My bad fortune
เธอเคยอ่านเรื่องทฤษฎีสะพานแขวน
เขาว่ากันว่าคนเราจะมีโอกาสรักกันได้ง่ายขึ้น เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย มันทำให้เราสับสนว่าอาการใจเต้นแรงเพราะตกใจกลัว เป็นสิ่งเดียวกับอาการเมื่อรักใครสักคน
ความรักจึงเกิดขึ้นได้ง่ายดาย...แล้วก็จบลงอย่างง่ายดายเช่นเดียวกัน

เธอจึงใจเต้นแรงทุกครั้งเมื่ออยู่กับเขา
เพราะทุกครั้งที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน-จะต้องมีเรื่องร้ายๆอะไรสักอย่างเกิดขึ้นเสมอ





ทั้งคู่เจอกันครั้งแรกตอนไปเที่ยวที่ดินแดนที่ไกลออกไป-ซึ่งเป็นสถานที่ที่ควรจะปลอดภัยมากเป็นอันดับต้นๆของโลก
แต่วันนั้นกลับมีพายุที่ไหนก็ไม่รู้เข้ามากะทันหัน ฝนตกกระหน่ำเหมือนจะไม่ได้ตกอีกแล้วในชาตินี้ กรุ๊ปของเขาและเธอจึงต้องหลบฝนเข้าไปอยู่ใต้ต้นไม้บริเวณนั้น และรออย่างไร้ความหวัง
 
พอตกกลางคืน เธอก็เริ่มหิวมากจนท้องร้อง ทุกคนในกรุ๊ปไม่มีอาหารติดตัวมา เพราะคิดจะขึ้นมาชมธรรมชาติแค่เพียงระยะสั้นๆเท่านั้น แต่ก็ไม่มีใครหิวเท่าเธอ เพราะเธอเป็นคนเดียวที่มัวแต่เดินถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ตลอดวันจนไม่ได้กินอะไรเลยสักมื้อเดียว
ตอนนั้นเองที่เขาเดินเข้ามา แล้วยื่นช็อกโกแล๊ตให้เธอหนึ่งแท่ง

"มันน่าจะช่วยรองท้องได้บ้างนะครับ" เขาบอกแบบนั้น

และเมื่อหญิงสาวสบตากับหนุ่มแปลกหน้า ก็เป็นครั้งแรกที่หัวใจส่งเสียงดังจนเธอเกือบจะต้องกระซิบขอความร่วมมือให้มันทำตัวดีๆหน่อย
แต่หัวใจไม่เคยทำตามที่เราร้องขอเลยสักครั้ง เธอรู้ดี
ใบหน้าที่อยู่ๆก็ร้อนขึ้นมาจนกลายเป็นแดงกล่ำน่าเก้อเขินนี้-ก็ด้วยเหมือนกัน




การคบหากันของคนที่ใจเต้นแรงสองคน ไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก
แต่สถานการณ์เลวร้ายรอบด้านต่างหากที่ทำให้มันยากเย็น

เธอพบว่าเธอไม่ได้คิดไปเอง ว่าทุกครั้งที่เธออยู่กับเขา ชีวิตของทั้งสองคนจะแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
เช่นอาการป่วยของแม่เธอที่กำเริบขึ้นทุกครั้งที่เขาไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล
การที่ใครสักคนถูกลดขั้นเงินเดือนอย่างไม่สมเหตุสมผล การถูกใช้ให้ทำงานหนักจากเจ้านายที่ปกติก็ไม่เคยจะใช้งานหนักเลยสักครั้ง

เธอจำได้ว่าตอนเธอจูบเขาครั้งแรกคือตอนที่เธอไปที่คอนโดของเขา
สัมผัสจากริมฝีปากของเขาไม่ได้หวาน แต่เป็นสัมผัสที่เธอชอบ-มันเป็นรสชาติของผู้ใหญ่ ถ้าพูดแบบนี้แล้วจะดูแปลกมั้ยนะ เธอบอกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันคืออะไร มันเหมือนมีรสขมๆของชาร้อนผสมกับกลิ่นควันบุหรี่-ซึ่งเธอไม่เคยชอบบุหรี่เลยสักนิดเดียว แต่น่าแปลกที่เธออยากจะรับรู้สัมผัสนั้นไปตลอดทั้งคืน-เหมือนกับว่ากาลเวลาทั้งหมดไม่มีความหมายกับเธออีกต่อไป

เธอจำจูบของเขาได้ดี

แต่สิ่งที่เธอจำได้ดีกว่านั้น คือหลังจากจูบที่ยาวนานนั้นสิ้นสุดลง เธอก็กลับบ้านไม่ได้ เพราะน้ำท่วมสูงจนทะลักเข้ามาในคอนโดของเขาในเวลาอันรวดเร็ว แถมรถไฟฟ้ายังใช้การไม่ได้กะทันหัน ทั้งคู่เลยต้องนั่งติดเกาะอยู่ด้วยกันบนเตียงหลังเล็กๆ ท่ามกลางข้าวของที่ลอยน้ำอยู่รอบๆ

"ข้าวของคุณเสียหายหมดเลย..." เธอบอกอย่างรู้สึกแย่ตามไปด้วย

"แต่อยู่แบบนี้ก็สนุกดี ทำให้ผมคิดถึงสมัยเด็กๆ คุณเคยเล่นเกมปลาฉลามขึ้นบก อะไรทำนองนี้มั้ย" เขายังคงมีแก่ใจจะคิดถึงอะไรแบบนั้นได้

"คุณนี่มองโลกในแง่ดีเสมอเลยรึเปล่า"

"ปกติก็ไม่" ชายหนุ่มหันมองหน้าเธอชัดๆหลังจากที่มองดูระดับน้ำอยู่พักใหญ่ "แต่อย่างน้อยผมก็ดีใจที่ตอนนี้ได้อยู่กับคุณนานอีกสักหน่อย"

"ฉันก็อยากอยากอยู่กับคุณนานขึ้นอีกสักนิดเหมือนกัน" เธอว่า แล้วนิ่งไปราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง และเหมือนว่าอีกฝ่ายอ่านใจได้ เขาจึงรีบพูดให้มั่นใจทันที

"เรายังมีเวลาอีกมากมายที่จะเรียนรู้กัน ผมไม่เร่งเร้าคุณหรอก"

"แต่ฉันอยากทำนะคะ"

คำพูดที่แสนตรงไปตรงมาของเธอ ทำให้คนฟังชะงัก "...."

"มีไม่กี่ครั้งหรอกใช่มั้ย ที่เราจะได้มีเซ็กส์กันกลางน้ำท่วมแบบนี้" หญิงสาวหัวเราะเล็กๆเมื่อพูดจบ "มันคงเป็นเซ็กส์ที่ตื่นตัวน่าดู"

"ก็แน่ล่ะสิ เพราะถ้าเราไม่ตื่นตัวแล้วน้ำขึ้นสูงกว่านี้ เราคงต้องตายแน่ๆ" เขายิ้ม "...แต่มันก็คงจะเป็นการตายในอุดมคติของผมเลย"

"หยุดพูดเถอะค่ะ"
ริมฝีปากสีกุหลาบประทับลงบนปากได้รูปของชายหนุ่มอีกครั้ง คราวนี้เนิ่นนานและแนบแน่นกว่าครั้งแรกมากนัก เมื่อผละออกมาเพื่อมองหน้าอีกฝ่าย ก็พบว่าดวงตาของเขาประกายระยับดูยั่วเย้าและมีเสน่ห์เหลือเกิน  "...ฉันว่าเราคุยกันมามากพอแล้วล่ะ"


จากนั้นทุกอย่างก็เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ
ตั้งแต่การผลัดกันถอดเสื้ออีกฝ่ายออก เหมือนกับได้เรียนรู้ทุกสิ่งแปลกใหม่พร้อมกันในวินาทีนั้น ทั้งการถาโถมและความอ่อนโยน การอดทนและความดึงดัน 
หยาดเหงื่อที่ไหลลงมาจากปลายคางของเขาหยดลงตรงผิวที่เนินอกของเธอ แสงจันทร์ไล้อาบร่างเปล่าเปลือยที่ไม่ได้รูปงามได้สัดส่วนถึงเพียงนั้น-แต่เธอก็มองว่ามันเป็นสิ่งที่ดึงดูดมากกว่าสิ่งใดในโลกนี้ รวมถึงเส้นผมของเขาที่เธอจับขยุ้มซ้ำๆเมื่ออีกฝ่ายชำแรกแทรกผ่านเข้ามาในร่าง 

อาจเป็นจังหวะที่เธอโอบกอดร่างของเขาไว้ หรือเป็นช่วงที่มือของเขาลูบเรือนผมเธอช้าๆอย่างปลอบโยนก็ได้ - ณ จุดเวลาใดสักแห่งระหว่างสัมผัสทั้งหมดเหล่านั้น ที่คนสองคนร้องไห้ออกมาพร้อมๆกัน-และมันเป็นน้ำตาแห่งความสุข ที่ทั้งคู่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะสามารถมีความสุขได้ถึงเพียงนั้น  
พวกเขาคิดมาเสมอว่าความสุขสุดๆเป็นเรื่องของเด็กวัยรุ่น สำหรับพวกผู้ใหญ่ ความสุขก็เป็นแค่ช่วงเวลาที่เราไม่ทุกข์ใจมากมายเท่านั้น
แต่ตอนนี้ทั้งสองรู้แล้วว่าไม่ใช่

และเมื่อความรู้เช่นนั้นบังเกิดขึ้น
ก็ไม่มีใครสนใจที่จะกังวลกับระดับน้ำในห้องที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆอีกต่อไป





หลังจากที่วันแห่งความสุขผ่านพ้นไป ทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปทำงาน

เธอถูกไล่ออกในวันนั้นเอง ด้วยเหตุผลที่ว่า มีพนักงานเก่าที่ออกไปนานอยากกลับมาทำงานใหม่อีกครั้ง และเธอยังทำงานไม่ครบโปร หัวหน้าก็เลยให้เธอไม่ผ่านโปร ด้วยเหตุผลที่ไม่เป็นธรรมอย่างที่สุด
ส่วนเขาเจอเหตุการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือถูกฟ้าผ่าระหว่างทางไปทำงาน ทำให้ต้องแอดมิดเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน


เธอวิ่งไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาลทันที แต่ญาติของเขาไม่ให้เธอเข้าเยี่ยม

"แม่ขอโทษนะ แม่ว่าพวกเธอดวงไม่ต้องกันจริงๆ" แม่ของเขาบอกเธอด้วยสีหน้าทรมานใจ "แม่เอาดวงของพวกหนูไปดูหมอมา มันเป็นดวงที่กินกันอย่างที่สุด ถ้าอยู่ด้วยกันก็ต้องมีแต่เรื่องร้ายๆ-ไม่มีทางแก้ได้ จนกว่าจะแยกจากกัน"

"ที่แย่ก็คือคนรอบตัวก็พลอยจะเจอเรื่องแย่ๆไปด้วย" ป้าของชายหนุ่มเสริมเข้ามาซ้ำอีก "ถ้าหากหนูรักเขา หนูก็อย่ามายุ่งกับเขาอีกเลยเถอะ หรืออย่างน้อยก็ควรเห็นแก่แม่ของหนูเองด้วย-ตอนนี้แม่ของหนูยิ่งอาการกำเริบอยู่ไม่ใช่เหรอ"

คำพูดขับไสไล่ส่งนั้นทำให้เธอกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ หญิงสาวพยายามหันไปสบตากับพ่อของฝ่ายชายเพื่อขอความช่วยเหลือ หากแต่สายตาของอีกฝ่ายที่มองตรงมากลับว่างเปล่า

"พ่อขอโทษนะ...ตอนแรกพ่อก็คิดว่ามันงมงาย แต่พอดูๆไปเรื่อยๆ มันชักจะไม่ใช่แค่เรื่องงมงายอีกแล้ว" ชายวัยกลางคนโค้งให้เธออย่างขอโทษจากใจจริง ก่อนพูดต่อด้วยประโยคที่ทำให้หัวใจของเธอสลายเป็นเสี่ยงๆ  "ถือว่าพ่อขอนะ อย่ามายุ่งกับเขาอีกได้มั้ย อยากได้เงินเท่าไหร่ พ่อยอมจ่ายให้ตามที่หนูต้องการ"

"หนูไม่ต้องการเงินหรอกค่ะ" เธอกัดฟันตอบกลับไปอย่างยากเย็น ทำได้เพียงมองดูคนรักเป็นครั้งสุดท้ายจากกระจกเล็กๆหน้าห้องพักผู้ป่วยเท่านั้น  "จากนี้หนูจะไม่ยุ่งกับเขาอีก"

  
แล้วหญิงสาวก็เดินออกมา
และไม่เดินกลับไปที่เดิมอีกเลย











แล้วโชคชะตาก็ผลักหมอกร้ายออกไปให้พ้นทางในท้ายที่สุด


เขาพยายามจะมาหาเธอทั้งที่บ้านและที่ทำงาน แต่ทั้งสองก็คลาดกันตลอด ไม่รู้เพราะอะไร แม้แต่ตอนที่เธอพยายามจะส่งข้อความแชทไปหาเขา อินเตอร์เน็ตก็เป็นอันต้องหลุดไปทุกครั้ง- มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เป็นก็คือ ไม่ว่าพยายามเท่าไหร่ ทั้งคู่ก็ไม่เคยติดต่อกันได้อีกเลย

หญิงสาวจึงไม่เคยรู้ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง เธอมีแฟน 1 คนต่อจากนั้น เป็นผู้ชายที่ตรงกันข้ามกับเขาอย่างสิ้นเชิง คือเป็นผู้ชายที่อยู่ด้วยแล้วมีแต่เรื่องดีๆเกิดขึ้น เธอไม่เคยเจอฝนตกเลยสักครั้งเดียวเมื่ออยู่กับผู้ชายคนนี้ อากาศแจ่มใส แม่ของเธอก็อาการดีขึ้น เธอได้งานใหม่ที่ดี และเหมือนกับว่าการที่เขาคนนี้มีเธอในชีวิต ก็พลอยเสริมให้ชีวิตของเขาดีขึ้นเช่นเดียวกัน
แม้แต่ในฝัน-ก็ยังมีแต่ดอกไม้ เด็กน้อย และเสียงหัวเราะ
ทุกอย่างราบรื่นและเป็นไปได้ด้วยดี

สิ่งเดียวที่ไม่ดีคือ ระหว่างคนสองคน ไม่เคยมีความรักอยู่ในนั้น

"เราแต่งงานกันนะ แล้วร่วมหุ้นกัน ธุรกิจต้องไปได้สวยแน่" แฟนใหม่ของเธอบอกแบบนั้น

"เธอจะแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักขนาดนั้นได้ยังไง?" หญิงสาวเตือนสติเขา

"ความรักน่ะไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรมากมายหรอก แค่เราอยู่กันได้ก็พอแล้ว" หนุ่มนักธุรกิจไม่สนใจ เขาโอบกอดเธอไว้อย่างมีความสุขเหลือเกิน  "อย่าคิดอะไรไร้สาระเลยน่า พวกเราก็โตๆพอจะรู้กันแล้วว่าเงินน่ะสำคัญกว่าความรักไร้สาระแบบนั้น"

ใช่...โลกนี้ไม่มีอะไรสำคัญกว่าเงินอีกแล้ว

เธอก็รู้ดีไม่ต่างกัน



แต่ทำไมกันนะ....







เธอเลิกกับแฟนที่นำพาโชคดีมาให้เธอในเวลาต่อมา ทุกคนด่าว่าเธอโง่ เขาพยายามง้อเธออยู่หลายครั้ง แต่เธอไม่สนใจ
สุดท้ายเขาก็ตัดใจ แล้วขอเธอว่าถ้าจะไม่แต่งงานกันจริงๆ ก็เป็นแค่หุ้นส่วนทางธุรกิจก็พอ - และเมื่อเขาอยากได้แค่หุ้นส่วน เธอก็ตอบตกลงให้โดยไม่ต้องคิดซ้ำ

เพราะเงินทองก็เป็นสิ่งที่เธอต้องการไม่ต่างกัน




หลังจากนั้นไม่นาน ในความฝันของเธอ ก็มีเรื่องร้ายๆเข้ามาประปราย
เธอมักจะฝันถึงสายฝนที่ตกกระหน่ำ ความหิวโหย เสียงฟ้าผ่า- ในความเลวร้ายที่มากมายมหาศาล ในท้ายที่สุด มักจะมีอ้อมกอดของชายคนหนึ่งโอบเอื้อมมาปลอบประโลมเธอไว้เสมอ

ความโชคร้ายได้โอบกอดเธอไว้อย่างรักใคร่
และเธอก็รักเขาเช่นกัน- เธอคิดว่าต่อให้เธอจะฝันร้ายมาเนิ่นนานเพียงใด แต่หากในท้ายที่สุด ในความฝันของเธอมีภาพของเขาผู้นั้นฉายชัดเข้ามา เธอก็จะเรียกมันว่าฝันที่ดีที่สุด

เพราะเธอคิดถึงอ้อมกอดของเขา

เพราะตอนนี้เธอคิดถึงโชคร้ายมากมายเหลือเกิน
















เมื่อเธอได้ไปเข้าวัดที่มีเครื่องรางมากมาย เธอจึงเดินเข้าไปดู

เมื่อก่อนเธอชอบซื้อเครื่องรางมาก เธอซื้อเครื่องรางแทบทุกชนิด โดยเฉพาะเครื่องรางโชคดี ครั้งที่แล้วที่เธอมาวัดนี้ เธอซื้อเครื่องรางรูปแมวสีขาว ที่เจ้าของบอกว่าเป็น 'lucky fortune'

"หาเครื่องรางอะไรคะ" คนขายถามอย่างใจดี

"เครื่องรางโชคร้ายค่ะ..." หญิงสาวตอบอ้อมแอ้ม

แน่นอนว่าโลกนี้ไม่มีเครื่องรางโชคร้ายขาย สุดท้ายเธอจึงตัดใจแล้วเดินออกมาจากร้านค้านั้น แล้วเดินไปหยุดยืนอยู่ที่หน้ารูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ แล้วอธิษฐานจริงจังกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา



"ขอให้ได้เจอโชคร้ายอีกสักครั้ง"
เธอขอพรพึมพำอยู่นานแสนนาน...เธอภาวนาขอให้เขาพร้อมจะโอบกอดเรื่องเลวร้ายอีกครั้ง พอๆกับที่เขาอยากจะโอบกอดร่างกายและจิตวิญญาณของเธอ

ครั้งนี้ถ้าเจออีก เธอจะคว้าพาเขาไปในที่ที่ไกลแสนไกล ไม่ให้คนอื่นต้องมาเดือดร้อนด้วย ไปอยู่ในที่ที่มีแค่คนสองคน จะน้ำท่วม จะฟ้าร้องฟ้าผ่า ก็ขอให้ผ่าลงมาที่เขาและเธอเพียงสองคน

แล้วครั้งนี้ เธอจะไม่มีวันปล่อยให้สิ่งเลวร้ายหลุดมือไปเป็นครั้งที่สอง


เธอสัญญากับตัวเอง









SHARE
Written in this book
 Into the Past
in love, we're all drunk

Comments

Bluebaby
8 months ago
ฮือ ก็มันรักนี่เนอะ 💙
Reply
KubinoYoko
8 months ago
ฮือ โอย
Reply