ให้คุณเป็นความฝันตลอดไป
‘ฉันจะไล่ตามทันไหมนะ ความเร็วของโลกใบนี้ที่ไม่มีเธออยู่'    ประโยคจากการ์ตูนชื่อดังอย่าง Bleach ที่เป็นความประทับใจในวัยเด็กวิ่งวนในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอนที่เรารู้สึกตัวว่าตกหลุมรักบุคคลสาธารณะคนหนึ่ง และไม่หวังอะไรเท่ากับคำอธิษฐานที่ว่าอยากจะชอบเธอตลอดไป ไม่ว่าเธอจะจำเราได้หรือไม่

    ปิดเทอมปีที่แล้ว เราเริ่มฝันถึงเธอทุกวันโดยไม่รู้เหตุผลว่าทำไม ตอนนั้นเราเพียงแค่สนใจ แต่ยังไม่ถึงขั้นชอบเธอ ความจริงเราเป็นแฟนคลับของนักกีฬาที่สนิทกับเธอ จิตใต้สำนึกรู้สึกตัวเร็วกว่าจิตสำนึกเสียอีกว่าเราจะชอบเธอ เราเริ่มติดตามกีฬาที่เธอเล่นเพราะดูคลิปสัมภาษณ์อันหนึ่ง เราจำไม่ได้ว่าเป็นใคร แต่เรารู้ว่าเราตกหลุมรักคนที่พยายามจะยิ้มทั้งที่กำลังร้องไห้คนนั้น คนที่บอกว่าสักวันจะทำความฝันให้เป็นจริง ไม่ว่าจะอีกกี่ปี ต่อให้เพื่อนร่วมทีมในตอนนี้ไม่อยู่ข้าง ๆ อีกต่อไป

    เราเพิ่งค้นพบไม่นานมานี้ ตอนที่ใช้เวลาส่วนมากไปกับการดูบันทึกการแข่งหรือคลิปวีดีโอในอดีต ว่าคนในบทสัมภาษณ์นั้นคือเธอ

    หนึ่งปีที่ผ่านมา เราวุ่นอยู่กับการวิ่งไปข้างหน้า ก็เหมือนกับวัยอื่น ๆ ในชีวิต ทั้งที่ตัวเองก็เรียกหาการหยุดพักแต่กลับไม่อาจทำอย่างนั้นได้ เราหยุดฝันถึงเธอ เราไม่ค่อยได้ติดตามข่าวของเธอ จนกระทั่งปิดเทอมมาถึงอีกครั้ง เราก็เข้าใจว่าการจะทำอะไรได้หรือไม่ได้มันอาจจะมีความหมาย ทว่าก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น ไม่สำคัญเท่ากับว่าเรามีความสุขในการทำสิ่งนั้นหรือไม่ จะทำได้หรือไม่ได้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรสักเท่าไหร่ การค้นพบความจริงข้อนั้นเป็นเรื่องดี แต่มันก็ทำให้เราไม่อยากเดินไปข้างหน้าอีกต่อไป เราจำได้ดีว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเหนื่อยแค่ไหน เราไม่อยากกลับไปมีวันเวลาที่แทบไม่ได้นอนเลยแบบนั้นอีก แต่ก็รู้สึกว่าอีกไม่นานเราอาจต้องกลับไปเป็นแบบนั้นอีกก็ได้

    แล้วเราก็เริ่มฝันถึงเธอทุกวันอีกครั้ง

    ไกลกว่าเดิมตรงที่ปิดเทอมนี้เราได้พบเธอระยะใกล้หลายครั้ง ใกล้ซะจนเรากลัว ในสนามบิน เราคิดว่าคนสาธารณะแบบเธอคงทิ้งระยะห่างมากกว่านี้ เสียงของเธอ วิธีเรียกชื่อใครบางคน รอยยิ้ม สายตา วิธีการหยอกล้อ ทุกอย่างเหมือนกันกับในฝัน เหมือนว่าเรารู้จักเธอมานาน ทั้งที่ความจริงเราไม่เคยอยู่ในชีวิตจริงของกันและกัน ตอนได้เจอเธอในสนามบินใกล้ขนาดนั้นครั้งแรก เราพูดอะไรไม่ออกเลย ได้แต่ถือกล้องถ่ายรูปและบันทึกภาพจากที่ห่าง ๆ ทั้งที่ตั้งใจว่าอยากขออนุญาตจากเธอก่อน

    แต่ตอนนั้นเรารู้สึกว่า ไม่จำเป็นต้องพูดอะไร แค่ได้เห็นรอยยิ้มของเธอก็พอแล้ว

    หลังจากนั้น บางครั้งเธอก็ตอบเราในโซเชียลต่าง ๆ บ้าง โดยเฉพาะแอพพลิเคชั่นที่สามารถถามได้โดยไม่ระบุชื่ออย่างask.fm ช่วงเวลาที่ได้พูดคุยแบบนั้นมันคล้ายกับชั่วโมงที่ตกอยู่ในมนตร์สะกด เธอชอบเพลง ๆ หนึ่งมาก เราที่เริ่มคุ้นเคยกับการคุยกับเธอก็เริ่มหยอกล้อบ้าง และก็ถามเธอเล่น ๆ ว่าถ้าโคฟเวอร์เพลงนั้นให้เธอฟัง เธอจะฟังไหม เธอตอบว่าฟัง ความจริง ในฐานะของบุคคลสาธารณะคงไม่มีคำตอบอื่นให้ตอบมากนัก เว้นแต่ว่าเธอจะเมินคำถามไปเสียเฉย ๆ

    เธอบอกว่าเธอชอบเสียงกีตาร์ บังเอิญว่าเราเล่นกีตาร์เป็นและชอบเล่นในแบบฟิงเกอร์สไตล์ มันเป็นช่วงที่เราจะมีประกวดกีตาร์อีกไม่นาน แต่เราก็ทิ้งเพลงแข่งไปทันทีแล้วซ้อมเพลงที่เธอชอบทั้งวันทั้งคืนอยู่สองสามวันจนข้อมือเจ็บแทบออกแรงไม่ได้ อัดวีดีโออยู่กว่าร้อยเทคกว่าจะใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบ อย่างน้อยก็ในระดับฝีมือที่มี

    เราถามเธออีกครั้ง ‘เล่นได้แล้วนะ ยังอยากฟังอยู่มั้ย’ ‘อยาก ส่งมา’ ‘เมนชั่นไปในไอจีได้มั้ย ในนี้ส่งไม่ได้’ ‘โอเคเลย’ เราคิดว่ามันคงจบแค่นั้น อย่างมากเธออาจแค่กดไลค์ แต่ตอนนั้นเธอกลับคอมเม้นชม ไม่ได้เอ่ยคำขอบคุณ แต่เป็นคำชมที่ว่า ‘เล่นเก่งจัง’ เราเพิ่งเข้าใจตอนนั้นว่าความรู้สึกของคนที่กรี๊ดให้ศิลปินที่ชอบเป็นยังไง

    เธอทำให้เราอยากเดินไปข้างหน้า โดยไม่ได้ไล่ตามความสำเร็จอย่างบ้าคลั่ง เราอยากเล่นดนตรีให้ดีขึ้นเพราะเราอยากเล่นเพลงที่เธอชอบให้เธอฟัง เราอยากเรียนวิชาเอกภาษาที่เรียนอยู่ให้เก่งเผื่อวันหนึ่งจะได้เป็นล่ามให้เธอ หรืออย่างน้อยก็หารายได้ได้มากพอจะตามไปเชียร์เธอในต่างประเทศ เราอยากเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จกว่านี้เผื่อว่าวันหนึ่งเธอจะอยากเขียนอัตชีวประวัติแบบรุ่นพี่แล้วเราจะเป็นหนึ่งในนักเขียนตัวเลือกของเธอบ้าง

    แล้วเราก็เริ่มฝันถึงเธอน้อยลง

    เราไม่เคยเข้าใจเหตุผลของการฝันถึงใครบางคนหรือบางสิ่งบางอย่าง เรายังคงหมกมุ่นกับเรื่องของเธอไม่น้อยลงกว่าเดิม ติดตามข่าวเธอมากกว่าติดตามเรื่องของตัวเอง และการไม่ได้ฝันถึงเธอ บางทีมันทำให้เราเหงา

    จะเป็นยังไงนะถ้าเราเลิกชอบเธอแล้ว

    เพื่อนสนิทเราบอกว่าชอบเราตอนที่ชอบเธอ เพราะที่ผ่านมาเราเอาแต่บอกว่าอยากตาย แต่พอชอบเธอแล้วเราดูมีความสุข เราเองก็รู้ดีว่ามันเป็นความจริง โลกที่เราไม่ได้รู้สึกกับเธอแบบเดิมแล้วคงน่ากลัวทีเดียว

    ความจริง ก่อนหน้าที่เราจะรู้จักเธอ เราคงจะเดินสวนกันนับครั้งไม่ถ้วน

    เราเคยอยู่โรงเรียนเดียวกันตอนเราม.ต้น ก่อนที่เราจะย้ายโรงเรียนตอนม.ปลาย เธอเป็นรุ่นพี่เราหนึ่งปี เธอใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยโควต้านักกีฬา เรามักจะเดินสวนนักกีฬาโรงเรียนในประเภทที่เธอเล่นบ่อย ๆ แทบทุกเย็น ถ้าหากเราชอบเธอตั้งแต่ตอนนั้นเราคงจะมีความสุข หรือบางทีความชอบจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น เพราะแบบนั้น หากโชคชะตามีจริง ถึงได้กำหนดให้เรารู้จักเธอในสองปีต่อจากนั้น

    เธอทำให้เราคิดอยากย้อนเวลากลับไป จะเกิดอะไรขึ้นหากเราไม่เลือกย้ายโรงเรียน เราจะได้เจอเธอบ่อย ๆ ในที่นั้นไหม เราอาจแค่อยากรู้ว่าถ้าได้เป็นคนในชีวิตประจำวันของเธอแล้วเราจะยังรู้สึกกับเธอแบบเดิมอีกไหม

    โชคชะตามักจะถูกขีดไว้แบบนั้นเสมอสำหรับคนสำคัญในชีวิตเรา ให้เดินสวนกันสักสามปีในฐานะคนแปลกหน้า หรืออย่างน้อยก็เพียงรู้จักชื่อ แล้วค่อยได้ทำความรู้จักกันจนกลายเป็นคนสำคัญหลังจากนั้น ในตอนที่ไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตในแห่งเดียวกันอีกต่อไป เพื่อนคนสำคัญของเราอีกสองคนก็เป็นแบบนั้น

    ถ้าเราหากันเจอก่อนหน้านี้แล้วอยู่ข้างกันได้ในหลาย ๆ ช่วงเวลา จะมีความสุขมากกว่านี้ทั้งสองฝ่ายไหมนะ

    หรือบางทีถ้าเราได้มองเห็นกันชัด ๆ ก่อนหน้านี้ สิ่งที่เรารู้สึกต่อกันจะกลายเป็นความเกลียดชัง เหมือนกับที่เรารู้สึกกับหลาย ๆ คนในชีวิตว่า ‘ถ้าเราได้รู้จักกันที่อื่นในสถานการณ์อื่น บางทีมันคงเป็นความสัมพันธ์ที่ดี’ 
    เมื่อคืนนี้เราฝัน

    ฝันถึงคุณคนที่เราพยายามจะเขียนถึงนับสิบครั้ง แต่ทุกครั้งก็ได้แค่เขียนแล้วเก็บไว้เพียงคนเดียว อาจเพราะคุณสำคัญเกินไป อาจเพราะกลัวความสามารถในการเขียนที่มีมันจะไม่มากพอที่จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดได้ แม้แท้จริงมันไม่ใช่เรื่องที่ดูยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้น ก่อนหน้าที่จะมีเธอเป็นผลักดันไปข้างหน้า เราก็คิดถึงแต่คุณเสมอมา

    เราได้พบคุณแค่ครั้งเดียว ไม่ทันได้บอกลาคุณในวันนั้นด้วยซ้ำ คุณหายตัวไปรวดเร็วเหมือนช่วงเวลาที่เราได้อยู่ข้างคุณ หลังจากนั้นมีเพียงแค่การพูดคุยผ่านโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คเท่านั้น ตอนเราขอเฟสบุ๊คของคุณ คุณทำหน้าประหลาดแต่ก็ให้มา เราไม่ได้ขอช่องทางติดต่อใครเลยนอกจากคุณ เป็นความประทับใจที่หาเหตุผลไม่ได้ เปิดเข้าเฟสบุ๊คของคุณทันทีที่เรามีอินเตอร์เน็ต ใจหายเมื่อพบว่าคุณไม่เปิดให้เพิ่มเพื่อน เราจึงพอเข้าใจสีหน้าของคุณในตอนนั้นขึ้นมา ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นเราจึงสามารถกดเพิ่มเพื่อนได้ (ใช่ เรากดรีเฟรช เผื่อคุณจะนึกได้ว่ามีคนอยากติดต่อคุณอยู่)

    เราไม่มั่นใจว่าเราเริ่มรู้สึกดีกับคุณเมื่อไหร่ คงเริ่มตั้งแต่เราพยายามทำความรู้จักกับคุณทั้งที่เราในตอนนั้นไม่ค่อยเริ่มบทสนทนากับใคร แต่ตอนที่เราอยู่ข้างกันในความเป็นจริง เราก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากมาย

    โซเชียลเน็ตเวิร์คทำให้รู้สึกเหนือจริงเสมอ ทั้งเธอทั้งคุณ หากไม่มีเทคโนโลยีแบบนี้เราคงไม่มีโอกาสได้รู้จักกันขนาดนั้น เป็นเพียงคนแปลกหน้าที่อาจไม่มีวันวนกลับมาพบ (สำหรับเธอคงได้พบเวลาไปเชียร์ข้างสนามแข่งหรือไปส่งที่สนามบิน)

    ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากอยู่ดี เราทักคุณไปบ่อย ๆ ผิดวิสัย ไม่ได้บ่อยถึงขั้นทุกวัน แต่ก็พยายามหาโอกาสทักไปเสมอ เฝ้ามองจุดสีเขียวของคุณเหมือนดาวบนฟ้า รอเวลาให้ดาวทอแสง วันหนึ่ง เราพิมพ์สิ่งที่อยากบอกกับคุณแล้วลบทิ้งโดยไม่ได้กดส่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนที่เฟสบุ๊คจะแสดงผลว่าคุณกำลังพิมพ์บางสิ่ง สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ เราคิดว่าระบบคงรวน แต่ข้อความที่ปรากฏขึ้นไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นยืนยันว่ามันเป็นความจริง

    เหมือนจะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่คุณเป็นฝ่ายทักเราก่อน เราจำแบบนั้นมาตลอด ทว่าพอย้อนกลับไปอ่านบทสนทนาทั้งหมดตั้งแต่วันแรก กลับพบว่ามีหลายครั้งทีเดียวที่คุณเป็นฝ่ายทักมา บางครั้งเราหายไปดื้อ ๆ เพราะไม่รู้จะต่อบทสนทนายังไง หรือตอนที่เราตัดจบบทสนทนาหลังวันที่คุณขึ้นสถานะว่าคบกับใครบางคน (คนที่เราก็ได้รู้จักวันนั้นพร้อมกับที่ได้เจอคุณ) โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเรื่องจริงหรือเพียงการตั้งสถานะเลื่อนลอยเท่านั้น ในปัจจุบันโลกโซเชียลดูยากจะเชื่อเสมอว่าสิ่งใดจริงไม่จริง

    หลังจากนั้นบทสนทนาแทบจะมีเพียงคำอวยพรของเราในวันเกิดคุณทุกปี คล้ายเป็นสมุดบันทึกของกันและกันที่คุณจะย้อนถามเราว่าเราเป็นยังไงบ้าง เรารู้ว่าเวลาเปลี่ยนแปลงคุณไป แม้คุณเคยถามเราในวันเกิดปีหนึ่งว่าคิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปบ้างไหม คุณไม่รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปเลย คุณมีกลิ่นอายที่เข้ากับสังคมมากขึ้น อย่างสรรพนามที่คุณเคยใช้เรียกเรา เมื่อก่อนมันมีความจำเพาะเจาะจง แต่จะเป็นแบบไหน สำหรับเราก็ไม่ได้แย่เลย เราอาจจะชอบวิธีที่คุณเรียกเราแบบเมื่อก่อนมากกว่านิดหน่อยเพราะปัจจุบันเหมือนคุณจะใช้มันแค่กับเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเด็กเท่านั้น

    เราฝันถึงคุณนาน ๆ ครั้ง แต่ก็ยังคงฝัน

    ส่วนมากมักจะเป็นฝันที่เราตามหาคุณที่ไหนสักแห่ง คุณที่เราได้ยืนพูดคุยกันเล็กน้อยแล้วคุณก็หายตัวไปเพียงแค่คลาดสายตาแวบเดียว เราออกวิ่งไปแทบทุกที่ มันอาจคล้ายในความเป็นจริง เรารู้สึกค้างคามาตลอดจากวันนั้นที่ไม่ทันได้บอกลา วันที่เราเกลียดตัวเอง ยังเป็นเด็กและหลงตัวเองเกินไป สิ่งเดียวที่เราชอบตัวเองในวันนั้นคือการที่เราเลือกจะทักคุณแม้คุณจะบอกว่าไม่จำเป็นต้องสนใจคุณเลย เราตามหาคุณแทบทุกที่ ในรูปถ่ายนับพันใบของเพจคณะของคุณ คุณแทบจะไม่อัพรูปและชีวิตตัวเอง หากไม่คุยกับคุณแล้วเราก็จะรับรู้เรื่องของคุณผ่านภาพที่เพื่อนของคุณแทคมาหรือทวิตของเพื่อนคุณเท่านั้นที่นาน ๆ ทีก็จะมีชื่อของคุณ

    ครั้งหนึ่งเราฝัน ฝันว่าเราได้เริ่มต้นทำความรู้จักคุณตั้งแต่แรก ในวันที่เรายังเป็นเด็ก เพื่อนของเราอยู่ข้าง ๆ คอยผลักเราที่เขินอายให้เข้าไปหาคุณ เราพบกันบ่อย ๆ ในห้องสมุด เริ่มต้นทำความรู้จักกันแบบนั้น มันเป็นฝันที่ยาวนาน ค่อย ๆ มองเห็นการเติบโตของความสัมพันธ์ มันเป็นฝันที่เราอยากให้เกิดขึ้นจริง

    ทุกครั้งที่ฝัน มันฉุดกระชากความรู้สึกของเราขึ้นมาเสมอ จากส่วนลึกในจิตใจ ให้กลายเป็นความโหยหารุนแรง เริ่มแรกมันเหมือนความบังเอิญ คุณมักจะทักมาในวันถัดมาหลังจากเราฝันถึง และมักเป็นช่วงที่เรากำลังรู้สึกแย่จนไม่มีแรงหายใจต่อไป คุณชำระล้างความรู้สึกแบบนั้นออกไปจนหมด คุณบอกว่าคุยกับคุณได้เสมอแม้อาจไม่ค่อยช่วย วันนั้นเราบอกออกไป ช่วยสิ จริง ๆ แล้วคุณเป็นคนที่เราชื่นชมนะ (สำหรับเรามันคือการบอกชอบ) คุณประหลาดใจกับคำพูดเช่นนั้น

    ในวันเกิดของคุณวันหนึ่ง คุณบอกว่าเราจำทุกอย่างได้เก่งจังนะ(คงเป็นเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณ) แปลกดี คุณมักจะจำหน้าใครไม่เก่ง แต่กลับจำหน้าเราได้ บางทีมันอาจเป็นโชคชะตา (คุณไม่ได้ใช้คำนี้หรอก แต่เป็นคำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน มีความเฉพาะเจาะจงสมกับเป็นคุณ) คุณบอกว่าเราต้องได้พบกันอีกที่ไหนสักที่อย่างแน่นอน อาจจะเป็นในงานหนังสือ เราเป็นนักเขียน คุณไปขอลายเซ็น (ทั้งที่เราคิดว่าคุณเขียนเก่งกว่าเราเสียอีก แต่ตอนนี้คุณอยู่ในคณะที่ขึ้นชื่อว่าเรียนหนักและยากที่สุดคณะหนึ่ง) คุณอาจจะแต่งคอสเพลย์ แล้วเราเป็นคนถ่ายภาพ คำพูดของคุณมันช่างดูเหมือนจริง แม้ว่าคุณอาจไม่ได้คิดอะไรเลยหรืออาจจะลืมไปแล้วก็ตาม

    มันเริ่มจากคำพูดเล่น ๆ ริมสระน้ำมหาลัยยามค่ำกับเพื่อนสนิท

    อันที่จริงมันก็ดูเป็นคำพูดบ้า ๆ ตั้งแต่ชวนกันไปริมสระน้ำที่ว่านั้นแล้ว เพราะมันก็ไกลจากหอพักไม่น้อย และชีวิตในรั้วมหาลัยก็เป็นชีวิตที่เจอการสอบย่อยทุกวัน (และบางวันก็สอบสามสี่ตัวในวันเดียว)

    คืนก่อนหน้านั้นเราเพิ่งฝันถึงคุณ เรากับเพื่อนคุยกันเล่น ๆ ถึงการออกเดินทางไปที่ไหนสักที่ เราเล่าเรื่องของคุณที่อยู่ห่างออกไปเจ็ดร้อยกิโลเมตรให้ฟัง ก่อนที่มันจะลงเอยด้วยการกลับหอไปหาข้อมูลทั้งที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว และราคา ที่น่าแปลกใจคือที่บ้านเรามักไม่ค่อยปล่อยให้ไปไหน แต่ครั้งนั้นทุกอย่างช่างง่ายดาย จองทุกอย่างเสร็จสรรพในคืนนั้น

    ถ้าได้พบคุณ เราคงจะบอกความรู้สึกออกไป มันคงไม่ลงเอยด้วยความสมหวังหรอก เรารู้ดี แต่บางทีมันอาจลบความรู้สึกค้างคาในใจแล้วปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ มาถึงตอนนี้ก็สี่หรือห้าปีแล้ว

    เราทักคุณไปหลังจากนั้นว่าพอจะมีเวลามาเจอกันไหม แต่ตอนนั้นคุณฝึกงานอยู่ไกลออกไปอีก ไกลเกินกว่าเราจะตามไปถึง มันอาจจะเป็นความจริง หรืออาจจะเป็นแค่เรื่องโกหกก็ได้ มันคงแปลกที่จู่ ๆ ก็มีเพื่อนระยะไกลที่คงกลายสถานะเป็นแค่คนเคยรู้จักจะแวะมาหา สำหรับเรากับเพื่อนมันอาจดูเป็นความโรแมนติก ทว่าสำหรับคุณ(หรือถ้าเราเจอเรื่องแบบนี้) มันอาจเป็นเรื่องราวที่ดูน่ากลัว

    มันไม่ใช่ทริปที่แย่ เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกยามที่เราผ่านสถานที่ที่รู้ว่าคุณเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่และอีกไม่นานก็คงกลับมาที่นี่ เป็นการเดินทางที่ดี เรามองแผ่นหลังของเพื่อนของเราบนมอเตอร์ไซค์แล้วรู้สึกว่าเป็นคนที่เชื่อใจได้จริง ๆ ถ้าได้ไล่ตามความฝันด้วยกันต่อไปนาน ๆ ก็คงจะดี

    หลังจากนั้นไม่นานเราก็ยอมรับ ว่าคุณเป็นคนที่อาจไม่มีวันวนกลับมาพบกันอีก

    แต่เรายังคงฝันถึงคุณ ความรู้สึกในใจไม่เคยหายไปไหน ความรู้สึกที่เรานิยามไม่ถูกว่ามันคืออะไร

    เมื่อคืนเราฝัน ฝันว่ามีกิจกรรมระหว่างมหาลัยร่วมกัน เราได้พบคุณ แต่ในช่วงเวลาที่ได้อยู่ข้างกันนั้นเราไม่ได้พูดคุยอะไรกันมาก เราไม่แน่ใจว่าควรวางตัวแบบไหน กว่าที่จะรู้สึกตัว คุณก็หายตัวไปอีกแล้ว เราออกตามหาคุณท่ามกลางอาคารที่ไม่รู้จัก คุณนั่งอยู่ข้างบานหน้าต่างในรถทัวร์คันหนึ่ง คุณส่งแชทมายาวเหยียดที่เราจำใจความของมันไม่ได้ แต่มีความติสท์ตามแบบฉบับของคุณอยู่ แล้วเราก็สารภาพออกไปในตอนนั้นว่าเราชอบคุณตลอดมา แน่นอนว่าคุณปฏิเสธ คุณบอกว่าสำหรับตอนนี้ให้ได้มากที่สุดก็แค่เป็นเพื่อน และหลังจากนั้นสักพักคุณก็บอกว่าแต่จะลองคุยกันก็ได้นะ

    เป็นฝันที่ดูเข้าข้างตัวเองแบบที่ยังอิงความจริงอยู่บ้าง เพราะถึงยังไงก็คงไม่มีทางที่คุณจะตอบตกลง

    ถึงเราจะตื่นขึ้นมาในความมืดแล้วหลับตาลงอีกครั้ง เราก็ยังฝันถึงคุณอยู่ทุกครั้งในคืนที่ผ่านมา

    แต่ในความเป็นจริง คุณไม่ได้ทักมาในวันถัดจากความฝันเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เฟสบุ๊คของคุณนิ่งสนิท แทบปราศจากความเคลื่อนไหว เว้นเพียงตัวเลขในเมสเซนเจอร์ที่บอกว่าคุณเพิ่งใช้งานไม่กี่นาทีที่แล้ว

    ไม่นานมานี้เพื่อนสนิทของคุณทวิตว่าได้เห็นหนังสือที่เพื่อนเขียนวางขายในร้านแล้วตื่นเต้น

    หัวใจของเราเต้นรัว คิดว่าอาจจะเป็นคุณก็ได้ ทั้งคุณและเพื่อนสนิทอยู่คณะเดียวกัน คนที่รักมากพอจะเขียนแม้ในชีวิตประจำวันที่ไม่ค่อยมีเวลา และเขียนออกมาได้ดีพอจนได้ตีพิมพ์คงมีไม่มาก ขณะที่คุณเคยมีผลงานออกมาแล้ว ถ้าจะมีอีกก็คงไม่แปลก

    แต่เราก็รู้ดีเช่นกันว่าคุณถนัดในการซ่อนตัวมากแค่ไหน และเพื่อนสนิทคุณก็ระวังมากพอที่จะไม่ระบุชื่อแม้จะมีคนถามว่าใครคือเจ้าของหนังสือเล่มนั้นทั้งที่ปกติเพื่อนคุณมักทวิตชื่อของคุณโดยตรงเวลาเล่าเรื่องเกี่ยวกับคุณ และเพื่อนของคุณก็ไม่ค่อยพูดถึงคนที่ไม่ใช่คุณหรือครอบครัว

    บางทีเราอาจจะลองตามหาคุณอีกครั้งในร้านหนังสือ ในบรรดาตัวอักษรนับแสน เราเชื่อว่าถ้าได้อ่านภาษาของคุณเราคงจะจำได้อย่างแน่นอน

    มันคงจะเป็นทางเดียวที่เราเชื่อมต่อกับคุณได้ล่ะมั้ง

    ‘ฉันจะไล่ตามทันไหมนะ ความเร็วของโลกใบนี้ที่ไม่มีเธออยู่’

    เราถามตัวเองซ้ำอีกครั้ง เหมือนว่าเราจำเป็นต้องมีใครสักคนที่แบกรับความรู้สึกทั้งหมดของเราไว้ คนที่พอนึกถึงแล้วมีความสุข มากพอที่จะอยากให้เดินต่อไป

    เมื่อวานเราเจอทวิตหนึ่ง ใจความประมาณว่าชีวิตถึงจุดที่ไม่ต้องการเจอศิลปินที่ชอบใกล้ ๆ อีกแล้ว ยังคิดถึงทุกครั้งที่เห็นเรื่องของศิลปินที่ชอบ ยังติดตามอยู่ห่าง ๆ และได้แต่อธิษฐานว่าจะมีคนรักคุณมาก ๆ เหมือนกับที่เจ้าของทวิตเคยเป็น

    สำหรับเรามันใกล้เคียงกับความรู้สึกนั้น แม้มันจะดูรวดเร็วเกินไป เราเพิ่งได้พบเธอใกล้ ๆ ครั้งแรกไม่นานนี้เอง (ไม่นับเวลาเธออยู่ในสนามแข่ง) เราพอใจกับการที่ติดตามเรื่องของเธอผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ถ้ามีโอกาสก็คงอยากไปหาอีกแหละ แต่เรารู้ดีว่าจากนี้คงไม่มีเวลาแบบปิดเทอมนี้อีกแล้ว เราต้องเดินไปข้างหน้า ส่วนหนึ่งก็เพื่อจะรับผิดชอบตัวเองได้มากพอที่จะได้ไปพบเธอก็ด้วย

    กับคุณก็เหมือนกัน เก็บคุณไว้ส่วนลึกในใจ คอยถูกย้ำเตือนในยามค่ำคืนสักเดือนละครั้งเมื่อฝันถึงคุณ แล้วเราก็ใช้ชีวิตของตัวเองต่อ

    โลกที่เก็บความรู้สึกแบบนั้นไว้ในใจ ซ่อนไว้เบื้องหลังความคิดมากมายเกี่ยวกับความจำเป็นของชีวิตเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะวันหนึ่งเราอาจจะโยนทุกสิ่งทิ้งไปดื้อ ๆ หากไม่มีใครสักคนเป็นภาพชัดเจนพอที่จะลบความเจ็บปวดและกลวงเปล่าของเราออกไปอีกแล้ว ความรู้สึกที่มีต่อคุณและเธออาจจมหายไปเบื้องหลังพายุของความวุ่นวายของชีวิตจริง

    จะไล่ตามความเร็วของโลกใบนี้ทันไหมไม่รู้หรอก

    แต่ถ้าจะไล่ตามโลกที่มีคุณและเธอ เราก็คงต้องวิ่งให้เร็วกว่านั้น มากกว่าความเร็วของโลกใบนี้

    แม้มันจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวความเป็นไปได้ที่เล็กแค่ไหนก็ตาม ท่ามกลางความเป็นจริงของชีวิตที่ต้องเดินหน้าต่อ

SHARE
Writer
Reinforce
ระหว่างการเดินทาง
นัก(อยาก)เขียนอายุ21 รักงานเขียน ภาษา ปรัชญา ศิลปะ ดนตรี กีฬา จักรยาน การถ่ายภาพ ดวงดาวและท้องฟ้า • วอลเลย์บอล <3Ajcharaporn 18 • ฤดูใบไม้ผลิ

Comments

Sunflower38
4 months ago
ชอบ ;-;
Reply
Reinforce
4 months ago
ขอบคุณที่ชอบค่ะะะ :)
เราไม่ได้เข้าstorylogนานเลย ดีใจที่ยังเห็นคุณSunflowerเล่นอยู่นะคะ
Sunflower38
4 months ago
ก็ไปๆมาๆนั่นแหละค่ะ แอบเสียดายนักเขียนที่เราชอบหายไปคน 555
aliceace
4 months ago
น่ารักจังค่ะ เราก็เป็นคล้ายๆแบบนี้อยู่
Reply
Underxsea
4 months ago
น่ารักจัง :)
Reply