เรื่องเล่าของอาหาร #03 “จับฉ่าย”
 
       ในชีวิตคนเรามีเวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน แบ่งเป็นเวลานอนหลับตามมาตรฐานสุขภาพที่ดีไป 8 ชั่วโมง ส่วนที่เหลืออีก 16 ชั่วโมง คือเวลาที่คนเราคิดว่า ‘จะกินอะไรดี’

       เวลาเที่ยงตรงคือ 1 ใน 16 ชั่วโมงนั้น ณ โรงอาหารที่มีมุงลวดกันสี่ด้านเพื่อป้องกันไม่ให้นกบินเข้ามากินเศษอาหาร แม้ผลลัพธ์จะแตกต่างเพราะกลายเป็นขังนกไม่ให้ออกไปซะมากกว่า มีเหล่านักศึกษาที่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘จะกินอะไรดี’ มาตั้งแต่กินข้าวเช้าหมดค่อยๆ ทยอยเข้ามาใน ‘กรงนก’ อย่างไม่ขาดสายและแม้จะถามตัวเองมาล่วงหน้ากี่ชั่วโมง ผลสุดท้ายก็มายืนสายตาว่างเปล่าหน้าร้านอาหารที่เรียงรายอยู่ดี

      “กินอะไรกันวะ” เกลือหันไปหาคนอื่นๆ เพื่อหาเหยื่อ ในช่วงเวลานี้หากใครสักคนมีความคิดบรรเจิดแตกต่างจากคนอื่น คนผู้นั้นจะเป็นผู้กล้าที่ช่วยชีวิตเหล่าผู้คนให้รอดจากปัญหาโลกแตกนี้ได้

       “อยากกินจับฉ่าย”
        แต่บางอย่างก็อาจจะบรรเจิดเกินไป…

       “ผักอีกแล้วเหรอแป้ง” เกลือโวยวายก่อนใครเมื่อได้ยินเมนูอาหารที่ตัวเองไม่ชอบ ต้มจับจับฉ่าย อาหารรวมสารพัดผักพร้อมฟองน้ำมันที่ลอยเหนือน้ำซุปที่อาม่าเขาชอบทำทุกเทศกาลที่มีการไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ เรียกได้ว่ากินได้ทั้งเดือน
       ถ้าเขาคิดจะกินอะนะ

        “เราเป็นคนนะเว้ย ไม่ใช่สัตว์กินพืช ต้องกินเนื้อดิเว้ย เนื้ออะ เนื้อ”


        คร้านจะพูดกับสัตว์กินเนื้อ เพื่อนที่เหลือเลยเลือกที่จะเมินเกลือแล้วเดินหาอาหารตามวิถีทางของตัวเอง บางคนอาจจะอาศัยจากประสบการณ์ครั้งเก่าก่อน กินเมนูเดิมๆ เพื่อความชัวร์ในชีวิต บางคนก็อาจจะอาศัยการสังเกตว่าคนก่อนหน้ากินอะไรก็กินตามเขาหรือบางคนก็อาจจุดมุ่งหมายที่แน่วแน่…

        แต่ก็แห้วเพราะมันไม่มีในที่แห่งนี้จนต้องวนไปใช้วิธีแรกหรือวิธีที่สอง

       .


       “นี่อะไรวะ” เกลือถามทันที่แป้งวางจานลงบนโต๊ะเป็นคนสุดท้าย 
       “ไม่รู้อะ สั่งตามคนข้างหน้า”
       “แกสั่งทั้งที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร”
       “อื้อ”
       “ได้เหรอวะ”
       “ก็ได้ดิ” 

       มั้ง… 
       แป้งต่อคำในใจขณะมองอาหารในจานตัวเอง หน้าตาก็ดูเป็นข้าวกับกับข้าวหนึ่งอย่างธรรมดาๆ แต่ดันมีชื่อประหลาดที่เธอถึงขั้นต้องออกปากสั่งตาม
       แป้งลองตักอาหารเข้าปาก รสชาติมันก็อร่อยดีตามมาตรฐานโรงอาหารคณะ เธอบอกกับตัวเองว่าคนเราก็งี้แหละ ต้องลองของใหม่ๆ บ้าง ไม่งั้นจะรู้ได้ไง
       และเหมือนคนๆ อื่นจะเห็นด้วย เพราะสักพักช้อนของทุกคนก็มามะรุมมะตุ้มอยู่ที่จานข้าวของเธอพร้อมประโยค “ขอชิมหน่อยๆ” ที่พูดซ้ำไปมาอย่างกับนกขุนแก้วนกขุนทองยังไงยังงั้น


       “แล้วไหนว่าจะกินจับฉ่าย” หลังจาก ‘ชิม’ จนพอใจแล้ว เพื่อนก็หันมาพูดประโยคอื่นกับแป้งสักที  
       “มันไม่มีอะ”
       “เออ ก็ว่าอยู่ ไม่เคยเห็นเลย” เพื่อนอีกคนที่หันไปอยู่กับจานอาหารหน้าตัวเองสักที ไม่วายแวะมาสนับสนุน
      “แต่จะตรุษจีนแล้ว น่าจะหากินไม่ยากแล้วปะ”
       “อย่าพูดว่าหากินไม่ยาก เรียกได้ว่าล้นเหลือมากกว่า ที่บ้านกูเนี่ยยังกับต้มไว้อาบ” เกลือทำสีหน้าทุกข์ทนเมื่อนึกถึงอนาคตอันใกล้นี่ “ถึงจุดนั้นแกต้องร้องขอให้มันหายไปอะแป้ง เชื่อดิ”

      “เออ จริง ฉันเห็นด้วยกับไอ้เกลือ บ้านแกก็ไหว้เจ้านิ แป้ง”

      “บ้านอะไหว้ แต่ฉันอะ อยู่หอ”

      “เออว่ะ”

      “ก็ซื้อตามร้านข้าวต้มดิ”

      “มันไม่เหมือนกันหรือเปล่าวะ”

       “เหรอวะ ไม่รู้ว่ะ”

       แล้วบทสนทนาเกี่ยวกับจับฉ่ายก็จบลง พร้อมอาหารที่เริ่มถูกตักเข้าปาก       
       .
       .
       ในชีวิตคนเรามีเวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน แบ่งเป็นเวลานอนหลับตามมาตรฐานสุขภาพที่ดีไป 8 ชั่วโมง ส่วนที่เหลืออีก 16 ชั่วโมง คือเวลาที่คนเราคิดว่า ‘จะกินอะไรดี’
       แม้ตอนนี้จะไม่ใช่เวลาพักเที่ยง แต่เป็นเวลาช่วงเช้าก่อนเข้าเรียนคาบแรก ในหัวสมองของทุกคนก็เริ่มนึกถึงคำถามนสุดคลาสสิคนั้นอีกครั้ง

       “อาจารย์ยังไม่มาใช่ไหม กูยังไม่สายใช่ไหม!?”

       อาจจะยกเว้นคนที่มาสายที่นึกถึงคำถามอื่น
       .
       .
       .

       “มาอะไรปานนี้ไอ้เกลือ อาจารย์สอนจบไปแล้ว”

       “จริง มีควิซเก็บคะแนนด้วย มึงตายแน่ค่ะ”
 
       “เหี้ย กูเลทไป 30 นาทีเองนะเว้ย นั่นสอนหรือแร็ปวะ”

        “30 นาทีอะไร วันนี้เขานัดเรียนตั้งแต่ 8 โมง มึงไม่ได้อ่านไลน์ใช่ไหม”

        “เหี้ย จริงหรอวะแป้ง” 
        เกลือหันไปหาแป้ง เหงื่อเริ่มซึมไรผม เพราะรู้ดีว่าวิชานี้คะแนนควิซช่วยชีวิตได้แค่ไหน ขืนพลาดสักอันมีหวังชีวิตอับปางแน่
 
        “ไม่จริง พวกมันหลอกแก อาจารย์ยังไม่มา” 
  
        เสียงโฮร้องด้วยความเสียดายดังขึ้นมาทันทีหลังจากสิ้นเสียงของแป้ง
        ....แต่มันกำลังตามมาด้วยเสียงโวยวายของใครบางคน

        “ไอ้เพื่อนเวร!!” และอีกสารพัดที่เกลือจะสามารถคิดออกระหว่างที่วิ่งไล่เพื่อนได้ แป้งนั่งกับเพื่อนอีกคน มองตามเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยที่กำลังวิ่งไล่กันทั่วห้องเลคเชอร์ด้วยความรู้สึกขำปนระอา

        “เออ”

       ตึง 

        อยู่ดีๆ คนที่วิ่งไล่ชาวบ้านอยู่ก็หยุดตรงหน้าแป้ง แล้วเอากล่องทัพเพอร์แวร์กล่องหนึ่งวางลงบนโต๊ะ

       “อาจจะรสชาติไม่เหมือนที่อยากกิน แต่อันนี้น่าจะแทนกันได้ ลองกินสูตรอาม่าเราก่อนจะติดใจ”

        เกลือพูดจบก็วิ่งไล่คนอื่นต่อทันที แป้งหยิบกล่องขึ้นมาดูใกล้ๆ แล้วยิ้มออกมา
       “จับฉ่าย?” เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ ยื่นหน้ามามอง แป้งพยักหน้าเบาๆ แล้วเอามันวางไว้ที่เดิม

        ใช่ มันคงไม่เหมือนรสชาติที่เธอออยากกินหรอก เพราะจับฉ่ายของแต่ละบ้านต่างมีสูตรของตัวเองที่หากินได้เฉพาะที่ ‘บ้าน’ เท่านั้น

         แต่ในหลากหลายสูตรของแต่ละบ้านมักมีความ ‘เหมือน’ อย่างหนึ่งที่อาจจะทดแทนกันได้
         คือ ความตั้งใจของใครบางคนที่ตั้งใจให้ใครบางคนได้กินไง 

        “เออ ว่าแต่…” แป้งหันไปหาเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ “ไอ้เกลือมันเคยกินด้วยเหรอวะ ไหนบอกไม่กินผักไงวะแป้ง”

       แป้งชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มกว้างขึ้น
      .
      .
      .
     “ไม่รู้สิ” 


SHARE
Written in this book
เรื่องเล่าของอาหาร
"เรื่องเล่าของอาหาร" - เรื่องสั้นจบในตอนของเกลือกับแป้ง และกลุ่มคนรอบตัวที่เกี่ยวพันกับอาหาร
Writer
m--mm-m
Lazy person
ทุกอย่างที่อยากเล่า ทุกเรื่องที่ไม่อยากพูดตรงๆ

Comments