WED 08/08/2018 ผ่านมา 1 ปีแล้วจากการ"ขึ้นเขา"แบบไม่มี"เขา"
สำหรับคนทั่วไปแค่อกหัก เลิกกับแฟนก็แย่แล้ว แต่เราแบก "โรคซึมเศร้า" ไปด้วยในขณะที่เลิกกับแฟน ทั้งที่คิดว่าชาตินี้คงหนีกันไม่พ้นแล้ว แต่ก็นะ เราก็เลิกกันแล้วจริงๆ

ช่วงเวลานั้นค่อนข้างแย่ เรานอกจากจะต้องพยายามสู้กับความคิดด้านลบในหัว ความอยากตาย ความเครียดในชีวิตประจำวัน เพราะครอบครัวเราใช่ว่าจะดีหรือมีเงิน เรียกว่าชีวิตความเป็นอยู่แบบตลาดล่างก็ได้อ่ะ แต่เราก็พยายามคิดบวกนะว่า...ชีวิตเราผ่านอะไรมาก็ใช่ว่าจะน้อย อดทนอีกสักหน่อยคงไม่ตาย...

เพราะถ้าทนไม่ได้ ก็ตายแน่แล้วจริงๆ
จังหวะนี้คือถ้ายอมแพ้เท่ากับการฆ่าตัวตายจนสำเร็จ 

ปีก่อนเราไปร่วมกิจกรรมบุ๊คคลับที่นึง หลังจากร่างกายที่ไม่ได้ออกกำลังเลย 2-3 ปี อย่างเก่งก็มีเล่นบาสเกตบอลบ้าง จากคนที่เคยต้องทำงานออกแรงประเภทสำรวจไซต์ บุกป่าบ้าง เลยกลายสภาพเป็นชะนีสาวออฟฟิศไปอย่างสมบูรณ์แบบ และชะนีนางนี้ดันตบปากรับคำไปทริปปีนเขา

เราเคยปีนเขาไม่กี่ครั้ง ครั้งแรกๆ คือตอนประถมกับการเป็นอาสาสมัครเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ เข้าร่วมกิจกรรมค่ายบ่อยครั้งจนมีเพื่อนต่างโรงเรียนที่จำกันได้ เราชอบการผจญภัย การไปเที่ยวป่าเป็นเรื่องสนุกสำหรับเรา ครั้งหลังๆ คือขึ้นมหาวิทยาลัย ด้วยคณะเฉพาะทาง อาชีพเฉพาะกลุ่ม ทำให้้เราต้องเข้าป่าบ้างเป็นระยะ มีการเดินทางขึ้นเขาบ้าง พอจบแล้วได้ลองสำรวจไซต์บนเขาลูกเล็กๆ มาหนหนึ่ง เรียกว่าถ้าเทียบกับคนที่ชอบหิ้วเป้ไปทริปเขา เราก็ใหม่มากๆ แหละ แถมไม่ต่อเนื่องด้วย

เรากับแฟนตัวติดกันมาก เราไปไหน เราก็จะพาเขาไปด้วยถ้าทำได้ เขาเองก็พาเราไปด้วยในหลายๆ ครั้ง ติดกันจนเพื่อนเขาบ่น เราให้เขามามีส่วนในชีวิตของเราเยอะมาก เพื่อนของเรากลายเป็นเพื่อนเขา แต่ตัวเราแทบไม่ได้พยายามจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเขา ต่อให้ขอก็คงทำไม่ได้ เพราะรสนิยมเพื่อนเขาบางกลุ่มต่างกับเราเกินไป

การปีนเขาตอนทำงาน เราก็เคยชวนให้เขาซึ่งยังเรียนปีสุดท้ายแวะมาหา พากันเดินขึ้นไปพร้อมกัน แม้ว่าต่อจากวันนั้นหรือวันก่อนหน้าเราจะต้องขึ้นไปคนเดียวพร้อมคนนำทางก็ตาม เราก็ถือว่าเขาได้มาสัมผัสงานของเราแล้ว เราไม่ได้ทำงานอยู่ลำพัง

การปีนเขาของปีที่แล้ว เป็นการขึ้นไปบนเขาโดยไม่มีเขาเป็นแฟนอยู่ เราไปเขาล้อมหมวกกันตอนนั้น น่าจะอยู่จังหวัดเพชรบุรีไหม ไม่แน่ใจ เรามักจะมีความทรงจำขาดๆ หายๆ ในช่วงที่เริ่มป่วยหนักและเริ่มกินยา เราอาการหนักขนาดที่เสียความเป็นตัวเองหลายอย่าง และเสียลูกบ้าในการใช้ชีวิตไปเยอะเลย เรากลายเป็นคนที่ไม่อยากขยับตัวไปทำอะไรนอกจากอยากตาย เรากลัวแม้แต่การออกจากบ้านไปซื้อของ วิตกกังวลจนใช้ชีวิตติดอยู่กับห้องนอนรกๆ

เช้าวันที่ปีนเขา...เราเลยคิดเสียว่าถ้าวันนี้ไม่งอแง ไม่ยอมแพ้ แล้วปีนขึ้นไปถึงยอดเขาได้คนเดียวโดยไม่มีเขามาคอยให้กำลังใจแล้วล่ะก็...เราจะโทรกลับไปหาเขา ไปโวยวายไร้สาระว่า

"นี่แน่ะ ชั้นโทรมาจากยอดเขาเว้ย
ชั้นปีนขึ้นมาเองได้โดยไม่ต้องมีคนช่วย
 ไม่มีเธอเราก็สบายแล้วเหวย"

มันเหนื่อยเอาการนะ เพราะเราต้องปีนไปในทางที่เขาเตรียมให้ นั่นคือการเดินขึ้นเขาทางตรง ซึ่งชันกว่าการเดินอ้อมเขามาก แต่ใช้เวลาน้อยกว่า ปกติแล้วหากที่ทางเลือกจากคนนำทาง หรือหากเราต้องเลือกเอง ทุกครั้งเราจะเลือกใช้เวลาเดินอ้อมเขาเก็บแรงดีกว่า ทว่าวันนี้มันเลือกไม่ได้ ก็ต้องปีนตามทางของเจ้าหน้าที่ทหารไป

น่าจะขึ้นไปได้ครึ่งทางแล้วจึงเริ่มไม่เจอเพื่อนรวมทริป คนอื่นเริ่มเหนื่อยและรั้งท้าย หัวทริปยอมแพ้ไปก่อน ที่ยังเหลือขึ้นมาคือสมาชิกบางส่วนที่พอจะมีแรง ส่วนที่นำหน้าคนอื่นคือคนที่ออกกำลังโดยเข้าร่วมการวิ่งเพื่อสุขภาพที่กำลังฮิตจัดขึ้นถี่ๆ ช่วงนี้ 

จิตใจเราเริ่มงอแง เราเหนื่อย และทุกก้าวคือความเหนื่อยมากขึ้นจนอยากยอมแพ้ แต่พอคิดว่านี่เราปีนมาแล้วครึ่งทางนะ จะยอมแพ้ตอนนี้เหรอ จะยอมเสียเวลาที่บากบั่นปีนขึ้นมาเพียงเพราะเหนื่อยเนี่ยนะ 

แค่เหนื่อยแล้วก็จะยอมแพ้แบบไม่พยายามเหรอ?
ทั้งที่ถ้าตั้งใจล่ะก็ยังไงก็ต้องเดินไปถึงยอดแน่ๆ 

พอคิดได้ว่าก็เพราะความไม่สู้นี่แหละที่ทำให้พลาดโอกาสหลายอย่าง รวมถึงเรื่องของเขาด้วย คือถ้าเรามีความอดทนและแข็งแกร่งมากขึ้นล่ะก็ยังไงชีวิตคู่เราก็ย่อมจะแข็งแรงตาม ชีวิตชะนีที่ชวนกันไปเที่ยวทริปโหดๆ ดีกว่าชะนีที่เอาแต่ร้องไห้ บ่นโอดครวญอยากตายทุกวัน ถามตัวเราเองว่าถ้าเราเป็นฝ่ายเลือก เราจะอยากได้แฟนที่เอาแต่ร้องไห้ พยายามฆ่าตัวตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหรอ? แน่นอนล่ะว่า "ไม่"

ดังนั้นเราจึงพยายามไปต่อ เหนื่อยแหละ แต่ก็ปีนต่อไปแบบไม่สนอะไรนอกจากว่า "ชั้นจะต้องไปถึงยอดให้ได้" เป็นความสำเร็จในรอบปีหลังจากที่ไม่ยอมผจญภัยอะไรเลย เราปีนโดยปฏิเสธความช่วยเหลือของทหารเรือที่คอยมาดูแลความปลอดภัย นอกจากจะเพราะไม่ชอบโดนตัวคนอื่นแล้ว ยังเพราะเรามองว่าเรายังช่วยเหลือตัวเองได้มากกว่า

สุดท้ายหลังจากการล้มลุกคลุมคลานครึ่งวันได้ เราก็มาถึงยอดเขาล้อมหมวก โอเค มันคือเขาเด็กๆ ที่ไม่ได้มีความยากและท้าทายในการขึ้นเหมือนอย่างที่อื่น แต่เป็นความสำเร็จของผู้ป่วยที่เคยแต่นอนหลับไม่สนิท ไม่กิน คิดแต่เรื่องตาย เราที่เหมือนคุ้นเคยกับความกลัว สามารถพาตัวเองมาถึงยอดเขา ได้ชื่นชมวิวที่คุ้มค่าเสียที

แปลกนะ พอมองฟ้าและทะเลสวยๆ 
ความรู้สึกโกรธแค้นที่อยากจะโทรไปหาเขาก็หายไป
เรารู้สึกว่าที่ตรงนี้มันสวยเกินกว่าจะให้เรื่องอดีตมาทำลาย
หรือหากจะคิดถึง...ก็อยากให้มายืนมองวิวเดียวกันตรงนี้มากกว่า 

เราเลยไม่ได้โทร เหนื่อยด้วย หอบด้วย ร้อนอีก รู้สึกว่าถ้าโทรไปต้องทะเลาะกันแน่ แล้วก็ไม่มีแรงมาด่าใครตอนนั้นด้วย เลยได้แต่เซลฟี่สารพัดมุมแบบที่ลงรูปได้ข้ามปีกับเพื่อนร่วมทริปที่เหลือรอดมาถึงยอด ก่อนจะพากันลงมาพร้อมๆ กัน

ขึ้นเขาครั้งนี้ได้บทเรียนว่า...
"บางครั้งความทรงจำบางอย่างก็สวยงามเกินกว่าจะทำลายลงด้วยอดีต"
ก็แค่นั้นแหละจ้ะ 



SHARE
Written in this book
บันทึกสีเทาบนถนนลูกกวาด
บอกเล่าบันทึกเกี่ยวกับตัวเอง และการเดินทางผ่านถนนมืดๆ ที่ชื่อว่า "โรคซึมเศร้า"
Writer
LILITU
Vampire
Prof. of Being Dead insides. A Girl who obsessed with Death, Crime, Cat and Night Creatures. Nothing more...nothing less. [http://fb.com/lilith.in.the.moon]

Comments