Old jean story
คิดว่าจะลืมไปนานแล้ว แต่พอเผลอเมื่อไหร่ ก็กลับคิดถึงมันขึ้นมาทุกทีเธอเคยเขียนบทความสั้นๆถึงเขาชื่อว่า old jean แต่เพราะความคิดที่มีมากล้นในหัว เธอเลยคิดจะลองเขียนมันให้ยาวขึ้นอีกสักนิด แต่เขาคงไม่รู้หรอก เพราะเขาไม่ได้เข้ามาอ่านมัน
หรือถึงจะเข้ามา เขาก็อ่านภาษาไทยไม่ออกอยู่ดี 
แต่ถ้าหากจะบังเอิญขนาดมีคนแปลให้เขาอ่าน และเขาดันรู้ว่าเป็นเธอที่เขียนถึงเรื่องเก่าๆแล้วล่ะก็

เธอก็สงสัยเหมือนกันว่าเขาจะซึ้งจนเซฟมันเก็บไว้อ่านซ้ำ หรือว่าจะมองมันเป็นแค่เรื่องไร้สาระของผู้หญิงที่เขาลืมไปนานแล้วกันแน่





การพบเจอกันของคนสองคนเป็นเรื่องธรรมดาอย่างที่สุด
เขามาเรียนอินเตอร์ที่คณะหนึ่งในมหาลัยเดียวกับเธอ บังเอิญว่าทั้งคู่ได้ทำกิจกรรมของมหาลัยร่วมกัน-บังเอิญว่ามีวิชาที่ได้เรียนร่วมกัน 
บังเอิญว่าเขาก็รู้สึกดีๆกับเธอเช่นกัน


บังเอิญว่าเธอไม่เคยรักและหลงใคร เท่าที่รู้สึกกับเขามาก่อนเลย



ทำไมต้องเป็นคนนี้- เธอถามตัวเองหลายครั้ง
เขาก็แค่ผู้ชายธรรมดา ไม่ได้ดูหล่อเหลาอะไรสักเท่าไหร่ การเรียนก็ธรรมดา จะกีฬาหรือดนตรีก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร -เป็นผู้ชายธรรมดาที่ธรรมดาเหลือเกิน
แต่มันเหมือนกับเธอหลงทางในดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เธอชอบเวลาที่เขายิ้ม เวลาที่เขาหัวเราะ เวลาเอียงคอสงสัย แม้แต่เวลาที่เขาก้มลงกินอาหาร เธอยังชอบมากๆเลย
เป็นครั้งแรกที่เธอเข้าใจความรู้สึกหมั่นเขี้ยวใครสักคน เธออยากจะดึงแก้มเขา อยากหอม อยากนั่งฟังเสียงของเขาทั้งวัน เธอเกือบจะไปหาหมอ เพราะคิดว่าตัวเองคงเสียสติไปแล้ว



"They are amazing"
เขาบอกเธอขณะกำลังดูคอนเสิร์ตด้วยกันที่ลานกว้าง ตอนนั้นวง scrubb มาเล่นที่มหาวิทยาลัย ทั้งคู่เลยไปดูด้วยกัน
ตอนที่เขาบอกเธอ scrubb กำลังเล่นเพลง เก็บไว้ให้เธอ อยู่
เธอขมวดคิ้วมุ่นถามเขาว่าเขารู้ภาษาไทยหรือไง แล้วพ่อหนุ่มฝรั่งก็หัวฟัดหัวเหวี่ยง บอกเธอว่าดนตรีนั้นเป็นภาษาสากล ถึงจะฟังไม่ออก แต่เพลงที่ดีก็เป็นเพลงที่ดีอยู่วันยันค่ำ

"You're so into music, aren't you?"

เขาบอกเธอว่าใช่ เขาชอบดนตรีมาตั้งแต่เด็ก และถ้าเขาชอบอะไร เขาจะชอบตลอดไป-กางเกงยีนส์นี่ก็เหมือนกัน เขาใส่มาตั้งแต่มอต้นแล้ว - เขาบอกเธอขณะชี้ที่กางเกงยีนส์สีซีดของตัวเอง

หญิงสาวอยากจะถามว่า แล้วที่เขาชอบเธอในตอนนี้ เขาจะชอบตลอดไปด้วยรึเปล่า
แต่เธอก็ไม่ได้ถามมันออกไป

เพราะลึกๆแล้ว เธอรู้คำตอบดี







'เหมือนกับเธอเติบโตมากลางทุ่งลาเวนเดอร์เลยนะ'
เธอพูดลอยๆเมื่อทั้งสองนั่งเรือข้ามฟากไปที่เกาะ เขากำลังจะกลับประเทศบ้านเกิด และนี่คือการเที่ยวด้วยกันครั้งสุดท้ายของคนสองคน

"What do you mean?"

"I said it felt like you've never faced anything bad once in your lifetime."

"That's stupid."
เขาพูดสั้นๆเพียงแค่นั้น




เมื่อมาถึงที่พักและล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มๆ เสียงทุ้มต่ำจึงค่อยๆเล่าเรื่องราวในสมัยมัธยมปลายให้เธอฟัง เล่าว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเห็นเพื่อนสนิทฆ่าตัวตายต่อหน้าต่อตา

มันเกิดขึ้นเร็วมาก - เขาเล่า  เธอเป็นผู้หญิงที่โดนรังแกบ่อยๆ แต่ในเมื่อจะเรียนจบกันแล้ว เขาคิดว่าแล้วมันก็จะผ่านไปเอง แต่วันสอบเสร็จวันสุดท้าย ผู้หญิงคนนั้นก็แขวนคอตายในห้องน้ำ มีคนหลายคนเข้าไปเห็น และพยายามจะพังประตูเข้าไป แต่หล่อนล็อกประตูห้องน้ำไว้เหมือนไม่อยากให้ใครเข้ามายุ่ง กว่าที่ความช่วยเหลือจะไปถึง หล่อนก็จากไปแล้ว

"It was a scary shit seeing someone so close to you dying right before your eyes." ชายหนุ่มเล่าด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อยเหมือนคนจะร้องไห้ "I tried not to think about it. But when I'm not aware of it- it always comes back- haunted me."

เธอเอื้อมมือไปเกาะกุมมือเขาไว้เบาๆ มือใหญ่นั้นกระชับมือเธอกลับในทันที


"I'm sorry."

"It's okay."



ทั้งคู่ใช้เวลาทั้งวันในการนอนอยู่ข้างกันบนเตียง แผนการทั้งหมดที่วางไว้ถูกแทนที่ด้วยการผลัดกันเล่าเรื่องความหลังที่เลวร้ายในสมัยก่อนที่จะพบเจอกัน มือของเขายังคงกระชับมือของเธอไว้แน่น-แม้มันจะมีเหงื่อซึมออกมาโดนมือของเธอ แต่เป็นครั้งแรกที่เธอไม่รู้สึกรังเกียจเลยแม้แต่นิดเดียว ตรงกันข้าม เธออยากให้เขาเกาะกุมมือเธอไว้ตลอดไป-ไม่อยากให้ปล่อยไปเลย

"I like you so much." เธอพูดขณะก่ายขาข้างหนึ่งลงบนกางเกงยีนส์เก่าซีดของเขา "I really do like you."
หญิงสาวบอกต่อไปว่าเธอชอบเขามากถึงขนาดที่ไม่ว่าเธอจะรักทะเลขนาดไหนก็ตาม แต่เธอก็อยากใช้เวลาทั้งหมดในการนอนคุยเรื่องไร้สาระกับเขาไปเรื่อยๆ -ทะเลไม่มีความหมายอีกต่อไป ตราบใดที่มีเขาอยู่ข้างๆกัน

'I want this moment to last forever' 
เขาบอกกลับไปแบบนั้น 
เธอยิ้มแล้วบอกกลับไปว่า อย่าพูดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ดีกว่า




เธอสงสัยเหลือเกินว่าเขาจะจำเรื่องราวเหล่านั้นมาได้จนถึงวันนี้หรือเปล่า
เรื่องของเธอจะตามหลอกหลอนเขา เหมือนกับเรื่องความตายของเพื่อนสมัยเด็กมั้ยนะ

แต่อาจจะไม่...เพราะเรื่องเลวร้ายมักมีผลต่อจิตใจมากกว่า-และเธอคิดว่าคนอย่างเธอคงไม่มีอิทธิพลต่อหัวใจใครเนิ่นนานถึงขนาดนั้นหรอก



คืนนั้นเธอหยิบกีต้าร์โปร่งของอีกฝ่ายมาร้องและดีดเพลงที่แต่งขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ
เขานั่งฟังจนจบแล้วถามเธอว่า ทำไมถึงแต่งเพลงภาษาไทยให้ฝรั่งที่ฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องแบบเขา เขาด่าเธอแบบขำๆว่าเธอท่าจะเป็นบ้า


'เพราะดนตรีเป็นภาษาสากลไง'
เธอยอกย้อนด้วยรอยยิ้มสดใส
ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามอง แล้วพบว่าดวงตาสีน้ำตาลที่เธอหลงใหลนั้นเป็นประกายระยับแลดูมีความสุขไม่ต่างกันเลย



ชายหนุ่มบอกเธอว่า เขาไม่รู้หรอกว่าเธอร้องเพลงอะไรออกมา เขาฟังมันไม่ออกสักคำเดียว แต่มีสิ่งเดียวที่เขามั่นใจ


"It's a love song, isn't it?"



และนั่นคือเสียงทุ้มๆที่อ่อนโยน และยังคงตามมาอยู่ในห้วงคำนึงของเธอจนถึงทุกวันนี้
ทำให้ทุกครั้งที่เธอนึกถึงมันขึ้นมา ตอนนั้นเอง ไม่ว่าเธอกำลังจะทำอะไรอยู่ อยู่ในสถานที่ไหน หรือรู้สึกย่ำแย่ขนาดไหน


เธอก็จะมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นจนล้นแก้มทุกครั้งไป






SHARE
Written in this book
 Into the Past
in love, we're all drunk

Comments

patissiere
10 months ago
เก็บไว้ นี่แหละ เนอะ :)
Reply
Girlwearsblue
10 months ago
🙃🙂