล่อด้วยอะลูมิเนียม หลังจากการทาสีอะลูมิเนียมแล้ว มีการใช้ชิ้นส่วนจริงจากรถโฟล์คสวาเกนบีเทิลในปี1953 เข้ามาประกอบร่วมด้วย อาทิ ไฟหน้ารถ, กระจกรถ, โลโก้รถ และล้อรถ เป็นต้น ส่วนการตกแต่งภายในรถนั้นทำแยกกันกับภายนอกแล้วนำมาประกอบรูปกันภายหลัง ก่อนการทำงานนูร์ได้เขียนแบบร่างผลงานอย่างชัดเจน  มีการวางแผนการทำงานแต่ละขั้นตอนและลงมือทำได้อย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้ได้ผลงานที่ออกมาดีและสมบูรณ์ที่สุด ถือเป็นนิสัยและคุณสมบัติที่ดีของการเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ นอกจากผลงานชิ้นนี้แล้ว อิชวาน นูร์ยังได้สร้างสรรค์ผลงานในชุดเดียวกันนี้อีก 3 ชิ้น ตั้งแต่ปี2016-2018 ซึ่งแต่ละชิ้นถูกนำไปจัดแสดงต่างที่กัน แต่ยังคงเป็นรูปทรงของรถโฟล์คสวาเกนบีเทิลที่ถูกบีบอัดในรูปแบบของทรงกลมเหมือนกัน มีสีแดง สีเทาอมฟ้า และ สีดำตามลำดับ

 รูปทรง (Form) ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในงานประติมากรรม มีหน้าที่หลักในการใช้เป็นตัวแปรความคิด จินตนาการหรืออารมณ์ของการแสดงออกเชิงกายภาพทางการสร้างสรรค์ ทำให้เกิดมิติการรับรู้และการมองเห็นของผู้ชม รูปทรงจึงเป็นจุดเด่นของประติมากรรมชิ้นนี้และ อิชวาน นูร์ ได้นำเสนอด้วยการใช้รูปทรงแบบเรขาคณิต (Geometric Form) มีโครงสร้างที่แน่นอน รูปทรงของงานประติมากรรมชิ้นนี้เป็นทรงกลมที่ปรากฏจริงเชิงกายภาพ (Actual Form) มีลักษณะเป็นสามมิติ กินเนื้อที่ในอากาศ สามารถสัมผัสได้โดยรอบ บริเวณภายนอกดูเป็นมวลทึบตัน (Mass) แต่ด้วยตัววัสดุที่เป็นกระจกใส จากชิ้นส่วนจริงของรถในปี1953 มาประกอบเข้ากับส่วนที่เป็นมวลของอะลูมิเนียม ทำให้สามารถมองเห็นปริมาตร(Volume) ของบริเวณว่างภายในผสมผสานกัน แต่โดยรวมแล้วก็ยังคงปรากฎเป็นรูปทรงแบบปิด (Closed Form) ที่ให้ความรู้สึกทึบตัน การแสดงพื้นผิว( Texture) ในงานประติมากรรมมีความสำคัญมากพอๆกันกับรูปทรงและพื้นที่ว่าง เพราะลักษณะของผิวในงานประติมากรรมมีความเกี่ยวโยงถึงธรรมชาติของตัววัสดุ เครื่องมือ และเทคนิคการสร้างงาน ประติมากรรมชิ้นนี้มีพื้นผิวที่เกิดขึ้นจริงในเชิงกายภาพ (Physical or Actual Texture) เป็นผิวเรียบลื่นซึ่งเกิดจากตัววัสดุที่เป็นอะลูมิเนียม

ด้วยลักษณะทางกายภาพต่างๆที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนับเป็นเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจ สามารถมองเห็นได้ชัดในงานประติมากรรมชิ้นนี้ ทุกส่วนล้วนมีความสัมพันธ์กลมกลืนกันไม่ว่าจะเป็นรูปทรงที่มีลักษณะคล้ายการถูกบีบอัดจนขดวนอยู่ภายในทรงกลม ด้วยตัวของรูปทรงที่เป็นเรขาคณิตสามารถตั้งอยู่ได้ด้วยตัวเอง ประกอบกับเทคนิคและวิธีการติดตั้ง เกิดเป็นดุลยภาพแบบสมมาตร (Symmetrical Balance) มีจุดศูนย์ถ่วงที่ทำให้เกิดความสมดุลอยู่ตรงกลาง ซ้ายขวาเท่ากัน หากเราลองสังเกตที่ภาพผลงาน และภาพแบบร่างผลงาน จะเห็นว่าศิลปินได้ออกแบบทรงกลมนี้ให้ดูเหมือนบิดเอียงจากแกนเล็กน้อย อาจจะเพื่อไม่ให้ตัวงานแข็งทื่อเป็นวัตถุจริงไป แต่แท้จริงแล้วทรงกลมนี้มีความสมมาตร ไม่บิดเบี้ยวและตั้งอยู่ได้โดยมีแกนกลางแบ่งให้ปริมาตรสองข้างเท่ากัน แต่ที่เราเห็นรายละเอียดต่างๆไม่ว่าจะเป็นเส้นกึ่งกลางหน้ารถ หลอดไฟ และรอยบีบอัดที่ดูไม่เท่ากันนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงการลวงตา ราวกับว่ารายละเอียดรองเหล่านี้มีหน้าที่ตกแต่งทรงกลมที่สมบูรณ์ลูกนี้เท่านั้น 

การเลือกใช้โครงสีที่จำกัดในผลงาน หรือที่เรียกว่า การใช้สีแบบกลมกลืน (Color Harmony) ในผลงานประติมากรรมชิ้นนี้ ศิลปินได้ใช้สีเหลืองพระอาทิตย์ สีน้ำตาลครีม ซึ่งเป็นสีโทนอ่อนมีพื้นผิวเป็นมันเงา ดูสว่างสดใส แล้วสร้างความขัดแย้งขึ้นมาด้วยการใช้สีจากวัตถุจริงของล้อรถยนต์ที่เป็นสีดำสนิท ซึ่งผสมผสานกันอย่างลงตัว นับว่าเป็นการสร้างเอกภาพและความกลมกลืนให้กับงานได้อีกวิธีหนึ่ง สามารถสร้างความแตกต่างอย่างได้ผล ทำให้งานน่าสนใจและดูไม่จืดชืด

“Beetle Sphere” คำว่า Beetle ในที่นี้มาจากชื่อของรถยนต์ยี่ห้อ Volkswaken รุ่น Beetle มีความเล็ก กะทัดรัด เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มองดูคล้ายแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ตัวด้วง” คำว่าBeetle จึงได้กลายเป็นภาพแทนลักษณะของรถโฟล์คสวาเกนบีเทิล ส่วนคำว่า Sphere หมายถึง รูปทรงกลม อิชวาน นูร์เลือกใช้รูปทรงกลมในประติมากรรมชิ้นนี้เพราะทรงกลมเป็นรูปทรงพื้นฐาน ที่แสดงความธรรมดาได้อย่างน่าสนใจ ราวกับเป็นการกลับสู่ความดั้งเดิม มองเห็นความสวยงามในความเรียบง่าย อีกนัยหนึ่งศิลปินมองว่าเครื่องยนต์ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักรแต่ยังเป็นสิ่งที่คอยย้ำเตือนให้นึกถึงช่วงเวลาในอดีต รถยนต์เป็นเป็นนวัตกรรมหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับมนุษย์มาก ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ สถานะทางสังคมเป็นเช่นไร ผู้คนทั่วโลกย่อมรู้จักและมีความเกี่ยวพันกับนวัตกรรมนี้ผ่านกาลเวลา โดยเฉพาะรถโฟล์คสวาเกนบีเทิล หรือ รถเต่า เป็นสิ่งหนึ่งที่ประสบความสำเร็จทางด้านการออกแบบและการใช้งานที่ทำให้ผู้คนจดจำ เหมือนเป็นสัญลักษณ์แทนความรักระหว่างวัตถุกับมนุษย์ ทั้งยังสามารถเชื่อมโยงความคิดภายในได้ราวกับว่ามีความทรงจำที่งดงามอยู่ในนั้น จากความหมายที่ตรงไปตรงมาของชื่อผลงาน ตัวผลงานประติมากรรม และการสื่อความหมาย มีความสอดคล้องกันอย่างลงตัว คือ เป็นการนำรูปทรงของรถโฟล์คสวาเกนบีเทิล กลับมาอยู่ในรูปทรงพื้นฐาน ส่วนประกอบหลักทำมาจากอะลูมิเนียมและยังมีชิ้นส่วนจริงจากรถโฟล์คสวาเกนบีเทิลในปี1953ประกอบเข้าด้วย เพราะอยากให้ผู้ชมรู้สึกถึงความคลาสสิคนั้นแต่มาในรูปแบบที่ต่างออกไป 
 เหมือนเป็นสัญลักษณ์แทนความรักระหว่างวัตถุกับมนุษย์ ทั้งยังสามารถเชื่อมโยงความคิดภายในได้ราวกับว่ามีความทรงจำที่งดงามอยู่ในนั้น
จากเหตุทั้งหมดนี้สามารถเปรียบเทียบและเชื่อมโยงเนื้อหาตัวงานเข้ากับ “ทฤษฎีโลกแห่งแบบของเพลโต (World of Form)” ได้ว่าวัตถุหรือสิ่งของที่เราเห็นอยู่นั้นคือ โลกแห่งวัตถุ (Material World) ซึ่งจำลองมาจากต้นฉบับจริงที่สมบูรณ์ สิ่งที่เป็นแม่แบบหรือต้นฉบับที่จริงแท้คือ มโนคติ (Ideas) หรือ แบบ(Forms) โลกแห่งวัตถุไม่ได้เกิดขึ้นเองแต่เกิดขึ้นได้เพราะมีโลกแห่งแบบ กล่าวคืองานประติมากรรม “Beetle Sphere” ของอิชวาน นูร์ ชิ้นนี้นั้นเปรียบเสมือนโลกแห่งวัตถุ ที่เป็นเหมือนภาพแทนหรือภาพสะท้อนของรถโฟล์คสวาเกนบีเทิล ซึ่งลอกแบบมาจากมโนภาพอีกทอดหนึ่ง ไม่ว่ารถโฟล์คสวาเกนบีเทิลในแบบของนูร์จะเหลี่ยม กลม หรือมีรูปทรงที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็ยังคงความเป็นรถโฟล์คสวาเกนบีเทิลไว้อยู่ เพราะมีลักษณะบางอย่างร่วมกันที่สามารถกระตุ้นให้มนุษย์เห็นแล้วนึกถึงต้นแบบหรือความจริงอันเที่ยงแท้ที่อยู่เบื้องหลังโลกแห่งวัตถุนั้นซึ่งเรียกว่า โลกแห่งแบบ และการที่จะเข้าถึงโลกแห่งแบบได้ก็ต้องใช้การคิดแบบเป็นเหตุผล ซึ่งทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน เช่นการเกิดสภาวะคิดคำนึงถึง หรือ Nostalgia เป็นสภาวะแห่งการระลึกหรือคิดถึงบางสิ่งบางอย่างในอดีต ผ่านการรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้ง5 แล้วสมองก็เชื่อมโยงความรู้สึกเข้ากับความทรงจำนั้นอีกทีอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ต่อให้ในปัจจุบันรถโฟล์คสวาเกนบีเทิลที่เป็นรุ่นดั้งเดิมจริงๆจะหายากตามท้องถนน ผู้คนไม่ค่อยนิยมอีกต่อไปแล้ว แต่ความเป็นรถโฟล์คสวาเกนบีเทิลไม่ได้หายไปด้วย ซึ่งความเป็นรถโฟล์คสวาเกนบีเทิลนี้เองที่เรียกว่าแบบ ถึงแม้เราจะเลิกคิดถึง แต่มันก็จะยังมีอยู่ต่อไปเป็นนิจนิรันดร์...
 
จากการสร้างสรรค์ผลงานของอิชวาน นูร์ ชิ้นนี้ทำให้ “Beetle Sphere” เป็นผลงานประติมากรรมที่ถือเป็นภาพสะท้อนถึงความคิดและตัวตนของผู้ชมในอดีต จากจุดเริ่มต้นการเป็นรถโฟล์คสวาเกนบีเทิล รถยนต์ของประชาชนธรรมดาในยุคหนึ่ง กลับกลายมาเป็นวัตถุที่สามารถมีความเป็นภาพแทนของบางอย่างได้ในตัวเอง ผู้คนสามารถจดจำได้แม้ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน จากวัตถุที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งทางด้านการออกแบบและใช้สอยในอดีต กระทั่งถึงปัจจุบันแม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปตามความนิยมใหม่ๆ แต่ความคิดและมุมมองเหล่านั้นยังคงอยู่ ซึ่งส่งผลต่อศิลปินในการเป็นแรงบันดาลใจเพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัย การออกแบบ และยังมีประโยชน์ในเชิงหลักปรัชญาและจิตวิเคราะห์เพื่อแสวงหาคำตอบในจิตใจมนุษย์

 “Beetle Sphere” ที่เป็นโลกแห่งวัตถุในเชิงหลักปรัชญาจึงไม่ได้เป็นเพียงวัตถุที่มาจากโลกของแบบเท่านั้นแต่ยังเป็นประติมากรรมที่เป็นตัวแทนของปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกแห่งวัตถุอีกด้วย นั่นก็หมายความว่าศิลปินได้ใช้ประติมากรรมหรือผลงานศิลปะเป็นตัวเชื่อมโยงความคิดของมนุษย์เข้าหากันและเข้าหาตัวเองในอดีต ถึงแม้ว่าประติมากรรมจะถูกบิดเบือนออกจากความเป็นจริงแล้วบางส่วน แต่หากผู้ชมมีประสบการณ์ทางการรับรู้ส่วนบุคคลร่วมด้วยมากก็จะสามารถรับสารที่ศิลปินต้องการจะสื่อได้ดี


ปล.บทความชิ้นนี้เป็นงานเขียนบทความเชิงวิชาการทางด้านศิลปะ (Art Critisicm) เพื่อวิเคราะห์และวิจารณ์ผลงานของศิลปินตามทัศนะส่วนตัว เขียนส่งในรายวิชาหนึ่ง เมื่อต้นปี2018 (นำมาจัดการปัดฝุ่น แก้ไขและเผยแพร่อีกรอบ)  ซึ่งกลับมาอ่านรอบนี้กลับรู้สึกแปลกใจ ว่าตอนนั้นมีเหตุผลอะไรถึงยกเรื่องโลกแห่งแบบกับผลงานศิลปินมาเกี่ยวข้องกันได้...(ทฤษฎีของเพลโตอาจจะห่างไกลเกินกว่าจะยกมาอธิบายผลงานในศตวรรษที่ 21) บทความนี้ไม่ใช่งานเขียนที่ดีที่สุด แต่ก็ทำให้ได้นึกถึงมุมมองความคิดและทัศนะของตัวเองในช่วงนั้นได้เป็นอย่างดี งานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้ตั้งใจว่าจะเขียนเฉยๆ บ้างก็ระบายความรู้สึก บ้างก็บอกเล่าเรื่องราวแต่ละวันที่นึกขึ้นได้ แต่หากมีคนผ่านเข้ามารับชมบทความนี้ ก็หวังว่าจะได้รับประโยชน์และรับรู้คุณค่าของผลงานศิลปะชิ้นนี้บ้างไม่มากก็น้อย ขอบคุณนะคะ ^^
SHARE
Written in this book
Someday
Writer
qop
Daydreamer
- บันทึกประจำวัน(ว่าง) -

Comments

donut_hole
6 days ago
เอ้ยผมชอบการเอา world of form มาอธิบายงานนี้มากเลย มันก็ได้อยู่นะ คิดถึงตอนเรียนปรัชญาแล้วหลับในคาบมากเลย
Reply
qop
4 days ago
ขอบคุณนะคะ :)
Poomkun
1 day ago
ชอบอ่านอะไรแบบนี้มากเลยครับ ^^ ถึงจะเข้าใจไม่ถ่องแท้ 100% แต่อ่านแล้วมันรู้สึก hype ยังไงก็ไม่รู้ดี
Reply