Alice In Wonderland | หนูไม่รู้จะขนาดเท่าไหร่ดี ในระบบสังคมที่สุดแสนจะบ้าบอ
วรรณกรรมโหมด "ไร้สาระ" (Literature Non-Sense) ที่โด่งดังที่สุดของโลกก็คงหนีไม่พ้นงานของนามปากกา Lewis Carroll เรื่อง "Alice's Adventure In Wonderland" ซึ่งสตูดิโอยักษ์ใหญ่อย่าง Disney ก็ได้เอามาทำเป็นทั้งเวอร์ชั่นการ์ตูนเทพนิยายคลาสสิค และฉบับภาพยนตร์

แต่ก่อนจะเป็นเวอร์ชั่นคนแสดงทั้งสองภาค ที่ตัวบทค่อนข้างชัดเจนเรื่องการยืนหยัดสิทธิสตรีในฐานะมนุษย์ ต่อระบบกดทับแบบชายเป็นใหญ่ของชนชั้นเมืองผู้ดีทั้งหลาย เวอร์ชั่นการ์ตูนในปี 1951 ที่เต็มไปด้วยลูกบ้า และความไร้สาระชนิดซีนต่อซีนนั้น ก็ได้ถ่ายททอดเนื้อหาเสียดสีระบบสังคมมนุษย์ที่เผ็ชร้อนจากหน้าหนังสือต้นฉบับได้เห็นภาพมากขึ้นไม่แพ้กันเลย


- อลิซ! ตั้งใจเรียนวิชาประวัติศาสตร์หน่อยสิ

มากาเร็ต พี่สาวของอลิซกำลังอ่านหนังสือวิชาประวัติศาสตร์ให้กับอลิซฟัง ซึ่งเธอก็ดุอลิซที่ใจเหม่อลอยว่าไม่ยอมตั้งใจฟังเอาเสียเลย อลิซพูดกับพี่สาวเธอว่า "มันน่าเบื่อออก นั่งฟังหนังสือที่ไม่มีรูปภาพ" ซึ่งหากย้อนกลับไปในยุคของเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง หนังสือที่มีรูปภาพก็ใช่ว่าจะหาอ่านได้แพร่หลายนัก อลิซที่มองโลกอย่าง "ไม่ควรจะเป็น" นัก เป็นคนแรกๆเลย ที่ถามหาหนังสือที่มีรูปภาพ หรืออย่างน้อย ก็ช่วยทำให้วิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองนั้น เข้าใจง่ายๆหน่อยไม่ได้หรือไงนะ

เพราะในโลกของฉัน ทุกอย่างจะเป็นอย่างที่ไม่ควรเป็น 


- ฉันตัวใหญ่ไป และเล็กไป ฉันผ่านประตูไม่ได้

อลิซมองเห็นกระต่ายที่เร่งรีบ เธอเดินตามกระต่ายขาวตัวนั้นไป ซึ่งการ Coming of Age ของอลิซ ถูกทำให้เห็นภาพง่ายขึ้น ว่าหลังจากที่เธอตกลงไปในโพรงแล้ว ก่อนที่เธอจะออกไปเจอแดนมหัศจรรย์เพื่อหากระต่ายขาวตัวนั้น เธอต้องมีขนาดตัวที่พอดีกับประตูเสียก่อน เธอต้องกิน "น้ำย่อขนาดและเค้กเพิ่มขนาด" และเสีย "น้ำตา" ก่อนจะผ่านประตูไปได้ มันแสดงถึงการรู้ว่าทุกอย่างที่เธอคิด มันอาจจะไม่เป็นดั่งใจได้เสมอไป

กล่าวได้ว่าการก้าวไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ อลิซคงต้องมีวุฒิภาวะที่พอดีเสียก่อน
 


- วิ่งสิ พวกเธอต้องวิ่ง ตัวถึงจะแห้ง

นกโด้โด้ที่แหวกว่ายทะเลน้ำตาไปถึงฝั่งก่อน สั่งให้สัตว์ตัวอื่นๆวิ่งไปรอบหินสูงริมหาด ที่ตัวเขากำลังผิงไฟเพื่อให้ตัวแห้ง เขาตะโกนบอกสัตว์อื่นๆว่า "พวกเธอต้องวิ่งไปเรื่อยๆ ตัวจะได้แห้ง" สัตว์เหล่านั้นก็วิ่งวนเป็นวงกลม ขณะที่ทะเลก็ซัดคลื่นมาทำให้ตัวพวกเขาเปียกเป็นระลอกๆ เมื่ออลิซมาถึงฝั่ง เธอตะโกนถามว่า "ทำแบบนี้แล้ว ตัวพวกเขาจะแห้งไปได้ยังไง" นกโดโด้ตอบเธอว่า "แห้งสิ ฉันยังแห้งเลย"

หากเปรียบนกโดโด้เป็นนายทุน และเหล่าสรรพสัตว์คือลูกจ้างแล้วล่ะก็.. 


- สัตว์ประหลาดบุกบ้านเหรอ เผาบ้านไล่มันสิ
 
หลังจากเดินทางมาได้พักหนึ่ง อลิซตัวเล็กลงกว่าเดิมหลังจากเหตุการณ์ในบ้านของกระต่ายขาว ตอนแรกมันเข้าใจว่าเธอคือคนใช้ เลยใช้เธอให้ไปหยิบถุงมือให้หน่อย แต่เธอก็แว้บไปเห็นเค้กในบ้าน เธอก็เลยขอชิมชิ้นนึง แค่นั้นเอง เธอกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่ตัวใหญ่คับบ้านไปแล้ว นายทุนอย่างนกโดโด้ที่มีคนนับหน้าถือตาแต่ไม่มีสมองบังเอิญเดินผ่านมา เขาใช้กิ้งก่าแรงงานปีนปล่องไฟไปไล่อลิซออกจากบ้านที่เธอตัวโตจนเต็มบ้านไปหมด แต่กิ้งก่าทำไม่สำเร็จ เขาแนะนำให้กระต่าย "เผาบ้านตัวเองซะ จะได้ไล่อลิซตัวร้ายออกไป" ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย

แน่นอน กระต่ายที่ตื่นตูม ขนเฟอร์นิเจอร์ของตัวเอง ทรัพย์สินทั้งหลาย มาเป็นเชื้อเพลิงอย่างสิ้นสติ
 


- เธอสายพันธุ์อะไรอ่ะ อี๋ เธอไม่ใช่ดอกไม้แถวนี้นี่ 
หลังจากตัวหดลงอีก อลิซลี้ภัยออกมาจากบ้านกระต่าย และหลงเข้าไปในดงดอกไม้แสนสวยและมีเสียงอันชวนไพเราะ เหล่าดอกไม้หลากพันธุ์ที่พูดได้ ต่างกระซิบกระซาบไปมา อวดกันและกันว่าฉันเป็นดอกไม้ที่งดงามที่สุดในสวนนี้ แต่พวกเธอมองอลิซเป็นวัชพืช และดูถูกค่อนแคะ พยายามขับไล่เธอออกไปจากสวน เมื่อรู้ว่าเธอไม่ใช่ "สายพันธุ์เดียวกับเรา"

อลิซถึงกับพูดกับตัวเองว่า "เราเรียนรู้อะไรหลายอย่างจากดอกไม้" จริงๆ
 
- ฉันสูงแค่สามนิ้วเอง และนั่นมันทุเรศสิ้นดี
 
เมื่อเธอรู้ตัวว่าการตัวเล็กมันไม่เป็นที่ยอมรับ เธอหลงไปเจอเข้ากับหนอนผีเสื้อสีฟ้าที่กำลังสูบบารากุอย่างสบายใจ ผิดกับอลิซที่สับสนกับทุกๆอย่างไปหมด จนควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ เธอตอบเขาไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร เพราะเธอรู้สึกว่าอะไรๆมันผิดที่ผิดทางไปหมด เขาแนะนำให้เธอลองท่องอาขยานบทที่แปลกประหลาด หรือแม้แต่ขอให้เธอรู้จักควบคุมความโกรธเสียบ้าง อลิซจึงบอกว่า ตอนนี้เธอสูงแค่สามนิ้วเอง และเป็นความสูงที่ทุเรศสิ้นดี แต่ทว่าหนอนผีเสื้อสูงแค่สามนิ้ว เขาเลยโมโหที่เธอเหยียดความสูงของเขา และตะคอกเธอว่า แดกเห็ดแล้วไปไกลๆเลยถ้าอยากสูงนักก็


น่าตลกที่เขาก็เพิ่งสอนเธอให้รู้จักควบคุมอารมณ์อยู่หยกๆ

 
- งั้นจะถามทำไม ถ้าไปทางไหนก็ไม่สำคัญ
 
เมื่อมาถึงทางแยก มีป้ายแนะนำเต็มไปหมด จนอลิซไม่รู้เลยว่าจะไปทางไหนดี แมวล่องหนเชอร์เชียร์สก็ปรากฎตัวขึ้น เธอถามมันว่าควรจะไปทางไหนดี เขาเลยถามเธอกลับว่า เธอจะไปไหนล่ะ อลิซที่ยังไม่รู้จุดหมายว่าจะไปหากระต่ายขาวได้ที่ไหน จึงไม่รู้จะตอบอย่างไร เจ้าแมวเลยสวนกลับว่า งั้นก็ไม่สำคัญว่าจะไปทางไหน มันก็เหมือนกัน เธอก็หลงอยู่ดี

เหมือนในโลกที่เต็มไปด้วยคำแนะนำของผู้รู้เต็มไปหมด แต่หาประโยชน์อะไรไม่ได้ ถ้าเราไม่รู้จักตัวเอง
 
- ไม่ได้ๆ อย่านั่งสิ ถ้าเขายังไม่ได้เชิญเธอ
 
เจ้าแมวแนะนำให้ไปถามทางจากช่างทำหมวกบ้าบอ ที่กำลังจัดปาร์ตี้น้ำชา ร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน อลิซเด๋อด๋าเข้าไปนั่งปรบมือในวงน้ำชา ที่เก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง แต่ช่างทำหมวกและกระต่ายมัชแฮร์ ก็ไล่ให้เธอย้ายที่พลางบอกว่า ไม่มีที่ว่าง อลิซก็งงเพราะที่ว่างเต็มไปหมด เขาจึงบอกเธอว่า ก็ไม่ควรนั่งในที่ที่เขาไม่ได้เชิญไม่ใช่เหรอ อลิซพูดคุยกับช่างทำหมวกบนโต๊ะน้ำชาโดยไม่ได้ดื่มชาเสียที

เป็นการเสียดสีพิธีรีตองบนโต๊ะน้ำชายามบ่ายของอังกฤษอันแสนฟุ่มเฟือยแบบผู้ดีแต่ไร้ซึ่งสาระ
 
- เธอไม่วันจะหาทางกลับบ้านได้ เพราะทุกทาง เป็นทางของราชินี!!! 

หลังจากร้องไห้หลงทางอยู่กลางป่าทัลจี้ เธอก่นด่าตัวเองในทุกๆทางว่าทำไมถึงสอดรู้ในโลกที่เธอไม่มีวันจะเข้าใจได้ เจ้าแมวเลยบอกว่า งั้นฉันมีทางลัดที่ง่ายกว่า "ระบอบกษัตริย์และเผด็จการ" ไงล่ะ ราชินีที่กุมอำนาจและเส้นทางเอาไว้ทุกอย่าง ถ้าอยากหลุดออกจากความสับสน ก็อย่าทำให้เธอโกรธ ทาสีกุหลาบให้แดงอย่างที่เธอพอใจ ไม่งั้นหัวได้หลุดออกจากบ่าแน่ๆ

ฉะนั้นยอมเล่นเกมโครเค่ต์ที่เธอไม่มีวันชนะซะ กางปลายเท้าออก ถอนสายบัว และพูดว่า "เพคะ ทูลกระหม่อม"
 
- เจ้ามีความเห็นยังไง กับคดี "หมิ่นพระเกียรติ" ครั้งนี้
 
หลังจากเจ้าแมวยั่วโมโหราชินีจนฟิวส์ขาด ความซวยจึงบังเกิดกับอลิซ แต่พระราชาที่ไร้อำนาจก็ขอให้พระนางเอาอลิซขึ้นศาล อย่างน้อยก็เพื่อให้ดูว่า "ได้ขึ้นศาลแล้ว" และขนาดกระต่ายขาวที่เธออุตส่าห์ตามเขามาถึงพระราชวัง ก็ใช่ว่าจะเข้าข้างเธอ แม้ว่าอลิซจะงงงวยกับข้อกล่าวหาที่ว่าเธอเป็นคนล่อลวงให้พระนางเล่นโครเค่ต์เพื่อหาเรื่องหมิ่นพระเกียรติ และเป็นการวางแผนมาล่วงหน้า อลิซขอให้มีการสืบสวนก่อนตัดสิน แต่นางก็ทุบโต๊ะแล้วบอกว่า "ตัดสินไปเลย เดี๋ยวค่อยร่างการสืบสวนทีหลังก็ได้" การเบิกพยานจึงเต็มไปด้วยเรื่องไร้สาระ เพราะไปลากตาสีตาสาที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เลยมาขึ้นศาลหมด ตั้งแต่ช่างทำหมวก ยันกระต่ายมัชแฮร์

"ข้านอนอยู่บ้าน ตอนที่เกิดคดีหมิ่นพระเกียรติ" 
"ดีมาก ขณะลูกขุน จดไว้ด้วย ปากคำสำคัญเชียวนะ"
 

- ถ้าจำเลยมีส่วนสูงกว่าหนึ่งไมล์ ให้ออกจากศาลทันที
 
อลิซจำได้ว่าตัวเองเก็บเศษเห็ดไว้ในกระเป๋า แม้ว่าในระหว่างการพิจารณาคดี เธอพูดอะไรไม่ได้ไปมากกว่า "เพคะ ทูลกระหม่อม" แต่พอยัดเห็ดเข้าปากไปทั้งสองด้านมั่วๆ ตัวเธอก็ใหญ่ค้ำศาล จนพระราชาต้องเปิดหนังสือกฎหมายอ่านออกเสียงว่า ถ้าจำเลยตัวสูงไป ให้ออกจากศาลทันที อลิซจึงชี้หน้าด่าราชินีอย่างหมดความอดทน

ท่านน่ะมัน อ้วน แก่ เอาแต่ใจ เป็นทรราชที่น่าสมเพชที่สุ... อ้าว ตัวกลับมาเล็กเสียแล้ว แหะแหะ
 


อลิซวิ่งหนีออกจากโลกอันวุ่นวาย และค้นพบว่าตัวเองเพียงแค่ผล็อยหลับไประหว่างฟังพี่สาวสอนวิชาประวัติศาสตร์เท่านั้น ช่างโชคดีเสียจริงๆที่เธอยังเด็กอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้ตัวโตไป หรือตัวเล็กไปอีกแล้ว พี่สาวของเธอก็ได้แต่ถอนหายใจ และพาอลิซไปทานน้ำชายามบ่ายอย่างเสียไม่ได้


ประวัติศาสตร์มนุษย์แบบไม่มีภาพให้เห็น นี่มันเป็นเรื่องที่เข้าใจยากเสียจริง สำหรับเด็กผู้หญิงในชุดสีฟ้าช่างฝัน และมีความคิดที่แปลกแยกแบบอลิซ
SHARE
Writer
Miranda
Bitchy Writer
I'm a bitch. I'm a lover. I'm a child. I'm a mother. I'm a sinner. I'm a saint. I do not feel ashamed | นามปากกา "มิรันดา" ผู้ใช้ภาษาแปลกประหลาด ผิดจริตและดัดจริต | มุมมองชีวิต ความรัก สังคม วัฒนธรรม และการเมือง ที่เผ็ดแสบร้อนเหมือนตะกอนลาวา |

Comments

loserwannabe
11 months ago
Reply
RoseRouge
11 months ago
Glad to meet this.
Reply
cbransto
11 months ago
เป็นเรื่องที่เปิดมุมมองเรื่องอลิซในอีกแง่มุมนึงที่คิดไม่ถึงเลยค่ะ
Reply
_Charlotte_
10 months ago
อ่านบทความนี่แล้วชอบมากเลยค่ะ จะไปหามาอ่านซีเอ็ดก็ไม่มีขายแล้ว สั่งจองก็ไม่ได้ TT แต่จะพยายามหามาให้ได้เลยค่ะ!
Reply