TUE 04/09/2018 ในเมื่อเราคือของขวัญที่ดีที่สุด
เขียนถึงนักมายากลของเรา ที่คงเลิกเล่นกลไปทำดนตรีแทนเสียแล้ว จริงๆ พอโตขึ้นมารสนิยมหลายๆ ของเราห่างกันไปเยอะเลย แต่การได้มาเจอกันบ้างมันก็ยังรู้สึกดีอยู่ แม้ว่าไม่เจอกันอีกแล้วจะดีกว่าก็ตาม

จากตั้งเป้าว่าจะเขียนถึงแฟนเก่าให้ครบทุกคน เพิ่งไปได้ครึ่งนึงเราก็หยุดไป ใจเย็นนะ แฟนเก่าเราไม่ได้เป็นโหล ทั้งชีวิตเรามีแค่ 4 คน คราวนี้เรามาต่อแล้วกับศพที่สาม 

คงเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่มีแฟนอายุน้อยกว่า ประสบการณ์สอนให้เราเข้าใจว่าระยะวันที่ห่างไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นด้วยวิธีคิดสิที่น่ากลัว อายุห่างกันเพียงแค่ปีเดียว อาจเป็นความห่างของชั้นปีและประสบการณ์ไปด้วยในคราวเดียวกัน

หลังจากต้องเลิกกับหนุ่มหล่อไปเพราะความไม่เหมาะสมกัน เราปล่อยตัวเองให้จมกับความเศร้า ตัดพ้อว่าไม่เอาอีกแล้ว จะไม่มีแฟนแล้ว เหนื่อย เซ็ง ท้อ ฟูมฟายเหมือนคบกันมาสิบปีแล้วล้มหายตายจากกันไป คิดถึงตอนนั้นก็ตลกดี 

เรายอมรับว่าจำหลายๆ เรื่องไม่ค่อยได้แล้ว แต่ที่จำได้ชัดคือครั้งแรกที่เจอกัน เราน่าจะอยู่ม.หก ตอนนั้นกำลังเดินเข้าไปคุยกับเพื่อนผู้ชายต่างห้อง แล้วเด็กคนนี้ก็นั่งอยู่ตรงนั้น จากไม่มีตัวตนมาได้สักพัก เราก็เพิ่งสังเกตเห็นนั่นแหละว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย เขาเริ่มต้นคุยยังไงนะ จำไม่ได้ ที่จำได้คือคำถามตรงไปตรงมา

"พี่มีแฟนหรือยังครับ?" เขาถาม เราเหลือบมองดาวบนปกเสื้อ เพิ่งม.สี่เองมั้ง แต่ก็กล้าถามดีเหลือเกิน เราจึงตอบ "ไม่มี" แทนที่มันจะจบลงง่ายๆ นิ่งๆ เจ้าเด็กนี่ก็ยังถามต่อว่า "มีคนจีบพี่อยู่หรือเปล่า?" 

คือ...เราจะรู้ได้ยังไงว่ามีใครจีบเราอยู่บ้าง แต่ไม่น่าจะมีหรอก ถ้าเราสวยพอให้ใครสนใจได้ คนก่อนหน้าก็คงไม่ทิ้งเรา นี่คือไม่สวยไง เตี้ยด้วย สุดท้ายด้วยไม่รู้จะตอบยังไงเลยบอกไปตามตรง "พี่จะรู้ได้ยังไงว่ามีคนจีบล่ะ" สุดท้ายเด็กนั่นตอบว่าอะไรรู้ไหม?

"ถ้าไม่มีงั้นผมจีบพี่แล้วกัน"
และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งติดสอยห้อยตามกันตอนหลังเลิกเรียนเสมอ เขามักจะมาอยู่ด้วยในตอนเย็น ระหว่างที่เราอยู่กิจกรรมชมรม...พูดไปแล้วมันก็ดูไม่น่ารักหรือสาวๆ เท่าไหร่ มันเป็นชมรมศิลปะการต่อสู้น่ะ เราแค่ชอบเล่นอาวุธไทยในตอนนั้น เขาก็มาอยู่ด้วย แล้วก็คอยพยายามจะถือกระเป๋าเดินไปส่งกลับบ้าน

เขามักจะเล่นมายากลให้เราดูเสมอ ตอนนั้นเขาชอบและมุ่งมั่นจะเล่นกลมากๆ ยอมรับว่าเราทั้งชอบและไม่ชอบไปพร้อมๆ กัน แต่ผู้ชายที่มีความสามารถพิเศษหน่อยก็น่าสนใจกว่าผู้ชายที่เอาแต่หน้าจ้องตำราเรียน หรือกินเหล้าไล่ตีกับคนอื่น เราสนุกนะที่สมัยนั้นเขาจะมีอะไรมาให้เราดูเรื่อยๆ จนวันหนึ่งที่เขาเดินมาส่งเรากลับบ้าน อยู่ๆ เขาก็หยุดแล้วบอกว่ามีอะไรบางอย่างอยากให้เราดู

เขาเพิ่งคิดกลชุดใหม่ได้ เป็นกลไพ่ อยากให้เราลอง เขาสับไพ่ในมือ ให้เราหยิบไปดูอยู่ใบหนึ่ง บอกให้เราจำไพ่ให้ดีๆ นะ แล้วก็ยกขึ้นไว้บนหน้าผากแต่ไม่ได้กลับหน้าไพ่ เขาบอกให้เราหลับตารอ เราจึงได้แต่ตื่นเต้นว่าเขาจะมาไม้ไหนอีกน้า

แล้วเขาก็กระซิบบอก
"ผมชอบพี่นะ"
ตอนนั้นไม่รู้เพราะมายากล หรือเพราะหวั่นไหวจริงๆ เราเขินเกินกว่าที่จะตอบ เราพยายามเลี่ยงเดินหนี เขายังเดินตามมารอคำตอบ ก็เข้าใจได้ และเมื่อทำอะไรไม่ถูก ความรู้สีกในใจเลยบอกให้ตอบไปว่ายินดีในภายหลัง เราจำเรื่องราวต่อจากนั้นได้ยาก ก็คงจะพอเล่าได้แบบข้ามๆ

เขาตามมาส่งเรากลับบ้านทุกวันเสมอ และแม้บางวันจะติดว่าต้องไปซ้อมมายากลบ้าง เขาก็ทำท่าทีหนักใจเสมอ คงกลัวเราโกรธล่ะมั้ง เราเคยชินกับการเจอกันทุกวัน อยู่ด้วยกันตลอดทั้งเช้า พักกลางวัน และตอนเย็น

เจ้าของจูบแรกของเราเอง ภายในร้านเช่าหนังสือการ์ตูนที่เรามักจะชอบไปคลุกทุกวัน (อย่าว่าเราโอตาคุเลย โกรธนะ) มันก็ตะกุกตะกักตามประสาเด็กๆ แต่ก็เป็นคนที่เราอยากจูบไปเรื่อยๆ แม้ว่ามันจะไม่เพอร์เฟ็คก็ตาม

สิ่งที่เราจำได้อย่างหนึ่งแน่ๆ คือเราคบกันในวันเกิดของเขา เขาถึงบอกว่าเราคืิอของขวัญที่ดีที่สุด มันมีความหมายมากนะ และก็มีความคาดหวังตามมาด้วย เรากลัวเสมอว่าเราจะไม่ดีพอ เพราะคนไม่ชอบเราเยอะนี่ ในขณะเดียวกันคนก็เริ่มชื่นชอบเขาที่ค่อยๆ เป็นหนุ่ม

วาเลนไทน์เขามีดอกไม้ให้เราเสมอ วันครบรอบด้วย เขาไม่มีเงินเยอะมากนัก แต่ก็พยายามทำเพื่อเรา ที่น่าตลกคือมีคนชอบเขา ปลื้มเขาขนาดซื้อของมาให้ ซื้อดอกไม้มาฝาก แต่เขากลับเอามามอบให้เราเพิ่ม เราถามเขาว่าทำไม เขาตอบเพียงว่ากลัวเราโกรธ ทั้งที่คนควรโกรธคือคนที่เอาดอกไม้ให้เขาต่างหาก แต่เขาก็ยังยืนยันให้เราเป็นคนเก็บ

ครั้งหนึ่งเราเคยให้เขาเลือกระหว่างสองอย่างที่สำคัญต่อชีวิตเขา "มายากล" กับ "ดนตรี" เราจำเป็นต้องทำแบบนี้เพราะสภาพเขาไม่สามารถจัดการชีวิตทุกด้านให้ออกมาดีได้ เขาเรียนแย่ ผลการเรียนของเขาสวนทางกับเรามาก เราอยู่ห้องคิงของสาย ส่วนเขาเรียกว่าห้องบ๊วยของระดับ และสำหรับเด็กมัธยม การเรียนถือเป็นการการันตีอนาคตอย่างหนึ่ง ในเมื่อเขายังจัดการชีวิตตัวเองไม่ได้ จะเพิ่มภาระไปได้อีกยังไง สุดท้ายตอนนั้นเขาเลือกมายากล

แต่พอมาตอนนี้ เขากลับมาทำดนตรีมากกว่าซะงั้นค่ะ 555 เราก็ไม่เข้าใจนะว่าทำไมตอนนั้นไม่เลือกดนตรีซะ เราขอแค่ทำทีละอย่างเอง เขาก็ยังเรียนไม่จบนะ แค่เริ่มมาดูแลกิจการที่ไม่ค่อยดีนักของทางบ้านแทน สำหรับเราขอแค่เขาสามารถดูแลตัวเองและครอบครัวได้ ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนัก

ตัวเราเองน่าเป็นห่วงกว่าเขาอีก สภาพกับงานฟรีแลนซ์ที่รายได้โคตรจะไม่แน่นอน เรียกว่านับแต่ลาออกมาตอนป่วย ก็เงินขาดมือ ชนิดว่าถ้าไม่มีแฟนๆ ที่ติดตามงานเราบางอย่างช่วย เราคงตาย

เราเลิกกันได้ยังไง? เราจำไม่ได้แน่ชัดอีก มันนาน แต่มันคงยังชัดเจนในความทรงจำของเขา แต่มีการเลิกกันครั้งหนึ่งที่เราจำได้ ตอนนั้นด้วยอายุที่ห่างกัน เราก้าวเข้ารั้วมหา'ลัยก่อน เป็นคณะในฝันที่ตั้งใจแลกทุกอย่างให้ได้เข้าไปเรียน เพราะมันมีที่เดียวในประเทศ การแข่งขันสูงทั้งการเข้า การจบ และการสอบเข้าทำงานอีก ช่วงแรกๆ มันเหนื่อยมากเพราะมีรับน้องตอนเย็น แถมเรายังเหมือนเรียนไม่ทันเพื่อน เรารู้สึกว่าเหมือนช่วงเวลาม.ปลายไม่ได้ช่วยอะไรกับการเรียนปีหนึ่งของเราเลย เรากลับถึงหอก็สองทุ่ม กว่าจะทำอะไรก็ปาไปสามทุ่มบางทียังซักผ้าอยู่เลย การคุยโทรศัพท์ไปด้วยทำให้บางครั้งเราไม่มีสมาธิ เราเหนื่อย...

และเมื่อเขาถามว่าทำไมเราไม่มีเวลาคุยด้วยเลย บอกตรงๆ เหนื่อยที่ได้ยินอีก คือเรามาเรียน เราไม่ได้มาเล่น เราพยายามทำให้มันดีที่สุด มันยากนะในเมื่อพื้นฐานเราก็แย่ แล้วยิ่งอยากเอากิจกรรมด้วยยิ่งเหนื่ีอย ถามตัวเองในใจว่าต้องเลือกสักอย่างในสองสิ่ง แฟน กับ การเรียน เราดันเลือกอนาคตอย่างโคตรเย็นชา เลยบอกเลิกไปหนนั้นหนหนึ่งโดยบอกว่าเรามาเรียน ไม่ได้มาเล่น เรากิจกรรมเยอะ ไม่มีเวลาคุยหรอก (อาจจะพูดแรงกว่านี้ แต่จำไม่ได้ จำได้แต่สาระที่อยากพูด)

เราก็คบๆ เลิกๆ กันมาตลอดปีหนึ่งจนล่วงเข้าช่วงปีที่สอง เราเริ่มอยากวิ่งหนีขากวัฏจักรแบบนี้ เราอยากเห็นอนาคตที่ชัดเจน ยิ่งเมื่อเห็นการไม่เอาเรื่องเรียนเลยของเขาเรายิ่งเซ็ง จะด่าว่าเรามันเด็กเรียนจนประสาทเสียก็ได้ แต่เราแค่อยากเห็นอนาคตที่มันดีกว่านี้ อยากเลือกสิ่งดีๆ ให้ตัวเองมากกว่าแค่ความรู้สึกดึงดูดเข้าหากันแบบหนุ่มสาว

ตอนนี้กลายเป็นกิจการที่บ้านเขาก็ดีขึ้น มีงาน มัีเงิน ทัี่สำคัญคือมีชื่อเสียง ล่าสุดเห็นได้ไปออกรายการทีวีมาอีกแล้ว สาวๆ ใคร่อยากเสนอตัวให้เขานอนด้วยจะตาย ส่วนตัวเราเหรอ...แก่ลง งานการก็ไม่ดี เป็นบ้า กระหายจะพยายามฆ่าตัวตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เรามีโอกาสได้กลับมาเจอกัน เกือบจะรักกัน รักในบริบทของความที่เราถูกดึงดูดให้เข้าหากัน ต้องการกัน แต่มันก็เป็นความรู้สึกที่ควรจบ เราอาจจะสบายตัวหน่อยว่าเราโสด แต่กับตัวเขามีแฟนใหม่แล้ว เราจะมายุ่งกัน มีความสัมพันธ์กันก็ไม่ใช่เรื่อง

สุดท้ายวันหนึ่งหลังจากถล่มร้องไห้ใส่ผู้ชายอีกคน เราก็ยอมถอย ไม่คุย ไม่มอง ไม่สนใจ ทำยังไงก็ได้ที่จะไม่ต้องกลับไปคิดหวั่นไหวอีก เพราะไอ้ความรู้สึกนี้มันอันตรายต่อสุขภาพจิตใจเรามาก เพราะแค่เพียงเดือนเดียว...เราพบกับหลุมดำขนาดใหญ่ในใจอีกครั้งเพราะความรู้สึกผิดที่ทับถม

คงไม่เหลืออะไรนอกจากความรู้สึกคิดถึง พยายามจดจำมันอย่างที่ดีที่สุด แล้วเดินห่างออกมาอยู่ในระยะที่ปลอดภัยตอนนี้ ดีกว่าจะพากันล่มลงเหวไปด้วยกัน คาดหวังว่าต่อจากนี้ชีวิตเขาคงดีขึ้น มีทุกอย่างแล้วนะ มีแฟนที่ดีกว่าเรามากๆ ด้วย ก็ควรจะรักษาปัจจุบันให้ดีที่สุด

บล็อกนี้เขียนนานเป็นบ้า เขียนแล้วลบ เขียนแล้วลบ แต่พยายามจะเล่าส่วนที่ดีไว้นะ เราอยากจำแบบนี้มากกว่า 

ไปอีกแล้วคนหนึ่ง แล้วเราก็เหลือเพียงอีกคนให้เล่าถึง ตอนนั้นจะมีคนรออ่านบ้างไหมนะ แต่ก็จะเขียน เหมือนเขียนเพื่อไถ่บาป
 
----------------------------------------
[PART 2 : https://storylog.co/story/5accb855236da8246a54a660]
[PART 1 : https://storylog.co/story/5ac880ac945abf6065de6c15 ] 
SHARE
Written in this book
บันทึกสีเทาบนถนนลูกกวาด
บอกเล่าบันทึกเกี่ยวกับตัวเอง และการเดินทางผ่านถนนมืดๆ ที่ชื่อว่า "โรคซึมเศร้า"
Writer
LILITU
Vampire
Prof. of Being Dead insides. A Girl who obsessed with Death, Crime, Cat and Night Creatures. Nothing more...nothing less. [http://fb.com/lilith.in.the.moon]

Comments