Little Star
‘เธอว่าเราจะไปกันได้ไกลแค่ไหน’

คำถามบ้าบอหลุดออกมาจากริมฝีปากของฉัน ก่อนมันจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเล็กๆเมื่อเห็นเขาขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน

‘นี่ถามหรือหาเรื่อง’ 

เขาเหยียดขาจนเกือบแตะปลายเตียงพร้อมกับขยับแว่นที่ใส่อยู่เล็กน้อย มือหนายังคงถือหนังสืออะไรสักอย่างอยู่ในมือ

เดาว่าคงจะเป็นจิตวิทยาแบบที่เจ้าตัวชอบล่ะมั้ง

‘ก็ถามมม’ ฉันลากเสียงกวนประสาทพลางเท้าคางมองหน้าเขา

‘ตอบไม่ได้’ เขาพูดเสียงเรียบ

ฉันกลิ้งไปทับขาของเขาทั้งสองข้างและพลิกตัวนอนหงายมองเพดาน มันเป็นเงาดาวเล็กๆจากโคมไฟข้างเตียงที่ฉันซื้อมาไว้ได้สักพักแล้ว และเขาก็ชอบบนว่ามันทำให้เขาอ่านหนังสือยาก

แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่าให้ปิดสักครั้งเลยเหมือนกัน

‘ไม่อยากเดาหน่อยหรอ’ ฉันยังกวนประสาทไม่เลิก ขำนิดหน่อยที่อีกฝ่ายดูรำคาญและฉุนไปที่ได้ยินอะไรแบบนั้น

‘ทำไมชอบเอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่น’ เขามองผ่านขอบหนังสือมาด้วยสายตาอาฆาตเลเวลหนึ่ง และฉันรู้ดีว่ามันยังดุได้มากกว่านี้อีกประมาณสิบหกเลเวล จากการปลดล็อกด้วยตัวเองมาทั้งหมดแล้ว

ฉันยักไหล่ไม่รู้ไม่ชี้

‘แล้วทำไมชอบซีเรียสนักล่ะ หืม?’ และย้อนกลับไปตามสเต็ป

เขาวางหนังสือลงก่อนจะกอดอกมองหน้าฉันด้วยความดุที่เพิ่มขึ้นมาอีกนิดนึง 

‘ซีเรียสดิ ก็ชอบเอาเรื่องสำคัญของเรามาล้อเล่น’ เขาพูดเสียงจริงจังจนฉันตัดสินใจลุกขึ้นนั่งดีๆเหมือนลูกกำลังเตรียมพร้อมฟังพ่อบ่น

‘สำหรับเธอมันอาจจะไม่สำคัญนะ แต่ไม่ใช่สำหรับเรา’ 

ฉันกระดึ๊บเข้าไปหาเขาด้วยท่าทางเสแสร้งแกล้งรู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัด เขารีบเบนหน้าหนีไปทางอื่นเพราะกลัวว่าฉันจะเห็นว่าตัวเองหลุดยิ้มออกมาจนเสียลุคโหดที่จงใจปูไว้ตั้งแต่แรก

ก็รู้นี่นาว่าฉันขี้แกล้งแค่ไหน ทำไมถึงคิดมากจังเลยนะ

‘มั่ว’ 

ฉันล้มตัวนอนหนุนตักเขาพร้อมกับมองหน้าอีกฝ่ายที่ตอนนี้ยอมแพ้จากการอ่านหนังสือไปเรียบร้อยแล้ว

‘มั่วยังไง?’ เขาเลิกคิ้วถามพลางเล่นปลายผมฉันราวกับว่าการกระทำนั้นถูกเซ็ตเป็นดีฟอลท์เอาไว้เวลาที่ฉันไม่ได้รวบผม

‘เรารู้ว่ามันสำคัญต่างหาก เลยกล้าเล่นโดยที่ไม่กลัวอะไร’

เขาเบ้ปากเหมือนกับเลี่ยนนิดๆ แต่ไม่กี่วินาทีต่อมารอยยิ้มจางก็ปรากฏให้เห็น

‘เราน่ะ เชื่อในเราสองคนนะรู้มั้ย...’ ฉันสบนัยน์ตาสีเข้มที่อ่อนแสงลง มันเป็นอย่างนั้นทุกครั้งที่โฟกัสมาที่ฉัน และนั่นก็อธิบายความรู้สึกอุ่นๆที่แผ่ซ่านอยู่ในหน้าอกได้เป็นอย่างดี

‘ไม่มั่นใจ -แต่เชื่อว่าเราสองคนรักกันจริงๆ’

เขาดีดหน้าผากฉันดังเพียะ

‘อะไรคือไม่มั่นใจ’ เขาปั้นน้ำเสียงหาเรื่องใส่อีกครั้ง ฟังดูหมั่นเขี้ยวมากกว่าหงุดหงิด

‘แล้วมันมีอะไรให้มั่นใจได้บ้างเล่า?’ ฉันถามกลับ ก่อนจะพึ่งรู้ว่าสิ่งที่พูดออกไปไม่ได้เคลียร์ให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้นเท่าไหร่

ใจเย็นหน่า ตัวก็ตั้งใหญ่ทำไมหวั่นไหวง่ายจัง

‘หมายถึงว่า...มั่นไม่มีอะไรแน่นอนให้มั่นใจได้ขนาดนั้น ทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไปเรื่อย...’ ฉันจับมือของเขาออกจากศรีษะและเปลี่ยนไปนั่งคร่อมบนตัก หันหน้าเข้าหาเขาแทน

โอ๊ะ...ดูสูงกว่าขึ้นมาเลยแฮะ

‘...เรากับเธอก็ยังต้องโตขึ้น ความคิดเราก็คงเปลี่ยนไปตามเวลาอยู่แล้ว...’

คนตัวใหญ่วาดมือมากอดเอวเอาไว้แบบหลวมๆขณะที่เงยหน้าตั้งใจฟัง

‘...เพราะงั้นเราเลยเชื่อว่าความรู้สึกของเราสองคนเนี้ยยย...’ ฉันแกล้งจิ้มหน้าผากเขาที่หลับตาหยีโดยอัตโนมัติ

‘ของจริง, แต่ไม่มั่นใจหรอกนะว่ามันจะเปลี่ยนไปแค่ไหนในอีกสี่ ห้า หรือสิบปีข้างหน้า’ 

เขาพยักหน้าหงึกหงักด้วยท่าทางกวนประสาทก่อนจะเล่นงับหัวงับหูเหมือนที่ผู้ใหญ่ชอบใช้เล่นกับเด็กทารก

แต่นี่...ฉันผ่านจุดนั้นมาเกือบยี่สิบปีแล้วนะคุณชาย

‘แต่เรามั่นใจนะ’ เขาเงยหน้าเมื่อเห็นว่าฉันคงหัวเราะจนเริ่มเหนื่อยแล้ว

‘เราโตขึ้นก็จริง แต่เราไม่ได้เติบโตไปคนละทิศละทางซะหน่อย’ 

ฉันมองเขาอย่างสนใจในประโยคนั้น 

‘เธอเรียนรู้จากเรา เราเรียนรู้จากเธอ เราโตขึ้นไปด้วยกัน และเราก็มั่นใจด้วยว่าเราจะแก่ไปด้วยกัน’ เขายิ้มด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ฉันรีบเอาหน้าผากไปชนดังโป๊ก เพราะกลัวว่าถ้ามองต่อหัวใจจะเต้นแรงเกินไปหน่อย

‘เพราะงั้นถ้าถามอีก เราจะตอบว่าเราจะไปได้ไกลมากกก...’ 

เขาเริ่มเล่นจักจี้จนฉันสะดุ้งโหยงพร้อมกับร้องโวยวายอย่างจนปัญญาเพราะสู้กลับไม่ได้

‘มากจนวันนึงเราคงต้องถอนหงอกให้เธอไปด้วย เดินไปด้วยเลยเอ้า!’


SHARE
Writer
KaptainP
Cool Kid
เป็นกัปตัน อยู่กลางทะเล

Comments