จดหมายเปิดผนึกขอบคุณ จาก "เด็กไม่ผ่าน QC" ในสายตาอาจารย์
ชีวิตวัยรุ่นเรา ว่าตามตรง ตั้งแต่เข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ก็ไม่ค่อยมีอะไรน่าประทับใจ แบบ "เพื่อนซี้รักกันตลอดปัยส์ in memory" อะไรเทือกนั้นเลยสักกะนิด ชีวิตม.ต้นก็โดนเพื่อนร่วมห้องรุม bully แหลกลาน ชีวิตม.ปลายก็เจอเพื่อนสนิท toxic friend ทำเอาชีวิตช่วงวัยรุ่นเราหมดความมั่นใจไปตัวเองเยอะพอดู ซึ่งกว่าจะกู้ความเคารพในตัวเองกลับมาได้ก็ใช้เวลาอยู่นานพอสมควร ช่วงตอนอยู่ชั้นมัธยม สิ่งที่พอจะช่วยคงความภาคภูมิใจในตัวเองได้อย่างเดียวคือ "เป็นที่รักของอาจารย์" เพราะเป็นเด็กตั้งใจเรียน เกรดเฉลี่ยโดยรวมเกือบๆ 4 แถมแต่งตัวเรียบร้อย มีสัมมาคาราวะ อาจารย์ที่โรงเรียนเลยชมว่าเป็นเด็กดี แต่ก็ทำให้เกิด effect ข้างเคียงคือ "มีคนหมั่นไส้" ซึ่งเป็นเหตุที่เราโดนเพื่อนแกล้งบ่อยๆ นั่นเอง

ยังไงซะ ชีวิตวัยเรียนเราตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมปลาย เราก็ทำสถิติเกรดเฉลี่ยของตัวเองได้ดีมาตลอด มันเป็นความภาคภูมิใจหนึ่งเดียวของเรายังสามารถรักษามันเอาไว้ได้ ชีวิตเราที่ผ่านมา ได้รับคอมเม้นที่ดีจากผู้หลักผู้ใหญ่มาตลอด จนเราไม่เคยคิดเลยแม้แต่น้อยว่า จะมีซักวันหนึ่งที่จะมีคนมาบอกว่าเราเป็น "พวกเด็กห่วย" ได้เลย

จนกระทั่งตอนที่ช่วงเราเรียนมหาลัย ปี 2 ในวิชาๆ หนึ่ง ที่อาจารย์ในคณะคนหนึ่งให้เด็กทุกคนในสาขาส่งประกวดแฟนอาร์ตเกมออนไลน์เกมหนึ่ง เป็นเกมออนไลน์ระดับโลก

ต้องขอเกริ่นก่อนว่า เราเรียนในคณะที่เรียนเกี่ยวกับการทำสื่อดิจิทัลมีเดีย มีทั้งวาดภาพในคอมพิวเตอร์ ทำอนิเมชั่น ทำเกม ฯลฯ ของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง คือถ้าบอกชื่อคณะไปคนก็จะรู้กันหมดแน่นอน เพราะชื่อคณะดันไม่เหมือนชาวบ้านเค้า แถมมีคณะประมาณนี้ที่ใช้ชื่อแปลกกว่าเค้าอยู่แค่ 2 มหาลัยเท่านั้นเอง ถ้าสงสัยจริงๆ ต้องขอให้คุณผู้อ่านไปเดากันเอาเอง

เหตุการณ์ในวันที่เราต้องวาดแฟนอาร์ตเกมส่งประกวดวันนั้น มันคือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ความแค้นใจระหว่างเรากับ "อาจารย์คนหนึ่ง" อาจารย์ผู้หิวกระหายในการสร้างผลงานเพื่อเลื่อนขั้นตัวเอง มากกว่าที่จะชี้แนะนักศึกษา ให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพแก่สังคมต่อไป เพราะฉะนั้น เค้าคนนี้ จึงถนัดที่จะ "หาเด็กเก่ง" ที่สามารถเอาส่งออกประกวดได้ และ "เขี่ยเด็กห่วย" ที่ไม่มีประโยชน์แก่เค้า ด้วยการเมินเฉย หรืออย่างร้ายก็พูดจาทำร้ายจิตใจ ดับไฟแห่งกำลังใจของเด็กคนหนึ่ง ให้มอดลงเหลือเป็นเพียงแค่ข้ีเถ้า

เราโดนอาจารย์คนนั้นตำหนิว่า "ทำไมทำได้แค่นี้ ไม่ตั้งใจทำกันเลย ดูสิพวกรุ่นน้องยังวาดสวยกว่าเลย" คืองานชิ้นนั้นน่ะ เรานั่งอดนอนวาดทั้งคืน ไหนจะมีงานที่ต้องส่งการบ้านหลายวิชาแล้ว ยังต้องใช้เวลาอันจำกัด พยายามปั่นงานวาดแฟนอาร์ตเกมนั่นให้เสร็จทันกำหนดส่ง ทักษะเด็กเพิ่งเรียนพื้นฐานไปได้นิดหน่อย ก็ยังเพนส์ไม่ได้คล่องชำนาญอะไร ทำสุดความสามารถออกมาแล้ว โดนพูดใส่หน้าว่า "วาดไม่สวย ทำไมไม่ตั้งใจทำ" แล้วไอ้ที่กูอดหลับอดนอนปั่นงานมาส่งนี่ หมายความว่าไงวะ! เราได้แต่เก็บความโกรธแค้นนี้ไว้ ไม่อยากจะโวยวาย ทำให้เกิดเรื่องใหญ่โตอะไร เพราะสุดท้ายแล้วเกรดของเรามันก็ขึ้นอยู่กับปลายปากกาเค้าล้วนๆ

ตั้งแต่นั้นมา เรากลายเป็นพลเมืองชั้นสองในสายตาอาจารย์คนนั้นไปโดยปริยาย โดนมองด้วยสายตาประมาณ "ชั้นรู้ อย่างเธอมันก็ทำได้แค่นี้แหละ!" ยิ่งเราขึ้นชั้นเรียนสูงขึ้นเรื่อยๆ ระยะห่างระหว่างวรรณะ "เด็กเก่ง" และวรรณะ "เด็กห่วยไร้ฝีมือ" ยิ่งห่างชั้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนช่วงประมาณ ปี 3 ที่เราต้องไปฝึกงาน และสหกิจศึกษา เราบอกอาจารย์คนนั้นไปว่า เราอยากไปสหกิจศึกษา เพราะสหกิจศึกษาใช้เวลาเยอะกว่าฝึกงานปกติ สหกิจศึกษาจะใช้เวลา 4 เดือน แต่ฝึกงานใช้เวลาแค่ 2 เดือน เราคิดว่าเราอยากฝึกทักษะหาประสบการณ์นอกมหาลัยนานๆ จึงอยากลงสหกิจศึกษาเพื่อจะได้ระยะเวลาฝึกงานนานขึ้น แต่อาจารย์คนนั้นกลับมองเราด้วยสายตาดูแคลนแล้วบอกว่า "อย่างเธอน่ะ ไปสหกิจศึกษาไม่ไหวหรอก รู้ใช่มั้ยว่าสหกิจน่ะเค้าต้องเขียนรายงานเป็นเล่มส่งด้วยนะ!" อาจารย์คนนั้นคิดไปเองว่าเราเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบ เพียงแค่เพราะว่าเราวาดรูปไม่สวย เพราะวาดรูปไม่สวยถูกใจอาจารย์ เลยกลายเป็นคนไม่มีความเป็นมืออาชีพ! นั่นมันหมายถึงว่า การเรียนของเราตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่ตั้งใจทำงานส่งตามกำหนดเวลาอย่างไม่ขาดตกบกพร่องนั้น เป็นการกระทำที่เปล่าประโยชน์อย่างงั้นเหรอ!

ยิ่งหนักไปกว่านั้น ในช่วงปี 3 ปลายภาคเรียนที่ 2 ที่จะเข้าปี 4 เป็นช่วงที่ทุกคนจะต้องเตรียมทำธีสิสจบ เราซึ่งยังคิดไม่ออกเลยว่าจะทำธีสิสอะไรดี การไปปรึกษาอาจารย์คนนั้นที่เป็นอาจารย์หัวหน้าประจำสาขา แทนที่จะได้ไอเดียอะไรดีๆ กลับมา กลับกลายเป็นสายตาดูแคลนเราอย่างสมเพช เราจึงกลายเป็นเด็กหลงเคว้งคว้างจึงต้องวิ่งไปเข้าหาอาจารย์คนอื่น ที่เคยสอนเราตอนปีต้นๆ วิ่งหาคนไหน ใครก็ได้สักคน ที่ยอมรับฟังเรา สุดท้ายเราก็ไปได้ไอเดียหัวข้องานที่จะทำธีสิสจากคนอื่น ไม่ใช่คนที่เป็นอาจารย์ประจำวิชาธีสิส ที่เป็นอสูรกายดับไฟปฎิธานแห่งความหวังคนนั้น

เราเคยได้รับคำสบประมาทที่ร้ายแรงที่สุดจากอสูรกายดับความหวังคนนั้นมาว่า "อย่างเธอน่ะ จะเรียนไม่จบเอา" เรารู้สึกสิ้นหวังมากๆ มากถึงมากที่สุด จากชีวิตเด็กดีที่ถูกชื่นชมจากผู้ใหญ่มาตลอด มาเจออาจารย์คนหนึ่งที่ดูถูก ตราหน้าว่าเป็นเด็กศิลป์ชั้นเลว เพียงแค่ว่าไม่สามารถเพนส์ภาพสไตล์เรียลลิสติคแบบเกมออนไลน์ได้ ไม่สามารถวาดภาพให้ถูกใจอาจารย์คนนั้นได้ ศิลปะมันไม่ควรมีการแบ่งแยกเกรดมิใช่หรือ ศิลปะนั้นจะสวยงามแค่ไหนขึ้นอยู่กับรสนิยมของคนที่เสพไม่ใช่หรือไง เพียงแค่เราไม่ได้ถนัดวาดเรียลริสติคทำไมถึงกลายเป็นขยะไปได้ซะล่ะ?!

เคยมีคำกล่าวไว้ว่า "ฟ้าหลังฝน ย่อมสวยเสมอ" ใช่แล้ว...ถึงแม้ว่าเราเจออสูรกายดับหวังคนนั้น ทำร้ายจิตใจมาแค่ไหน อย่างน้อยชีวิตเราก็ยังโชคดีมาก ที่ยังมีคนดีๆ มากมายให้ความช่วยเหลือเราตลอด ทั้งอาจารย์พิเศษหลายๆ ท่านที่ให้คำแนะนำเทคนิคการเพนส์ แนะนำการคิดคอนเซปต์ เพื่อให้ต่อกรกับอสูรกายดับหวังตนนั้นได้ อย่างน้อยถ้าโดนเจ้าอสูรกายต่อว่าเรายังมีบุคคลอ้างอิงได้ว่า เราได้ปรับปรุงงานแล้วจากคำแนะนำจากอาจารย์หลายๆ ท่าน

ตอนที่เรารู้สึกท้อแท้ใจในชีวิต จากคำสบประมาทของอสูรกายดับหวัง ก็โชคดีมากๆ ได้เจอกับอาจารย์สุดคูลท่านหนึ่ง ที่เป็นมนุษย์สถาปิก ที่พาเราไปเจอผู้คนใหม่ๆ และคอร์สเรียนเชิงทดลองล้ำยุค ถึงสุดท้ายโครงการของอาจารย์จะไม่ได้ไปต่อ แต่จากการเจอกลุ่มคนเหล่านั้น ทำให้เราได้ไอเดียในการทำธีสิส และได้หลีกหนีอสูรกายดับหวัง ไปเจออะไรใหม่ๆ ให้ชีวิตได้ Refresh ได้บ้าง

ตอนที่เรานั่งเครียดกับปัญหาชีวิตต่างๆ ที่มารุ้มเร้าช่วงปี 4 ถึงแม้เราจะโดนเทจากเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง เราก็ได้เจอมิตรแท้จากเพื่อนสุดสวย 2 คน ที่รับฟังปัญหาและเข้าใจความรู้สึกของเรา พวกเค้าได้ช่วยสอนบทเรียนอีกอย่างหนึ่งในชีวิตให้ว่า สิ่งง่ายๆ แค่การได้อยู่กับคนที่อยู่แล้วสบายใจนี่แหละ คือความสุขของชีวิต

และก็ขอขอบคุณอาจารย์อีกหลายๆ ท่าน ที่เคยสอนเรา อาจารย์เหล่านั้นคือผู้ที่เป็นนักสอนอย่างแท้จริง นอกจากจะให้ความรู้ทางวิชาการตามระบบการศึกษาแล้ว ยังให้คำแนะนำและใส่ความตั้งใจเต็มที่ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้และเติบโตขึ้น เป็นเหล่าคนที่ีมีจิตวิญญาณของอาจารย์อย่างแท้จริงๆ เอาจริงๆ เราก็เจอคนที่มีปัญหาก็แค่อสูรกายดับฝันคนนั้นคนเดียวแหละ เหมือนเป็นแค่จุดดำเล็กๆ บนกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่ เพียงแต่จุดดำมันดูเด่นกว่าสีพื้นกระดาษมาก มันเลยมีผลต่อความรู้สึกของเรามากเป็นพิเศษก็เท่านั้น

และก็ต้องขอขอบคุณแม่จ๋าด้วย แม่เป็นหน่วยสนับสนุนอันเป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่ว่าจะกำลังใจที่มีให้ ค่าเล่าเรียนและค่าอุปกรณ์ทั้งหลายแหล่ และในยามที่ต้องทำงานส่งอาจารย์ ก็ได้แม่เป็นลูกมือช่วยเหลือ ไม่ว่าจะงานตัด งานทาสี งานช่วยประกอบ สารพัดโมเดลชานอ้อย สิ่งประดิษฐ์ปะติมากรรม แผ่นพรีเซนต์งานทั้งหลายทั้งปวง ทำให้สามารถส่งงานตามรายวิชาได้ทันกำหนดการ

ชีวิตมหาลัยกว่าจะจบมาได้ ช่างสมบุกสมบันซะจริง เข้าเรียนปี 1 มา 200 กว่าคน กว่าจะจบออกมาได้นี่เหลือแค่เพียงพอนับนิ้วมือผสมนิ้วตีน โครตอภิมหาเซอร์ไวเวิลเกม อดหลับอดนอนปั่นงาน กลายร่างเป็นซอมบี้กันทั่วหน้า อาจมีใครหลายๆ คนบอกว่า ช่วงทำงานน่ะลำบากกว่ามหาลัยเยอะนะ แต่สำหรับเรา เราว่ามันลำบากกันคนละแบบนะ ช่วงมหาลัยจะลำบากในการดันพลังชีวิตให้แรงสุดกู่ตามภาษาวัยรุ่น เปรียบเหมือนการขี่มอไซต์วิบากระยะสั้น แต่ความลำบากในวัยทำงานคือการวิ่งมาราธอนกลายทะเลทรายซาฮาร่า มันเชื่องช้ากว่า แต่แห้งแล้งและยาวนานนับอนันต์

ถือแม้ว่าวันนี้ เราจะต้องวิ่งมาราธอนกลายทะเลทรายอย่างอ้างว้างและโดดเดี่ยว แต่เมื่อได้มองย้อนกลับไปวันวาน วันที่เด็กห่วยที่ไม่รู้โลกอะไรเลยคนนี้ ได้รับการชี้แนะจนมีตัวเองในวันนี้ได้
ต้องขอขอบพระคุณผู้ที่ได้เคยให้ความช่วยเหลือเราทุกคน ทั้งอาจารย์หลายๆ ท่าน และเหล่าเพื่อนแท้ ที่ช่วยให้เรามีเราในวันนี้ได้
ขอบคุณทุกคนที่ยังเห็นคุณค่าและช่วยเหลือ "เด็กห่วย" คนนี้ตลอดมา
SHARE
Writer
Yoksin
Monster
สิ่งมีชีวิตในโหมดประหยัดพลังงานชีวิตเบอร์ 5 ที่ชอบเพลิดเพลินไปกันความคิดของตัวเอง

Comments

Infinities
1 year ago
ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งดีและไม่ดี คือสิ่งที่ทำให้เราเป็นเราในวันนี้นะคะ ยินดีด้วยกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาแล้ว วันข้างหน้าจะต้องดีแน่ค่ะ
Reply
Yoksin
1 year ago
ขอบคุณค่ะ ^ ^
Kung_Tong
1 year ago
ในดีมีเสีย ในเสียมีดี
Reply