I'm leaving on the jet plane.
ตั้งแต่โตมา ชีวิตเราก็อยู่กับการเดินทาง-จากลา มาโดยตลอด


ตอนอายุสิบแปด ขึ้นเครื่องบินคนเดียวเพื่อไปเรียนต่อครั้งแรกในชีวิต..
แปลกใจตัวเองเหมือนกัน ทำไมตอนนั้นถึงไม่รู้สึกกลัวก็ไม่รู้
จำได้ว่าวันนั้นเพื่อนที่โรงเรียนมาส่งที่สนามบินเกือบสิบคน...เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ยกขโยงกันมาเยอะขนาดนี้

พอโบกมือลาลับทุกคน เดินผ่านด่านขาออก ตรวจสัมภาระ จนมาหยุดยืนนิ่งอยู่ที่หน้าเกทคนเดียว ..อยู่ๆ ภายในช่องท้องก็รู้สึกโหวงพิลึก เพิ่งเข้าใจว่าอาการแบบนี้นี่เอง ที่เขาเรียกกันว่า 'ใจหาย' 

ตอนเครื่องบินเทคออฟออกจากรันเวย์ เพลย์ลิสในไอพอดวนมาถึงเพลง 'ข้ามฟ้ามาร้องไห้' พอดี แต่ตอนนั้นพยายามบอกตัวเอง.. ข้ามฟ้าไม่ร้องไห้


 เพราะทุกอย่างยังต้องดำเนินต่อไป..




ชีวิตคือการจากลา..  เราต่างก็พบกันเพื่อเพียงจากทั้งนั้น
เพิ่งมาค้นพบสัจธรรมข้อนี้ได้ หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่นู่นล่วงเข้าปีที่สาม

ทุกๆ เทอม เราจะเจอกับความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ แฮงเอ้าท์ด้วยกัน ก่อนจะแยกย้ายกันถาวรกลับบ้านไปตามทางของแต่ละคน แล้วก็เป็นแบบนี้ทุกเทอมวนลูปไปเรื่อย

จนช่วงหลังที่เริ่มปลงได้ เลยได้ข้อสรุปกับตัวเองได้ว่า.. 
ถ้าจากกันแล้วไม่พบกันอีก เป็นเรื่องธรรมดา 
แต่ถ้ามีโอกาสได้กลับมาพบกันใหม่ อันนั้นเป็นกำไรของชีวิต


นึกขอบคุณการผจญภัยโลกกว้างคนเดียวอยู่เหมือนกัน.. ที่ทำให้ตัวเองได้เห็นแนวความคิดของคนแต่ละประเทศ เริ่มเข้าใจความแตกต่างของโลก วิธีคิดและวิถีการใช้ชีวิตแบบหลากหลาย จากคนต่างรุ่นมากมาย

แต่บางครั้งก็อดปฏิเสธไม่ได้ ว่าตอนที่เราโบกมือลากัน แล้วต่างคนต่างหันหลังเดินลับจากไปคนละทาง.. พายุของความเหงา ก็พัดโหมกระหน่ำจนหายใจติดขัดไปหมด


เธอจะลืมมันไหมเมื่อเราต้องห่าง..ไกลแสนไกล
ความทรงจำเป็นเรื่องเปราะบาง... ความรู้สึกเป็นเรื่องของความอ่อนไหว


สำหรับเรา.. การเลือกเดินถอยออกมาแล้ววิ่งหนี น่าจะเป็นทางที่ดีที่สุดในตอนนั้น
เพื่อเว้นระยะให้ตัวเองได้ลองทบทวน ได้ควบคุมความรู้สึกให้อยู่ในระยะห่างที่เหมาะสม

..แค่พี่น้องกัน


ฟังดูเห็นแก่ตัว ถ้าจะบอกว่า..เราอยากจะจากเพื่อลืม แต่ยังอยากจะขอให้เขาไม่ลืม
แต่โลกก็ชอบเล่นตลกอยู่เสมอ เพราะสุดท้ายมีแต่เราที่ยังจำ และเขาลืมเรื่องเราไปหมดแล้ว

So kiss me and smile for me,
tell me that you'll wait for me. 
ตอนที่เดินผ่านสถานที่เก่าๆ ที่เคยไปด้วยกัน คล้ายตัวเองกำลังตกหลุมอากาศบนเครื่องบิน เหมือนตัวเองถูกกักขังอยู่ในห้วงเวลานั้นอย่างหาทางออกไม่เจอเพียงลำพัง ในขณะที่โลกภายนอกหมุนเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง

..ความสัมพันธ์ของเราไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว



ถึงจะกางปีกบินออกไปมากมายไกลสุดขอบฟ้า สุดท้ายก็ต้องกลับบ้าน

บทสัมภาษณ์ของบุคคลที่เดินทางมาแล้วมากมายทั่วโลก อย่างสิงห์ วรรณสิงห์ ในรายการคลับฟลายเดย์ หรือแม้แต่ภาพยนตร์ Up in the air ที่พระเอกมีอาชีพเป็นนักบิน มักจะมีการพูดถึงประเด็นความสัมพันธ์กับบุคคลรอบตัวอยู่เสมอ

เราเองก็เพิ่งจะมาเข้าใจในช่วงหลังๆ ทั้งที่ชั่วโมงบินของตัวเองน้อยมาก เพราะเพิ่งจะออกเดินทางไม่กี่แห่ง ย้ายถิ่นฐานพำนักชั่วคราวอยู่ไม่กี่ประเทศ แต่มันก็มีผลกับความรู้สึกและความสัมพันธ์จริงๆ

เหมือนช่องว่างในร่างกายค่อยๆ ขยายตัวใหญ่ขึ้น จนกลายเป็นหลุมดำของความว่างเปล่า
บ่อยครั้ง ที่แหงนหน้าทอดมองท้องฟ้า แล้วเผลอคิดถึงบ้าน.. อยากกลับ
โดยเฉพาะเวลาที่เจอปัญหาชีวิตหนักหน่วงจนไม่รู้จะผ่านมันไปได้ยังไง 

เรามีครอบครัว มีเพื่อนสนิท ที่เรียกได้ว่าเป็น 'บ้าน' ให้เราได้อย่างเต็มปาก
จะซมซานกลับมาในสภาพปีกหัก แผลเหวอะแค่ไหน ก็ยังรู้สึกอบอุ่น ได้รับกำลังใจเต็มไปหมด

Country roads, take me home.
To the place I belong.

ขอให้ทุกคนหาบ้านของตัวเองให้เจอ :)





ปล. ภาพเฮด-เป็นภาพสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องบินกลับบ้านแบบถาวรตอนเรียนจบ


SHARE
Writer
mmanee
alien
It's me.

Comments