20 ข้อคิดว่านักเขียนที่ดีควรเป็นอย่างไร
1
สัปดาห์ที่ผ่านมา ทางโรงพิมพ์ชวนให้ไปพูดแนะแนวให้นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนมาแตร์เอดี (กลุ่ม2/2 A) จำนวน 12 คนฟัง เพราะน้องๆ กลุ่มนี้สนใจเรื่องการเป็นนักเขียนและการทำหนังสือ

ตอนแรกผมปฏิเสธไปโดยเสนอให้บรรณาธิการรุ่นน้องในทีมไปแทน เพราะคิดว่าวัยน่าจะไม่ห่างกันมากนัก แต่ทางโรงเรียนส่งคำถาม 15 ข้อมาให้ก่อน ก็พบว่า แต่ละคำถามยากมาก ยากกว่าที่เคยได้รับมาจากนักศึกษาหรือคนหนุ่มสาวที่เคยเจอกันอีก เช่น

5.นักเขียนที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร
6.วิธีการสร้างแรงบันดาลใจหรือไอเดียในการเขียนทำได้อย่างไรบ้าง
7. มีการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างไร
10. หนังสือที่ได้รับความนิยมควรมีลักษณะอย่างไร จะรู้ได้อย่างไรว่าหนังสือแบบไหนกำลังได้รับความนิยม
11. อิทธิพลใดบ้างที่ส่งผลต่อรายได้ของนักเขียนและสำนักพิมพ์
12. ในปัจจุบันคนซื้อหนังสืออ่านลดลงหรือไม่ มีวิธีการปรับตัวเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างไรบ้าง
13.ในปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยี หรือ AI มาใช้ในสำนักพิมพ์อย่างไรบ้าง และมีแนวโน้มที่จะนำเทคโนโลยีหรือ AI มาช่วยงานในสำนักพิมพ์ด้านใดอีกบ้างในอนาคต
ฯลฯ

เมื่อเจอคำถามเหล่านี้เข้าไป ผมก็อึ้งไม่แพ้กัน เพราะแม้จะเคยเจอคนหนุ่มสาวที่สนใจเรื่องการเขียนหนังสือก็ไม่มีใครถามอะไรที่กว้างและลึกขนาดนี้ ที่มีคนเคยบอกว่า เด็กเป็นวัยที่ช่างซักถามและอยากรู้นั่นท่าจะจริง

2
ไม่รู้เหมือนกันว่าใน Storylog นี้มีคนอยากเป็นนักเขียนมากน้อยแค่ไหน เพราะคนที่ชอบเขียนบางคนก็แค่อยากจะบันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้ และข้อดีของการบันทึกคือ ทำให้เราได้ทบทวนตัวเองด้วย

ผมเจอหลายคนที่ชอบเขียน ชอบอ่าน และเขียนเก่งมาก แต่ไม่ได้อยากเป็นนักเขียนก็มี (เพราะเลือกที่จะเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่เขาสนใจมากกว่า)

แต่ถ้าจะให้ลองแนะนำคนที่กำลังเขียนหนังสืออยู่ ก็จะขอยกคำถามของกลุ่ม 2/2 A: ที่ถามว่า “นักเขียนที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร?” มาขยายเพิ่มเติมแล้วกัน

3
นักเขียนที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร?

1.เขียนสม่ำเสมอ เขียนบ่อยๆ เขียนออกมาเรื่อยๆ (เพื่อฝึกกล้ามเนื้อทางการเขียน)

2.สนุกกับการเขียน คิดไอเดีย การหาเรื่อง หาประเด็น และสนุกกับการเล่าเรื่อง***

3.ชอบอ่าน เพื่อดูว่าคนอื่นเขาเขียนยังไง(ดูเทคนิค) และเขียนอะไรไปบ้างแล้ว

4.อ่านแต่พอดี อย่าอ่านมากไป จนไม่ได้เขียน เพราะคนที่อ่านมาก ก็จะยิ่งเกร็งมาก(ระวัง)

5.นอกจากชอบอ่านแล้ว ก็ควรชอบจ้องมองผู้คน หรือออกไปหาประสบการณ์(เรียกว่า -วัตถุดิบภายนอก)ด้วย / หรือจะค้นหาความรู้สึกภายในตัวที่เองที่อยากเล่าออกมาก็ได้(เรียกว่า -วัตถุดิบภายใน)

6.เขียนไปก่อน อย่ากังวลว่างานต้องเพอร์เฟ็ค นักเขียนส่วนใหญ่จะมีดราฟแรกสุดเห่ย(ที่ตัวเองรับไม่ค่อยได้)ออกมาก่อน และหลายคนจะใช้ดราฟแรกนั้นมาพัฒนาเป็นงานจริง

7.สนุกกับกระบวนการเขียน(คิดไอเดีย หาเรื่อง การเล่าเรื่อง เขียน) ตั้งแต่เริ่มจนจบให้มากที่สุด เพราะเราควบคุมมันได้

8.ปล่อยวางผลลัพธ์ ว่าคนอื่นจะชอบไหม จะมีคนเม้นไหม จะแชร์ไหม เพราะเราควบคุมมันไม่ได้ และเราควบคุมได้เพียงกระบวนการทำงานของเรา

9.ถ้าเป็นไปได้ให้บทความ / นิยาย ของเราเผยแพร่อยู่บนออนไลน์ (Dek-d,Fictionlog,Storylog,Medium) ให้คนอื่นได้มีโอกาสเข้าถึง ถ้ามีคนชอบเยอะก็ดี แต่ถ้าไม่มีคนชอบก็ให้ถือว่าเป็นที่เก็บงานของเรา ให้มีปริมาณมากพอที่จะเสนอสำนักพิมพ์

10.งานที่มีโอกาสได้รับความนิยม / ตีพิมพ์ คือ งานที่สร้างคุณค่าให้ผู้เขียนและสร้างคุณค่าให้ผู้อ่านไปพร้อมๆ กัน

11.งานที่มีโอกาสได้รับความนิยมน้อย / ไม่ได้ตีพิมพ์ คือ งานที่สร้างคุณค่าให้ผู้เขียนคนเดียว หรือไปในทางเสริมอัตตาของคนเขียนเท่านั้น (ยกเว้นคุณเป็นคนมีชื่อเสียง เป็นดารา)

12.เขียนเสร็จก็ส่งสำนักพิมพ์พิจารณา

13.ปล่อยวางผลการพิจารณาต้นฉบับไปได้เลย เพราะต้นฉบับมักเข้าไป สนพ. ในช่วงที่บรรณาธิการคนเก่าลาออก บรรณาธิการคนใหม่เพิ่งเข้ามา ช่องว่างนี้เกิดขึ้นทุก 3 เดือน 6 เดือน อัตราการเทิร์นโอเวอร์ในตำแหน่ง บก. นี้สูงมาก ถือว่าเป็นด่านสิบแปดอรหันต์ของคนที่สนใจทำอาชีพนี้ละกัน

14.อีกสาเหตุหนึ่ง คือ สนพ.ส่วนใหญ่จะไม่ได้จ้างบรรณาธิการคัดสรรต้นฉบับ (ยกเว้น สนพ.แจ่มใส) ตำแหน่งนี้ที่ควรจะมีจึงไม่มีนั่นเอง(ฮา)

15.แต่จริงๆ สาเหตุที่ให้ปล่อยวาง เพราะหน้าที่ของนักเขียนคือเขียนบทความใหม่ / นิยายใหม่ ไม่ใช่รอผลลัพธ์ เพราะเราสนุกกับกระบวนการเขียนมากไง

16.ถ้า 1-2 เดือนไม่มีฟีดแบ็ค ก็ส่งสำนักพิมพ์อื่นต่อไปได้เลย

17.จำไว้ว่า ความบันเทิงสุดๆ ของนักเขียนอยู่ที่กระบวนการเขียนของเราเอง

18.ทำข้อ 1-16 ซ้ำ ระหว่างนั้นก็วิเคราะห์ ปรับปรุง ทดลอง ผลงาน และกระบวนการของเราไปด้วย

19. จำไว้ว่า ความสำเร็จในอาชีพนักเขียน คือ วิถีแห่งการเดินทาง เขียนไปเถอะอย่ากังวลเลย เพราะจะเป็นนักเขียนอาชีพยังไงก็ต้องเขียนหนังสือ 20-30 เล่มขึ้นไปอยู่แล้ว ตอนนี้ยังไม่ได้เป็น ก็เขียนตุนไว้ได้เลย

20.คำแนะนำเหล่านี้ ไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จ 
อาชีพนักเขียนเอง ก็ไม่ได้มีสูตรสำเร็จ
นักเขียนแต่ละคน ก็มีแนวทางต่างกันไป
คำแนะนำเหล่านี้ เป็นเพียงคำแนะนำกว้างๆ
ที่จะช่วยให้คนที่สนใจอาชีพนักเขียน
เห็นสภาพเส้นทาง หลุมบ่อ ของถนนนักเขียนเท่านั้นเอง
ขอให้ทุกคนที่สนใจโชคดีกับการเดินทางในครั้งนี้ครับ

หมายเหตุ – ใครมีคำถามอะไรก็ทิ้งคำถามไว้ได้ แล้วจะมาตอบให้ครับ
SHARE
Writer
porglon
Editor, Writer
พอกลอน ซาเสียง จบสถาปัตย์ ม.เกษตรศาสตร์ อดีตกองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book (2551-2553) บรรณาธิการสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ (2554) บรรณาธิการสำนักพิมพ์ springbooks (2555- 2561) / ผู้เขียนหนังสือ "ทดเวลาฝันเจ็บ" (2559) / บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด / ก่อนความฝันจะล่มสลาย / บ๊อบ แมวเตะฝันข้างถนน / เรื่องนี้พี่บอกเธอคนเดียว / ไม่เอาน่ะ อย่าคิดมาก / สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / โตขึ้นจึงรู้ว่า / คิดมากไปหรือเปล่า / ถ้าเป็นคนที่เข้าใจโลกง่ายก็จะเจ็บยาก / ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ ฯลฯ

Comments

Prawwerland
6 days ago
อะไรเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า คนแบบนี้เขียนดีรึไม่ดี บางทีเราเขียนไปเยอะๆ แต่ไม่ได้รับฟีดแบคเราเลยไม่รู้ว่าที่เขียนอยู่มันพลาดตรงไหน
Reply
LuckyJammy
5 days ago
ชอบเรื่องทดเวลาฝันเจ็บมากค่ะ เป็นแรงบันดาลใจที่ดีมากๆ ฝันอยากเป็นนักเขียนค่ะ กำลังฝึกเขียน ขอคำแนะนำบ้างนะคะ
Reply