ทิ้งครอบครัว? P.1
(การเขียนครั้งนี้ผมจะค่อยๆเพิ่มรายละเอียดนะครับ จะได้เข้าเรื่องเร็วๆ)

Intro 1 : ครอบครัวของผมมีพ่อ แม่ พี่สาว น้องสาว และผมเป็นคนกลางครับ
ตั้งแต่เล็กจนโต พ่อแม่สั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี และผม พี่ และน้องที่เชื่อว่าแม่เก่งที่สุดในโลกแล้ว ครอบครัวที่ผมอยู่นี้มีความสุขมาก ไปเที่ยวด้วยกันทุกปีใหม่ไม่ซ้ำที่

แต่ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2016) ตั้งแต่ผมกับพี่จบชีวิตมัธยมพร้อมกัน ต่างคนต่างอยู่คนละมหาลัย 
ผมตัดสินใจอยู่หอเพราะมีกิจกรรมทำที่มอ เลิกดึก ส่วนพี่ก็อยู่บ้านดอนเมืองกับน้อง สลับไปบ้านร้อยป่ากับพ่อแม่
(ครอบครัวผมมีบ้าน 2 หลัง - 
1.บ้านดอนเมือง ที่ผมอยู่ตั้งแต่เกิด
2.บ้านร้อยป่า = ที่ดินคลองสี่ สถานที่จัดกิจกรรม+เป็นบ้านในตัว)

ทำให้ผมเจอหน้าครอบครัวกันน้อยลง และไม่ได้เที่ยวปีใหม่กันเหมือนแต่ก่อน
ประเด็นนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดปัญหาอย่างใหญ่หลวง
Intro 2 : ช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองตั้งแต่ปี 2017 จากที่พ่อแม่ผมได้ทำงานจัดสวนที่มหาลัยแห่งหนึ่ง กำไรจากที่สูงๆค่อยต่ำลงเพราะมีคู่แข่งที่มี connection โดยประมูลงานแล้วดั้มฟ์ราคาลง (การกดราคาแทบจะไม่มีกำไรเหลือโดยไม่สนใจคุณภาพของงาน) ทำให้พ่อแม่ไม่มีงานหรือที่เขาเรียกว่า ตกงาน นั่นแหละ

แม่ได้คิดตั้งแต่นั้นมาว่าจะทำบ้านและสวนในที่ดินที่คลองสี่ พ่อก็บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก แม่ก็พยายามสร้างมันจากที่กู้เงินมา (โดยเป็นการกู้นอกระบบ) จนได้เป็นบ้านร้อยป่าขึ้นมา เป็นสถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ รวบรวมคนเข้ามาทั้งจัดค่าย จัดงานแต่ง จัดอบรม ฯลฯ

หน้าที่ของผมคือ การทำป้าย PR ประชาสัมพันธ์&วิดีโอดึงดูดคนเข้ามา หลักๆคือทำป้ายตั้งแต่เมนูกาแฟจนถึงไวนิลขนาดใหญ่
หน้าที่ของพี่คือ คิดการจัดค่ายอังกฤษ เพราะพี่เป็นคนเก่งภาษา ไปนอร์เวย์มา 1 ปี ประสบการณ์เยอะ เป็นเด็กพระราชทาน ฯลฯ
หน้าที่ของพ่อแม่คือ ดูแล จัดการลูกค้าที่มาบ้านร้อยป่า ทุกๆหน้าที่ที่ผู้จัดการต้องทำ
หน้าที่ของน้องคือ จบมัธยมและต้องอยู่บ้านดอนเมืองคนเดียวให้ได้

ต่างคนต่างมีหน้าที่ จนมาถึงปี 2018 ลูกค้าเข้าเยอะขึ้น แต่จากพิษดอกเบี้ยที่กู้นอกระบบไม่ใช่เพียงแต่ที่บ้านร้อยป่า ยังมีบ้านดอนเมืองที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยอยู่เรื่อยๆ หนี้จากเพื่อนแม่ที่กู้มาสร้างบ้านเพิ่ม กับอีกหลายค่าใช้จ่ายต่อเดือนมาคอยรุมเร้าทั้งค่าไฟ ค่าแรงงานลูกจ้างที่มาช่วย ค่าเทอมลูกอีก 3 คน ทำให้แม่ตัดสินใจเริ่มให้อยู่บนขาตัวเอง หางานเก็บตังเลี้ยงตัวเอง

โดยผมทำงานเหมือนฟรีแลนซ์ ตัดต่องาน / รับถ่ายงานเป็นจ๊อบๆ ไม่ผูกมัดกับคนใดคนหนึ่ง
พี่สอนภาษาอังกฤษออนไลน์ทุกวัน และเงินส่วนใหญ่จะเอาไปเลี้ยงครอบครัวแทบทั้งหมด
ตรงนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาเช่นกัน
แม่เริ่มยืมเงินลูกมาจ่ายค่าใช้จ่ายในครอบครัว โดยที่ผมจะไม่ค่อยมีให้เพราะต้องจ่ายค่าเน็ต ค่าหอ แต่พอมีเงินก้อนมากๆก็จะให้
ส่วนพี่ แทบจะ 100% ของเงินที่หามาได้นั้น มาช่วยโปะหนี้ครอบครัว
พี่ยังคงช่วยเหลือแม่ตลอดที่มีวันหยุด ไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน บ้านอยู่ไกลเพื่อน ต่างจากผม..

Main 1 : ในวันเกิดน้อง (พ.ย. 61) ครอบครัวได้นัดเจอกันเป่าเค้กที่บ้านร้อยป่า สังสรรค์ไปจนถึง 4 ทุ่ม พี่ก็เตรียมสไลด์มาให้พ่อกับแม่ดู (ซึ่งพี่ก็ได้ปรึกษาผมก่อนที่จะเปิดให้พ่อแม่ดู) สไลด์นั้นคือปัญหาของครอบครัว หนี้ต่างๆ และวิธีการแก้ปัญหาที่ไม่ให้บ้านนี้มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่สไลด์นั้นไม่ได้ทำให้พ่อกับแม่เปลี่ยนใจ แม่ยังคงต้องใช้เงินเพิ่มเพื่อที่จะทำให้บ้านนี้สมบูรณ์

หลังจากวันนั้น พี่ก็มีความคิดที่เปลี่ยนไป เริ่มจริงจังกับหนี้ครอบครัวเยอะขึ้น และเริ่มหันมาดูน้องแต่ละคนว่าทำอะไรช่วยที่บ้านบ้าง และพี่เริ่มที่จะไม่คุยกับแม่

การที่พี่ไม่คุยกับแม่ แรกๆอาจจะคุยกันเรื่องส่วนตัวบ้าง แต่ระยะหลังๆจะคุยแต่เรื่องงานเท่านั้น ไม่คุยเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะไปไหนข้างนอกก็จะไม่บอก จะกลับเวลาไหนก็ไม่บอก
หนักสุดคือ ไปต่างประเทศแล้วไม่ได้บอกแม่

ก่อนที่จะไปพี่แอบบินไปเที่ยวพม่าช่วงปลายเดือน ธ.ค. 61 ย้อนกลับไปต้นเดือน ธ.ค. 61 แม่เรียกผมและพี่มาเคลียร์กันว่าทำไมพี่ถึงไม่ยอมคุยกับแม่ พี่ไม่ยอมมาเคลียร์และร้องไห้หนักมากอยู่ไกลๆ จนลุกมานั่งทำความเข้าใจกัน สรุปจากที่คุยกันนั้น ที่พี่ไม่ยอมคุยกับแม่เพราะเรื่องเงินล้วนๆ เงิน , หนี้ , ดอกเบี้ย , งาน ที่ถาโถมมาที่พี่คนเดียว ผมได้แค่นั่งฟังเฉยๆ และเออ ออตามที่แม่พูด เพราะผมเข้าใจทั้ง 2 ฝ่ายว่ามีมุมมองระหว่างแม่และลูกนั้นต่างกัน

กลับมาในช่วงปีใหม่ 62 หลังจากพี่แอบไปพม่าโดยไม่บอกแม่ประมาณ 1 อาทิตย์ กลับมาไทยก็ยังไม่บอกจนกระทั่งเพื่อนพี่ผมมาบอกแม่ว่าพี่ผมอยู่ไทยแล้วและจะบินไปญี่ปุ่นต่อ (ได้ทุนจากมหาลัยไป) แม่ผมก็ร้องไห้ว่าทำไมถึงไปไหนไม่บอก ร้องไห้ทุกวันรอวันที่พี่ผมกลับมาบ้าน และผมคิดว่าหลังจากกลับญี่ปุ่นมาเดี๋ยวก็คงกลับบ้านเองแหละ

Main 2 : กลางเดือน ม.ค. 62 พี่ยังไม่กลับบ้าน แม่ร้องขอให้ผมและน้องไปที่มธ. เพื่อที่จะไปคุยกับพี่ ผมก็เลยตัดสินใจไปกับน้องช่วงปลายเดือน ม.ค. 62 ก็เจอพี่กินข้าวใส่ mask อยู่ พี่ผมไม่โต้ตอบกับน้องเลย ไม่ตอบคำถามน้องผม ผมก็ได้แต่ใช้ประโยคบอกเล่าว่าแม่อยากให้กลับบ้าน ไรนู้นนี้ไม่ให้เจาะจงเกินไป แล้วขอพี่แพรตอบคำถามเดียวว่าพี่แพรจะกลับบ้านเมื่อไหร่ ให้ชูนิ้วมา 1 นิ้ว เท่ากับ 1 เดือน พี่ผมก็ชู 1 นิ้วแบบแอบๆไม่ให้น้องเห็น ผมกับน้องก็กลับบ้านกัน
ผมก็บอกกับแม่ไปว่าเดี๋ยวอีก 1 เดือนเขาก็กลับมาไม่ต้องเป็นห่วงพี่ พี่ยังสบายดียังไปเรียนเหมือนเดิม

Main 3 : ปลายเดือน ก.พ. 62 พี่ยังไม่กลับบ้าน แม่ก็ยังขอร้องคำเดิมว่าไปคุยให้หน่อย ผมเลยบอกว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะคุยกันแบบนี้ ก็ไปเจอพี่อีกครั้ง คราวน้ีพี่ดูแข็งข้อขึ้น ไม่ตอบคำถามอะไรเลย

(ต่อจากนี้จะเป็นข้อความที่ผมส่งหาแม่หลังจากคุยกับพี่แบบต่อหน้าเสร็จ)

"ภูมิบอกพี่ไปว่าจะกลับเมื่อไหร่ พี่ก็ก็ไม่บอก ภูมิก็บอกว่าให้1ปีได้ไหม ก็ไม่ตอบ แล้วพี่ก็ถามกลับว่าภูมิกลับบ้านปีนึงกี่ครั้ง 10ครั้งถึงไหม
 
ภูมิก็เลยบอกว่ากลับบ้านไม่กลับบ้าน ไม่เท่ากับการที่ได้คุยกับแม่ ทีตอนพี่ไปนอร์เวย์ปีนึงไม่เห็นต้องทะเลาะกับแม่เลย

พี่ถามอีกว่าแม่จ้างมาหาใช่ไหม น้องก็บอกว่าไม่ใช่ นั่งแท็กซี่มากันเอง

พี่ถามอีกว่า เพื่อนพี่ผมเป็นคนคอยบอกว่าพี่อยู่นี่ใช่ไหม ผมก็บอกไปว่าใช่ พี่ก็บอกว่า นึกแล้วเชียว

พี่พยายามไม่ฟังที่ภูมิพูด ฟังเพลงไปเรื่อย ภูมิเลยบอกว่าถ้ายังไม่เคลียร์กันวันนี้ถือว่าตัดความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้องแล้วนะ ให้โอกาสตอบจนกว่าจะจบเพลงนี้ พี่ก็กรอเพลงจนจบ ภูมิก็เลยออกมา"

(รายละเอียดเพิ่มเติม : พี่ผมมีกลุ่มเพื่อนชาวต่างชาติเยอะ สมัยแต่ตั้งแต่ปี 1 แต่หลังจากที่เพื่อนพี่ผมไปบอกว่าพี่ผมอยู่ที่ไหน ผมจะได้ไปคุยได้ พี่ผมเลยเลิกเป็นเพื่อนกับกลุ่มชาวต่างชาติกลุ่มนี้ไป)

Climax : (เดือน มี.ค. 62) หลังจากที่ผมและน้องไปหาพี่มา 2 ครั้ง ไม่มีวี่แววที่พี่จะกลับมาบ้านเลย แม่ผมเลยไปหาพี่ที่มหาลัยด้วยตัวคนเดียว แม่ไปเจอพี่อยู่ในห้องเรียน แม่จะเดินเข้าไปคุยแต่พี่เดินหนี แม่เลยหลีกประเด็นหลัก พยายามคุยแต่เรื่องงานไม่ให้เครียด แต่นั่นทำให้พี่ผมบอกกลับแม่ไปว่า แค่มาคุยเรื่องงานใช่ไหม พี่วิ่งหนีแม่ แม่ก็วิ่งไปหา แม่วิ่งจนเหนื่อยและล้มลง ร้องไห้เดินออกมา ทำให้แม่เริ่มหมดหวังว่าพี่ผมจะกลับมาบ้าน

จนถึงต้นเดือน เม.ย. 62 ครอบครัวผม พ่อ แม่ ผม และน้อง ยังคงรอพี่กลับบ้าน แม้ไม่รู้ว่าจะกลับเมื่อไหร่ แม่จะร้องไห้ทุกวันไปถึงเมื่อไหร่ แม่ยังคงรอทุกวัน ที่บ้าน ที่เดิม และพร้อมที่จะให้อภัยลูกคนนี้เสมอ
SHARE
Written in this book
Bhum Story
Writer
bhumsmart
writer / editor / creator
I have drama story everyday

Comments