FIANCEE [PART 7]
นายองปล่อยให้เจี๋ยโฉวงที่เก้ ๆ กัง ๆ ถือสายจูงบังเหียนของฮารุ ส่วนเธอก็จูงมือเด็กน้อยเดินวิ่งเล่นที่สนามหญ้า เจ้าม้าฮารุก็แสนจะขี้แกล้ง มันเย้าหยอกคนจูงด้วยการเอาหัวไปชนหรือไม่ก็พ่นลมออกจากจมูกให้ตกใจเล่นก็เท่านั้น



“เย้ย !”



เจี๋ยโฉวงส่งเสียงร้องขึ้นมาเมื่อฮารุเป่าลมใส่ผมของเจ้าตัว อาชาตัวดังกล่าวหัวเราะฮี่ฮี่ตามภาษาม้าอย่างนึกสนุกสนาน นายองกับฮยอนอาก็เผลอหัวเราะตามไปด้วย



“ฮารุ หยุดแกล้งได้แล้วหน่า”



นายองพูดปนขำไปด้วยพร้อมกับเดินมาลูบที่ลำคอยาวของมัน อาชาแกร่งแสดงท่าทางชอบใจใหญ่ที่เหมือนได้รับคำชมจากเจ้าของ เจี๋ยโฉวงก็มองคนสูงกว่าอย่างนึกเจ็บใจ นายองดูมีความสุขกับเรื่องอะไรแบบนี้ตลอดเลย อย่างเช่น เธอเล่นบอลลิ่งได้ห่วยแบบชนิดที่ไปช่วยล้างท่อกับอาการระแวงเจ้าม้าที่มันเดินชนเธอแทบตลอดการเดินมา



“ช่าย ๆ ฮายุหยุดแกล้งคูมอาเจี๋ยด้ายแย้ว”



เด็กน้อยพูดตามผู้ใหญ่พร้อมทำหน้ามุ่ยที่ไม่มีความน่ากลัวสักนิดเลย มีแต่คนจูงม้าจะเอ็นดูเด็กน้อยมากขึ้นและมากขึ้นจนอยากได้เป็นลูกตัวเอง





เสียงเดินดังกรับ ๆ ของอาชาเดินมารี่เรื่อยจนถึงที่พักของมัน ฮารุเอาหัวมาชนกับเจี๋ยโฉวงเบา ๆ เหมือนเป็นการขอบคุณ การจะเปลี่ยนคนจูงเป็นนายองแทน มือเรียวคุมสายบังเหียนเอาไว้แล้วค่อย ๆ ลากมันเข้าคอกดังเดิม เจี๋ยโฉวงรู้สึกอุ่นใจขึ้นเมื่ออยู่ห่างจากมันอยู่ในรัศมีอันปลอดภัยของเธอแล้ว คนงานเข็นก้อนฟางสี่เหลี่ยมเข้ามาในคอกก่อนจะหยิบส้อมขนาดใหญ่คล้ายตรีศูลจิ้มก้อนฟางสี่เหลี่ยมทำหน้าที่ของเขาไป ส่วนเราสามคนก็เดินออกหาผู้ปกครองของฮยอนอา




สายตานายองกวาดไปรอบ ๆ ก็ไม่เจอพวกเขาจึงคิดว่าน่าจะอยู่ในครัวที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่นี่ เธอกับอีกสองคนจึงเดินทางไปยังที่ดังเกล่าวและก็พบเจอกับผู้ปกครองของเด็กน้อยที่กำลังนั่งทำอาหารว่างอยู่ ซีนโรแมนติคบ้านไร่ในละครแวบเข้ามาในหัวของเธอ เธอความรักในความสมบูรณ์แบบของครอบครัวนี้มาก ๆ ความอบอุ่นของคนสองคนแผ่ซ่านมาถึงคนรอบข้างจนเธอเผลอยิ้มตามไปด้วย



“ข้าวกลางวันเสร็จพอดีเลย งั้นพวกเรามาทานด้วยกันนะคะ”



ซอฮยอนพูดขึ้น จากนั้นก็จูงมือลูกสาวตัวน้อยแล้วอุ้มมานั่งบนเก้าอี้และหยิบผ้าเช็ดปากมาวางไว้บนหน้าตัก ซอฮยอนทิ้งตัวลงกับเก้าอี้ประกบข้าง ๆ ลูกสาวไม่ห่าง



“รออะไรกันล่ะ มานั่งกันสิ”



ยุนอาที่นั่งหัวโต๊ะเอ่ยมองสองคนที่ยื่นทื่ออยู่ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่เชิงว่าจะดุ



“น้องแค่คิดว่าพวกเราควรล้างมือกันก่อนค่ะ มาล้างมือก่อนนะคะฮยอนอา”



“ฮึบ”



ฮยอนตัวน้อยเดินตามคุณอาอย่างว่าง่าย นายองอุ้มหลานสาวขึ้นมาเพราะส่วนสูงของเจ้าหญิงตัวจ้อยนั้นไม่ถึงอ่างล้างจานแน่ ๆ มือป้อมน้อย ๆ ถูสบู่เข้ากับฝ่ามือไปมาและต่อเนื่องละเอียดทุกซอกทุกมุม จากนั้นคนเป็นอาก็ช่วยเปิดก๊อกน้ำให้สายน้ำชะโลมสบู่ให้หายไป นายองหยิบผ้าขนหนูข้างตัวมาเช็ดที่มือป้อมและค่อยอุ้มมานั่งที่เก้าอี้ดังเดิม






กลิ่นสมุนไพรที่มาจากสบู่ล้างมือยังคงติดอยู่เมื่อตอนที่เจี๋ยโฉวงหยิบผ้ามาเช็ดปาก จนถึงตอนนี้มันก็ยังติดอยู่ แต่หน้าเสียดายที่น้ำยาล้างจานกลับกลบกลิ่นให้หายไปจนเกือบหมด จนเธอต้องดมที่มือตัวเองอยู่หลายครั้งเพราะกลิ่นมันเริ่มจางลงช้า ๆ เธอหันซ้ายขวาหาคนที่คุ้นเคยแต่กลับหาไม่เจอ จนได้ยินเสียงเจื้อแจ้วของเด็กน้อยดังมาจากอีกห้องหนึ่ง ขาเรียวปกคลุมด้วยผ้ายีนส์จึงเดินตามหาเสียงนั้นอย่างไม่ลังเล



“คูมอาคะ หนูอยากกินอันนี้”



ฮยอนอาตัวน้อยดึงแขนนายองด้วยมือจุ๋มจิ๋มน่ารักคู่นั้น แล้วยังกระโดดดึ๋งชี้สตรอเบอร์รี่ที่อยู่ในถ้วย คุณอาได้ยินดังนั้นจึงวางแก้วน้ำแอปเปิ้ลลง



“งั้นไปนั่งกินตรงโซฟากันนะคะ”



เธอยอมรับเลยว่าแขนของนายองยาวมาก เพียงย่อตัวนิดเดียวฝ่ามือก็ประกบกับผมนุ่มของเจ้าตัวน้อยพอดี เมื่อนายองหยิบถ้วยสตรอเบอร์รี่มาแล้ว สองคนอาหลานก็พากันมานั่งที่โซฟา



“นั่งตักอาไหมคะ ?”



น้ำเสียงอ่อนโยนของนายองถามขึ้น



“นั่งค่าาา”



เมื่อนายองนั่งลง ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงรายการโทรทัศน์มาจากหน้าโซฟา เจี๋ยโฉวงจึงค่อยเดินตามมาทีหลัง คนอาตัวโตโอบหลานตัวน้อยไว้กับตัวไม่ห่าง ทั้งยังเอาหน้ากลมไปแนบกับเด็กน้อยอย่างหยอกเย้า ฮยอนอาก็หัวเราะเอิ้กอ้ากเพราะจั๊กจี้ มืออีกข้างของนายองก็จับถ้วยเอาไว้แน่นไม่หลุดมือ



“ทำอะไรกันอยู่คะ ?”



เธอถามขึ้นเพื่อดึงความสนใจจากคนทั้งสอง ซึ่งก็เป็นไปตามคาด สองอาหลานละความสนใจจากโทรทัศน์มาที่เจี๋ยโฉวง เมื่อเธอได้สิ่งที่หวังแล้วก็นั่งลงที่โซฟาข้างกันกับนายอง สีหน้าคู่หมั้นเธอดูจะไม่พอใจเท่าไหร่นะ



“กินอันนี้อยู่ค่าาา”



เด็กน้อยชี้ถ้วยสตรอเบอร์รี่ ถึงจะรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ก็พยักหน้าเออออตามเด็กน้อยไปด้วย



“อาขอกินด้วยได้ไหมคะ ?”



“ได้ค่าาา”



ฮยอนยิ้มแล้วหยิบผลไม้รสหวานมาให้คุณอาแบบไม่นึงหวงแหน ผิดกับอาที่ดูจะแยกเขี้ยวใส่เธอยังอย่างงั้น



“ป้อนหน่อยค่ะ”



เจี๋ยโฉวงอ้าปากรอทันทีที่พูดจบ ปลายลิ้นลิ้มรสหวานของผลไม้เต็มปากเต็มคำ เธอหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข มือเธอก็อดไม่ได้ที่จะหยิกแก้มด้วยความหมั่นเขี้ยวหลังจากพยายามอดทนมานาน แต่ก็ไม่ได้หยิกแรงจนร้องไห้โฮ



“นี่คุณ ! เดี๋ยวหลานก็เจ็บหรอก”



นายองตีมือเธอและดุเบา ๆ ทั้งยังลูบแก้มฝั่งที่โดนหยิกของเจ้าตัวจ้อยอย่างหวงห่วง



“งื้อออ ไม่เจ็บค่าา”



เด็กน้อยตอบกลับมาด้วยความกลัวว่าคุณจะเป็นห่วง เธอเข้าใจแล้วว่านายองไม่ได้เพียงแค่เอ็นดูหลานตัวเล็ก แต่ยังเป็นห่วงและหวงหลานมาก ๆ หรือจะไม่พอใจที่หลานแบ่งความรักมาให้ตนกันนะ เธอเองก็ยังไม่หยุดวอแวหลานสาวตัวเล็กจนนายองเริ่มรำคาญ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากกอดร่างจิ้มลิ้มเอาไว้ แล้วเอาคางมาเกยที่หัวกลม ๆ ของเจ้าหญิงน้อยเอาไว้






ตื๊ดดดดดดー▪ ตื๊ดดดดดดー▪

เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงดังขึ้นขัดจังหวะการยั่วโมโหนายอง เธอยอมหยิบมันขึ้นมาดู ก่อนจะเห็นว่ามันเป็นเบอร์แปลกที่ไม่คุ้นเคยจึงกดวางสาย แต่ไม่นานมันก็ดังขึ้นอีกครั้งและเป็นตัวเลขชุดเดียวกับเมื่อกี๊ เธอจึงยอมรับมันและผละออกจากทั้งคู่



“ฮัลโหล ใครคะ ?”



[เราเองอึนอู]


ยิ่งรู้ว่าคนที่โทรมาเป็นใครเธอยิ่งปลีกตัวออกจากอาหลานทั้งสองและลุกออกมายืนคุยโทรศัพท์ที่ริมหน้าต่าง



“.....รู้เบอร์เราได้ยังไง ? แล้วโทรมาทีธุระอะไร”



[ทำไมถึงไม่ตอบข้อความเรา ?]



น้ำเสียงไม่พอใจของอึนอูมันทำให้เจี๋ยโฉวงอยากจะตัดสายทิ้งให้รู้ไปเสีย



“มีเหตุผลอะไรที่เราต้องตอบอีกอะ”



เธอจิปากดัง ๆ ให้ปลายสายได้ยิน ให้ปลายสายได้รู้ว่าเธอรำคาญพฤติกรรมของอีกฝ่ายมานานแค่ไหนแล้ว



[ทีตอนยังไม่ได้กันยังไม่เป็นแบบนี้เลยนะ พอได้กันแล้วเธอทำแบบนี้หรอวะ]


“แล้วทำไมอะ ก็รู้หนิว่าแค่เอา ทำไมต้องทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของด้วยวะ ทั้งที่ไม่ได้เป็นอะไรกันเลย”



เธอพูดหยาบคายเกินไปจนต้องหันหลังขวับดูว่าฮยอนอาน้อยจะเผลอได้ยินเข้า อาจจะไม่ได้โดนแค่สายตาดุจากนายอง บางทีเธออาจจะโดนถ้วยสตรอเบอร์รี่ฟาดหัวก็เป็นได้ แต่เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนสนใจกับจอสี่เหลี่ยมจึงหันมารำคาญปลายสายต่อ



[เธอเองก็รู้ป้ะว่าเราเป็นดาราอะ ถ้ามีคนรู้ว่าเรากับเธอเป็นอะไรกัน แล้วคนจะมองเรายังไงอะ]


“ทำไมอะ นอนกับเราแล้วมันทำไม เพราะเรามันเจ้าชู้ ? เพราะเรามันมั่วกับใครไปทั่ว ? เพราะเรามันเห็นแก่ตัว ?”



[เจี๋ยคือเรา----]



เจี๋ยโฉวงเบื่อที่จะฟังคำพูดของคนเห็นแก่ตัว ทั้งที่เราทั้งสองต่างไร้สถานะกัน แต่อึนอูก็มักจะหยิบยื่นสถานะการคบกันแบบแอบ ๆ ให้เธออยู่เสมอ ทั้งที่เธอไม่ได้ต้องการมันเลย เบื่อที่ต้องคุยกันคนที่ไม่รู้จักความสัมพันธ์ one night stan และยังจะยัดเยียดความเป็นเจ้าของกับเธอ ปลายนิ้วกดปุ่มตัดสายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย แล้วพาตัวเองมาสู่ความสุขกายสบายใจ ซึ่งก็คือเด็กน้อยยิ้มจนแก้มแตกพร้อมกับเสียงหัวเราะเอิ้กอ้ากที่โดนคุณอาหมั่นเขี้ยวจัดจนฟัดแก้มเด็กน้อย รอยยิ้มของคนทั้งสองช่วยทำให้ใจเธอชุ่มชื้นขึ้นมาโดยปาฏิหารย์



แต่ทำไมกันนะ….เมื่อเธอนั่งลงบนโซฟานุ่ม รอยยิ้มของอิมนายองถึงได้ยุบฮวบไปเหมือนกับฟูกของโซฟา


หลังจากได้ใช้วันหยุดพักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว พวกเราจึงพากันนั่งรถกลับ แต่ขากลับเธอต้องเป็นคนไปส่งเจี๋ยโฉวงด้วยตัวเองตามที่คนเป็นพี่สั่งเอาไว้ โดยอ้างว่าเป็นชวนพามาก็ต้องเป็นคนพากลับ



“ดีจังเลยที่ฉันไม่ต้องกลับเอง”



“อืม”



เจี๋ยโฉวงประตูอีกฝั่งของคนขับและนั่งลงไปเลยหลังจากนายองเพิ่งกดปุ่มปลดล็อคไม่ถึงเสี้ยววินาที นายองมองคนตรงข้ามค้างเอาไว้ จากนั้นก็เปิดประตูฝั่งคนขับแล้วนั่งรถของตัวเอง จุดหมายปลายทางมันไม่ไกลถึงขั้นนั่งนอนหลับ แต่ก็ไม่ใกล้จนแค่พริบตาเดียวถึง



“อื้อออ เมื่อยตัวชะมัด แต่ก็สนุกดีนะ”



คนข้าง ๆ นั่งยืดและบิดตัวจนได้ยินเสียงกระดูกดังกร๊อบแกร๊บ



“อืม”



เธอขานรับแบบเดิมและโฟกัสกับภาพตรงหน้าซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างรีบด่วน แต่ก็ไม่รีบร้อน ทั้งเธอและเจี๋ยโฉวงจะได้กลับไปพักผ่อนเสียที



“วันนี้คุณก็ดูสนุกด้วย”



เธอยอมรับว่าวันนี้ในวันที่มีความสุขที่สุดที่สุดในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่บรรยากาศในตอนนี้กลับทำเธอรู้สึกหม่นไปเสียหมด ไม่รู้เพราะอะไร แค่รู้สึกว่าไม่มีเรื่องอะไรจะต้องคุยกับอีกคน






บรรยากาศที่อึกครึมยิ่งกว่าเมฆฝนกระจายไปทั่วรถโดยที่เจี๋ยโฉวงไม่รู้เหตุผลนั้น นายองเป็นแบบนั้นตั้งแต่ยุนอาใช้ให้ขับรถไปส่งเธอแล้ว นายองจอดรถเมื่อถึงทางแยกและมีสัญญาณไฟจราจรเป็นตัวเลข 420 สีแดงส่องสะท้อนออกมา ตัวเลขที่ถอยลงเรื่อย ๆ นั้นมันเร็วไม่ได้ดั้งใจเธอเสียเลย



“ฉันชอบฮยอนอานะ”



เธอพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการหาเรื่องคุยกับอีกฝ่าย เรื่องที่คิดว่าน่าจะเชื่อมคนสองคนในบรรยากาศอึดอัดได้ ถึงจะไม่รู้ถึงสาเหตุของความอึดอัดนี้ก็เถอะ



“อืม ดูหน้าคุณก็รู้”



สำหรับนายองแล้วรอยยิ้มที่เจี๋ยโฉวงส่งมาให้เด็กน้อยช่างสดใสและอ่อนโยน ไม่เหมือนรอยยิ้มที่ยียวนกวนประสาทหรือเจ้าเล่ห์เพทุบาย นายองเองก็เป็นแบบนั้นเมื่อได้เห็นหน้าจิ้มลิ้มของหลานสาวผู้เป็นที่รักยิ่ง



“แกอายุเท่าไหร่หรอ ?”



“ปีนี้จะหกขวบ”



“....”



“....”



“จะว่าไปคุณก็ไม่เคยมาคอนโดฉันเลยหนิ”



“อืม”



นายองยังคงถามคำตอบคำเหมือนเดิม แบบที่ไม่ต่อบทสนทนาต่อ เธอไม่เข้าใจถึงความอึดอันนี้เลย นายองตึงหน้าใส่เธอหรือเธอคิดไปเอง







อีกเหตุผลหนึ่งในการกระทำครั้งนี้ของเธอก็คือคราวที่แล้วเจี๋ยโฉวงมาส่งเธอ คราวนีจึงผลัดกันให้เธอเป็นฝ่ายขับไปส่งบ้าง แต่เหตุผลนี้เธอพึ่งจะนึกขึ้นได้เมื่อเจี๋ยโฉวงชวนเธอคุยระหว่างรอไฟเขียวกันอยู่



รถยนต์หยุดขับเคลื่อนลงเมื่อได้ถึงที่หมายแล้ว แต่เจี๋ยโฉวงยังไม่ลุกขึ้นโดยทันทีทันใด นายองเองก็ไม่ได้เอ่ยปากไล่หรือขับไส



“คุณเป็นอะไร ? ตั้งแต่เมื่อเย็นแล้ว”



“เปล่าหนิ”



“คุณตึงหน้าใส่ฉัน”



“ก็ปกติ”



นายองยังคงจับพวงมาลัยแล้วเอาเล็บขูดมันไปมาทั้งที่ตัวเองก็ดับเครื่องยนต์แล้ว



“ไม่จริงอะ คุณตึงหน้าใส่”



“ก็บอกว่าไม่ใช่ไง !”



นายองยังคงยืนยันคำเดิม แต่ใส่อารมณ์มากกว่าเก่า ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต้องขึ้นเสียงกันเลย



“หรือเพราะอึนอู ? ฉันกับอึนอูเราก็แค่ความสัมพันธ์ฉาบฉวย”


ถ้าเธอคิดเข้าข้างตัวเองสักหน่อยก็จะคิดว่านายองกำลังหึงเธออยู่ หึงเธอเรื่องอึนอู



“ไม่ใช่อึนอูหรือใครทั้งนั้นแหละ !! คุณออกไปได้แล้ว”



นายองออกปากไล่ตะเพิดเธอแบบนี้จะไม่ให้นึกว่าไม่โกรธได้ยังไง เจี๋ยโฉวงยังคงนั่งกอดอกนิ่งไม่ไหวติงใด ๆ



“ฉันจะไม่ออกจนกว่าคุณจะบอกว่าคุณเป็นอะไร”



“นี่ ! ฉันไม่ว่างมานั่งเล่นสงครามประสาทกับคุณนะ !!”



มือเรียวละออกจากพวงมาลัยอย่างเหลืออดกับท่าทีที่เหมือนเด็กน้อยเอาแต่ใจของอีกฝ่าย



“เนี่ยเห็นไหม ! คุณไม่พอใจฉัน แต่ไม่บอกว่าไม่พอใจเรื่องอะไร”



“ก็บอกว่าไม่มีไง !”



“แล้วจะขึ้นเสียงทำไมเล่า !!”



นี่คงเป็นครั้งแรกที่เราขึ้นเสียงใส่กัน โดยที่ไม่รู้สาเหตุของเรื่องที่แน่ชัดด้วยซ้ำ การที่นายองนิ่งมันทำให้เธอเองก็นิ่งตามและทำตัวไม่ถูก ในเวลานี้ต่างคนต่างเดือด เราคงคุยกันดี ๆ ไม่ได้แน่ ๆ





ตี๊ดดดดー▪ ตี๊ดดดดดー▪


สายตาเรามองไปทางเดียวกัน เสียงโทรศัพท์ของนายองที่วางเอาไว้ตรงที่วางขวดน้ำสั่นขึ้น มือเรียวหยิบมันขึ้นมาดูชื่อก่อนจะกดรับแบบไม่ลังเล



“สวัสดีค่ะ อิมนายองค่ะ ไม่ทราบว่าพี่มีธุระอะไรคะ ?”



นายองขานรับ



[นายอง มาหาพี่หน่อยสิ]



ในรถมันเงียบมากจนเธอได้ยินทุกประโยคที่ปลายสายพูดออกมา ถ้าเงี่ยหูฟังดี ๆ อะนะ



“ที่เดิมหรอคะ ?”



[อื้ม]


นายองหยิบข้อมือของเธอมาเพื่อดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ เธอถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะกลับมาพูดกับปลายสายต่อ



“ไว้เดี๋ยวฉันไปหานะคะ”



จากนั้นนายองก็กดวางสายแล้ววางโทรศัพท์ไว้ที่เดิม



“ดึกป่านนี้แล้วยังจะไปอีก”



เจี๋ยโฉวงไม่ชอบแบบนี้เลย เรายังคุยกันไม่รู้เรื่องแล้วโดนตัดบทกันแบบนี้ เวลาก็สองทุ่มกว่าแล้วด้วย



“คุณขึ้นห้องคุณไปได้แล้ว”



นายองเอ่ยเสียงเรียบและตัดบทอย่างไร้เยื่อใย



“ทำไม---”



“ฉันมีธุระต้องทำ คุณเองก็ต้องพักผ่อน ฉะนั้นออกไปเถอะ”



นายองเอ่ยออกมาขนาดนี้แล้ว เจี๋ยโฉวงสูดลมหายใจเข้าก่อนจะถอนออกมาแล้วเปิดประตูออกไป โครงหน้าสวยเหลียวหลังมาดูเล็กน้อย ก่อนจะเดินจากไป ตอนนี้เหลือแต่เพียงนายองคนเดียวกับสมาร์ทโฟนอีกหนึ่งเครื่อง นำพาเธอไปหาคนที่นัดเอาไว้






เจี๋ยโฉวงทิ้งตัวลงกับเตียงนุ่มอย่างอ่อนล้า อาจเป็นเพราะวันนี้เธอตากแดดบ่อยที่สุดในรอบหลาย ๆ ปีก็ว่าได้ เธอเหยียดกายขึ้นมาจากเตียงเพื่อมาหาอะไรกิน แต่ก็หยุดชะงักเมื่อนึกถึงเพื่อนข้างห้องที่ทำอาหารอร่อยกว่าเธอเป็นหลายเท่า



ก๊อกー▪  ก๊อกー▪


“เฉิงเสี่ยว อยู่ไหม ?”



เธอเคาะประตูเรียกอีกคน สักพักก็มีคนมาเปิดประตู ซึ่งไม่ใช่คนที่เธอเรียกเมื่อกี๊ กลับเป็นคนที่เธอเคยเจอเมื่อตอนไปกินติ่มซำกับคู่หมั้นแล้วบังเอิญเจอกัน



“เอ่อ….”



เจี๋ยโฉวงอึ้งกิมกี่ไม่รู้จะพูดอะไรกับคนตรงหน้า ในระหว่างช่วงสับสนและมึนงงนั้น เฉิงเสี่ยวก็โผล่มาช่วยชีวิตเธอจากด้านหลังของอีกฝ่าย



“อ้าว เจี๋ยโฉวง มีอะไรหรอ ? กินข้าวด้วยกันไหม ?”



จริง ๆ เธอก็มาเพราะเหตุผลนี้แหละ ถ้าเป็นวันอื่น ๆ คงตอบได้แบบหน้าด้าน ๆ แต่วันนี้เฉิงเสี่ยวมีแขก เธอจึงต้องสื่อสารออกมาทางสายตาแทน ดูเหมือนเพื่อนสาวจะเข้าใจมันนะ เฉิงเสี่ยวดึงแขนเธอเข้ามาโดยผ่านหน้าอึนซอผู้นั้นไป เธอคงไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมว่าอึนซอส่งสายตาเคียดแค้นเธออยู่ แต่ตอนนี้เธอไม่สนแล้ว เพราะกลิ่นหอมอันเย้ายวนใจของอาหารที่เพื่อนสาวทำมันดึงเธอมาอยู่ในวังวนอีกแรง






นายองเดินเข้ามาถึงที่นัดหมายเร็วกว่าเวลาที่คาดการไว้ เธอเกลียดสถานที่อโคจรและสุ่มเสี่ยงแบบนี้ แต่ช่วงนี้ปลายสายคนนั้นชอบมาที่นี่บ่อย ๆ เสียนี่สิ มันทำให้เธอหนักใจเอามาก ๆ เธอก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากอยู่ดูแลอีกฝ่ายไม่ให้ทำอะไรเกินลิมิตและพาส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัย เธอเดินมาเรื่อย ๆ จนถึงเคาท์เตอร์บาร์ที่นั่งที่อีกฝ่ายนั่งประจำ



“พี่ไอรีนคะ”



เบไอรีนหันมาตามเสียงเรียก โครงหน้าสวยของรุ่นพี่ช่างดึงดูดตาใครหลาย ๆ คนในผับ แก้มเนียนใสตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำแบบตำลึง ไม่ใช่เพราะแสงไฟหรือเพราะเก้อเขิน แต่เป็นเพราะกำลังเมาได้กรึ่ม ๆ แล้วต่างหาก



“มาแล้วหรอ”



ไอรีนยิ้มจนแก้มปิดตาทั้งสอง นายองรู้ดีว่าที่อีกฝ่ายโทรมาหาเธอมันต้องไม่ใช่เรื่องดี ๆ แน่ ไหนจะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่ใช่นิสัยของรุ่นพี่อีก ไอรีนไม่ใช่คนชอบดื่มเหมือนกับเธอ จึงทำให้เราทั้งคู่นั้นเป็นพวกคออ่อน



“ช่วงนี้มาดื่มบ่อยนะคะ ทะเลาะกันอีกแล้วหรอคะ ?”



ความจริงนายองไม่จำเป็นต้องถามก็รู้คำตอบอยู่แล้ว ไอรีนสื่อสารมันออกมาจากพฤติกรรมไปหมดแล้ว เธอทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้และส่งสัญญาณบอกบาร์เทนเดอร์ว่ายังไม่พร้อมจะดื่มตอนนี้



“ตั้งแต่คราวนั้นก็ยังไม่ได้เคลียร์กันเลย”



ไอรีนกุมหัวตัวเองแล้วคนแก้วเล่นด้วยสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม



“ฉันว่าพี่ทั้งสองคนควรคุยกันนะคะ”



“มันก็ควรจะเป็นแบบนั้นถ้าซึลกิไม่จงใจหลบหน้าฉันตลอดเวลา”



ปัญหาของสามีภรรยาเป็นเรื่องที่คนนอกแบบเธอไม่ควรจะยุ่งเลย ถ้าไม่ติดที่ว่าไอรีนโทรมาหาเธอทุกคืนที่มาดื่ม และเธอคิดว่ารุ่นพี่ของเธอคงต้องการใครสักคนมารับฟังจริง ๆ ไม่งั้นคงไม่ให้เธอบึ่งมาในที่นี้



“เขานอนแยกห้องกับพี่มาหลายคืนแล้ว พอเช้ามาก็ไปทำงาน ตกเย็นก็ไปดื่ม กว่าจะกลับมาก็ปาไปเที่ยงคืน บางครั้งก็ไปนอนที่บริษัทหรือไม่ก็ค้างคืนที่กับรุ่นน้องไม่กลับบ้านมาเลย”



“งั้นหรอคะ ?”



“อืม”



คำตอบคำเดียวของไอรีน ทำให้เธอจนปัญญาที่จะต่อบทสนทนาต่อปัญหาเดิม ๆ เธอก็ทำได้แค่มาหาและมาอยู่กับไอรีนในยามที่จิตใจห่อเหี่ยวแบบนี้ก็เท่านั้น



“หวังว่าจะหาโอกาสคุยกันสักทีนะคะ”



เธอตอบไอรีนได้แค่นี้จริง ๆ ที่เหลือก็คงเป็นเรื่องของคนสองคนแล้ว เธอก็ทำได้แค่เป็นที่พักพิงและพึ่งพาให้ก็เท่านั้น



“อืม ก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น”



แม้แต่ตอนเหนื่อยล้า ไอรีนก็ยังดูสง่างาม ไม่แปลกใจที่ใคร ๆ ต่างหลงรักในเสน่ห์ของเธอ เป็นคนเย็นชาและเย่อหยิ่งแบบที่อยากเข้าหาเรื่อย ๆ เรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์และเพรียบพร้อมทั้งหน้าตา นิสัย ฐานะและสติปัญญา



“นายอง”



“คะ ?”



“เป็นไปได้ไหมที่ซึลกิ…จะมีคนอื่น ?”



“ทำไมเธอถึงไล่อึนซอไปแบบนั้นล่ะ ?”



เธอแอบหยิบนมสดในตู้เย็นของเพื่อนชาวจีนโดยไม่ขออนุญาต ซึ่งเฉิงเสี่ยวก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะทำแบบนี้เป็นประจำอยู่แล้ว เธอขอเป็นคนเห็นแก่ตัวที่ไม่ล้างจานให้เจ้าบ้าน ใจเธอกลัวว่ากลิ่นสมุนไพรจากสบู่ก้อนนั้นมันจะหายไปอีก ทั้งที่ความจริงมันก็เหลือเพียงแค่สรรพคุณในการคุ้มกันเชื้อโรค



“ก็ไม่ได้ไล่สักหน่อย”



อาเฉิงปฏิเสธเสียงแข็ง ถูกจะดูเป็นการบอกไล่แบบอ้อม ๆ ก็เถอะ



“แบบนั้นก็ดูเป็นการไล่อยู่ดีแหละ”



เหมือนเธอมาเป็นก้างขวางคอของคนสองคนนี้ เธอเองก็อยากจะบอกขอโทษในความหิวโหยของเธอเหมือนกัน



“ก็มันดึกแล้ว ฉันไม่อยากให้เขากลับดึก”



อีกฝ่ายสอดตัวเข้ามาหลังจากล้างจานเสร็จเรียบร้อย แต่มือยังเปียก ๆ อยู่เลย



“สรุปคือเป็นห่วง ?”



รอยยิ้มยียวนวาดขึ้นบนใบหน้าของเจี๋ยโฉวง เธอพยายามแกล้งให้เฉิงเสี่ยวพูดว่าเป็นห่วงอึนซอออกจากปากของเจ้าตัวจริง ๆ เธอถึงระหว่างเราจะเป็นคู่นอนกัน แต่ความเป็นจริงเธอค่อนข้างจะสนับสนุนในเรื่องชีวิตคู่ของเพื่อนด้วยซ้ำ



“ถามเซ้าซี้หน่า ออกไปได้แล้ว”



เฉิงเสี่ยวลุกลากฉุดกระชากลากถูไล่ตะเพิดเพื่อนออกจากห้องกลบเกลี่ยนท่าทีที่เขินจนไปเอาไว้ไม่มิด เธอเองก็ขืนตัวไม่ให้แรงผลักที่อีกฝ่ายส่งมาชนะเธอได้โดยการเอามือเกาะกับขอบประตูเอาไว้



“เฮ้ ! เดี๋ยวสิ !”



มือชื้นพยายามผลักไสไล่ส่งเธออย่างเต็มที่ เธอชอบที่จะแกล้งให้เฉิงเสี่ยวเขิน เป็นความสะใจบางอย่างที่พิลึกดี 



 ถ้าไม่ติดเรื่องเรื่องบนเตียง เราก็แค่เพื่อนที่สนิทกันธรรมดาคู่หนึ่ง








พูดคุย : ข่าวคราวเงียบหายไปหนึ่งสองเดือน กลับมาแร้วเจ้าค่ะะะะ ไม่รู้ว่าจะมีคนรออ่านอยู่ใหม่555 ช่วงเวลาที่หายไปนี้ก็เจอมรสุมที่เรียกว่าเปิดเทอม+สอบกลางภาคโหมกระหน่ำพัดแรงจนตัวปลิว แต่ก็ผ่านมันมาจนสามารถอัพฟิคได้ เย่ 😂😂😂 ส่วนเรื่องนามินกี้ AU detroit : become human ในเว็บ dek-d จะอัพตามมาในภายหลังนะคะ ลงไปแล้วตอนนึง ไปอ่านเล่น ๆ ฆ่าเวลาเอาได้ค่ะ(ขายของ ๆ) จะขอบคุณอย่างสูงมากเจ้าค่ะ เจอกันในตอนต่อไปค่ะ


SHARE
Writer
pleng_Brokenzz
เหน่ย
broken heart oh อาพาวา โด ทาชี โทรูกัล ซู ออบนึน อียากี

Comments

Nibom27
9 months ago
อาจจะเม้นไม่ค่อยเก่ง แค่ก็ยังติดตามและรออ่านอยู่เสมอนะคะ :)
Reply
pleng_Brokenzz
9 months ago
❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤❤
littletiger
9 months ago
คือตอนนี้พี่นายองเขากำลังหึงแน่เลย อาจจะได้ยินตอนคุยกับนูนู เจี้ยก็กะล่อนซะจริง 555
Reply