Girls Don't Cry | "กับดัก" การโอบรับความหลากหลาย
เมื่อวานมิรันดาได้ดูคลิปสัมภาษณ์ของ "เต๋อ นวพล" ผู้กำกับสายคูล สายหน้านิ่ง ผู้สร้างกระแสรูปถ่ายอินดี้สีจาง ยืนตรง การเล่าภาพให้เห็นถึง Space โดยรวมมากกว่าวัตถุ เขาพูดถึงหนัง Documentary ของที่ตัวเองกำลังจะออกฉาย เกี่ยวกับเส้นทางความพยายามของน้องๆไอดอล BNK48 ว่าหลังจากที่ได้เข้าไปสัมผัสแล้ว น้องเขามีเรื่องราวของตัวเอง ความพยายามอันน่าชื่นชม น้ำตาในไม่มีน้ำตา เขารู้สึกอยากจะถ่ายทอดสิ่งนี้ให้ทุกๆคนเข้าใจถึงการ Coming of Age ของเด็กสาวในช่วงวัยหนึ่งผ่านภาพยนตร์สารคดี

นั่งฟังไปแล้ว รวมถึงเข้าไปดูตัวอย่าง ก็ "เอ๊า" ในใจหลายครั้งมาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เต๋อ นวพล ทำหนังที่บ่งบอกว่า "กูเป็นของกูหยั่งงี้ กูแมสกว่านี้ไม่ได้แล้ว" เป็นการขวางโลกสายอ่อนโยน ไม่เกรี้ยวกราด มาก็เยอะ แต่พอมาวันนี้ ดันก็ยกหลักการการยอมรับวัฒนธรรมที่หลากหลายขึ้นมา กลายเป็น Introvert ที่เพิ่งออกจากห้องปิดตายของตัวเอง แล้วตื่นตากับเรื่องใหม่ๆ ซะงั้น ยังกะมีมผู้ชายแว่นเห็นผีเสื้ออย่างนั้นแหละ

ก็นึกอยู่ว่านี่เราไม่พอใจอะไรเนี่ย อันที่จริงเต๋อเขาพูดดีมากเลยนะ แต่เดี๋ยวนะมันไม่ได้สิ อยู่ดีดีเขาจะ PC ขึ้นมา มันก็ตกหลุมพรางตัวเองสิ เหมือนกรณีการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมอื่นๆในโลกของเสรีนิยมใหม่

ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ (ขอใช้คำว่าชั้นนำ เพราะไม่แน่ใจว่าทุกแห่งมีเหมือนกันหรือเปล่า) จะมีวิชาการสอน Inter-Cultural Competence หรือ วามสามารถในการปรับตัว ยอมรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งมักจะเป็นวิชา General Education วิชาที่เรียนรวมด้วยกันทั้งหมดทุกคณะ เพื่อฝึกให้นักศึกษามีความสามารถนี้เท่ากันหมด ซึ่งมันเป็นวิชาในหมวดเนื้อหาแบบเสรีนิยมใหม่ 

การเคารพความหลากหลายทางกายภาพ ชีวภาพ วัฒนธรรม เป็นเรื่องที่คนรุ่นใหม่จะต้องรู้จักโอบรับสิ่งเหล่านี้ให้ได้ ซึ่งมันจะนำไปสู่การไม่เหยียดชาติพันธุ์ รสนิยม เพศ หรือวัฒนธรรมอื่นๆที่เราไม่เคยเจอ
 

แต่ทว่าไอ้การโอบรับวัฒนธรรมเนี่ย มันก็ดันอยู่ในหมวดเดียวกับ PC หรือ Political Correctness การไม่พูดหรือกระทำสิ่งใดที่อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งไอ้การถอดวิธีการเพื่อทำให้ "ไม่ขัดแย้ง" ทางการเมืองออกมาเป็นสูตรสำเร็จแบบ PC เนี่ย มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็น "ฟาสต์ซิส" ใหม่เลยเช่นกัน 

เพราะสุดท้ายแล้ว เราจะพูดอะไรไม่ได้เลย เดี๋ยวพูดแล้วคนนี้ไม่พอใจ ด่าก็ไม่ได้ วัฒนธรรมนี้ก็ต้องโอบรับ โดยไม่ได้มานั่งไล่หาความจริงเลยว่า แต่ละอย่างที่เราไม่กล้าพูดถึง ไม่กล้าโจมตี เพราะว่ามันจะไม่ PC เนี่ย มันมีข้อดีข้อเสียอย่างไร
 
เคยมีกรณีของหญิงชาวแอฟริกัน ชื่อ Ayaan Hirsi Ali นางลี้ภัยมาอยู่เนเธอร์แลนด์ ได้ทุนการศึกษาได้เรียน จนสามารถพาตัวเองไปสู่สนามการเมืองได้ ด้วยสังคมเนเธอร์แลนด์เป็นสังคมที่ยอมรับความหลายหลายของพหุวัฒนธรรมมาก นางเลยได้รับการยอมรับจนเป็น สส. ได้นี่แหละ ตะนี้ปัญหาสำคัญของยุโรป ก็แน่นอนว่าเป็นเรื่องของ "ผู้อพยพ" นางเองที่เป็นคนแอฟริกัน ก็รู้ปัญหาของผู้หญิงมุสลิมในแถบแอฟริกาว่า มันมีความโหดร้ายทารุณอยู่มาก

อนึ่ง ผู้หญิงมุสลิมแอฟริกา มีการกดขี่สูง เช่น การขลิบคริตอริสของผู้หญิงตั้งแต่ยังเด็ก รวมถึงการบีบบังคับให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีแต่งงาน เป็นทรัพย์สินของผู้ชายมุสลิม 

เมื่อชาวแอฟริกันอพยพเข้ายุโรป ก็ดันพาวัฒนธรรมเหล่านี้ เข้าเขตแดนเนเธอร์แลนด์มาด้วย Ali นางเห็นดังนั้นก็รู้สึก เห้ย มันไม่ได้อ่ะ วัฒนธรรมกดขี่ผู้หญิงแบบนี้มันต้องหมดไปสิ ฉันไม่ได้เป็นแอฟริกัน-เนเธอร์แลนด์ เพื่อมาเจอสิ่งนี้ที่นี่อีก นางก็เลยออกตัวต่อสู้เรื่องนี้อย่างหนัก แต่ทว่า สังคมเนเธอร์แลนด์มีความ PC สูงมาก มันกลับกลายเป็นว่า นักการเมืองคนอื่นสั่งให้เธอไม่ต้องไปยุ่ง มันเป็นความสวยงามของความหลากหลายทางวัฒนธรรม เราต้องรู้จักโอบรับความหลากหลายนี้สิ

พอมันเป็นแบบนี้สุดท้าย Ali ก็เลยต้องย้ายตัวเองไปอยู่พรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมแทน เธอโดนไล่ออกนอกประเทศไปลี้ภัยอยู่อเมริกา แถมครอบครัวก็โดนฆ่าด้วย!!!

จริงๆกับดัก PC นี้เกิดขึ้นในทุกหัวระแหงของประเทศเสรีนิยมใหม่ ซีสลาวอย ชิเช็ค เคยถึงกับกล่าวว่า 

การขจัดค่านิยมฟาสซิสยังไม่หมดไปเลย มึงก็อนุญาติให้สิ่งเหล่านี้กลับมา แล้วถ้ายิ่งกลับมาภายใต้ร่มทุนนิยมด้วยแล้วล่ะก็ พวกมึงก็ไม่กล้าจะโจมตี ที่มันเป็นอย่างนี้ ก็เพราะฝ่ายซ้ายแม่งแพ้แล้ว ตอนแรกเรียกร้องความเท่าเทียม แต่พอรู้สึกว่าทุนนิยมมันไม่ได้แย่ ก็อ่ะ หยวนๆให้มีการกดขี่ ถ้าทุนนิยมอนุญาต 

จริงแหะ 
 
ระบบวง 48 มิรันดามองว่า มันเป็นระบบที่เหลาอัตลักษณ์เด็กผู้หญิงให้อยู่ในลักษณะที่ตลาดผู้ซื้อชอบ ซึ่งพอนำเข้ามาในไทยมันก็สอดรับกับค่านิยมชายเป็นใหญ่แบบไทยพอดี ที่ว่าเด็กผู้หญิงต้องมีความประพฤติเรียบร้อย เก่ง แต่ก็ต้องอ่อนน้อม ไม่มีลักษณะมั่นใจจนเกินไป แกร่งจนไป จนไปคุกคามพื้นที่ของความเป็นชาย ซึ่งค่านิยมชายเป็นใหญ่ ไม่ได้มีแค่ผู้ชายที่สมาทานค่านิยมนี้

 
ดังนั้นน้องๆ BNK48 จึงต้องอยู่ในขนบที่บริษัทเป็นคนกำหนด อย่างน้อยที่สุดเพื่อรักษาฐานลูกค้า แม้ว่าขนบ วัฒนธรรม ข้อสัญญานั้น มันจะยืนอยู่บนความไม่เคารพความหลากหลาย แต่มันก็สามารถจบไปได้ง่ายๆว่า "น้องๆ เขา Consent เอง มันคือธุรกิจ มึงจะไปเสือกอะไร"

จบ หน้าแห้ง 


กับดักสีเทาๆนี้ เกิดขึ้นในสังคมไทยเยอะมาก ไม่ใช่แค่เรื่อง BNK48 แต่เราเอาหลักการ PC แบบเสรีนิยมใหม่มาใช้ยกป้ายโปะแปะเรื่องต่างๆกันอย่างออกรส

เช่น 

ระบบ SOTUS เป็นระบบที่ทำลายอัตลักษณ์ความหลายหลายให้เหลือเพียงอัตลักษณ์สถาบันและชุดค่านิยมเดียว ตามตัวอักษรห้าตัวนั้น เรารู้ว่ามันผิด มันต่อยอดมาจากค่านิยมฟาสต์ซิส แต่ถ้ามันไม่รุนแรง เรารับได้ แล้วพอใครจะตั้งคำถามกับมัน โจมตีมัน ก็จะโดนกลับว่า "คนที่เข้าร่วม Consent นะ มึงเสือกอะไรเนี่ย"

หรือ อยู่ดีดี LGBT ก็อยากได้ พรบ. คู่ชีวิตขึ้นมา ทั้งที่รัฐบาลทหารยังไม่ปล่อยให้มีการเลือกตั้งเลย โดยหัวโดยโครงหลัก ยังไม่เคารพสิทธิเสรีภาพพื้นฐานมนุษย์เลย อยู่ดีดีก็จะยกตัวลูกของเสรีนิยมใหม่ขึ้นมาโปะแปะซะงั้น


วัฒนธรรมบางอย่าง ยังละเมิดสิทธิและเสรีภาพของคนอื่นอยู่เลย แต่พอโดนตั้งคำถามโดนโจมตีเข้า ก็ยกหลัก "ขอเสรีภาพทางความคิด" มาปกป้องตัวเองเฉย ยิ่งถ้าทุนนิยมอนุญาตแล้วขายได้แล้วด้วย ไม่ต้องพูดถึงเลยล่ะ
 
คำถามคือ เราจะมองผ่านกับดักสีเทาๆนี้ไปได้อย่างไร เราจะเป็นคนที่ยึดหลักการความเท่าเทียม สิทธิเสรีภาพแบบเข้าใจมันในกระบวนการอย่างเนื้อแท้ หรือเราจะแค่เอา PC มาใช้ อย่างเปลือกๆ

เราจะไม่เหยียดตุ๊ด ไม่เหยียดรสนิยม ไม่เหยียดคนอ้วน หรือวัฒนธรรมตลาดล่าง เพราะเดี๋ยวมันจะไม่คูล ไม่ดูสมัยใหม่ ไม่ดูเป็นคนมีความรู้รุ่นใหม่ เหมือนคนไม่เคยดูไดอารี่ตุ๊ดส์ซี่ เราจะโอบรับวัฒนธรรมอันหลายหลาย

แม้ว่าวัฒนธรรมนั้น ยังเป็นอุปสรรคต่อการพาสังคมไปสู่การเคารพความเท่าเทียมหลากหลาย หรือนำไปสู่การมีหลักสิทธิมนุษยชนที่แท้จริงก็ตาม
  

ปล. ปล. หนัง Documentary แนวความพยายามของไอดอลที่มิรันดาประทับใจคือ "I.Am." ของค่าย SM Entertainment ออกฉายเมื่อปี 2011 โดยการเอาเรื่องราวของศิลปินในค่ายอย่าง TVXQ,Super Junior,Girls' Generation หรือ Shinee เป็นต้น มาตีแผ่ ให้เห็นถึงกระบวนการการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง ตัดสลับกับภาพที่พวกเขาได้ไปขึ้นเวทีที่ Madison Square Garden New York ว่ากว่าจะไประดับโลก และเป็นทียอมรับในฐานะศิลปิน มันต้องผ่านอะไรมาบ้าง ซึ่งจิลมองว่ามันแฟร์มาก หนังเรื่องนี้เคารพความหลากหลายทางอัตลักษณ์ของไอดอลในค่าย และในขณะเดียวกันก็ขายได้ดีในระดับโลกด้วย ซึ่งมันก็จริงว่าก่อนหน้านี้ระบบไอดอลเกาหลีก็กดขี่เหมือนกัน แต่ก็กลับให้เข้ากับตลาดสากลได้มากขึ้นแล้ว และก็ยังเป็นกับดักทุนนิยมด้วย

ปล2. แนวคิด ฟาสต์ซิส คือแนวคิดในการหลอมอัตลักษณ์ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวเพื่ออุดมการณ์ที่สำคัญกว่า เช่น ชาติ สงคราม หรือผู้นำ แนวคิดนี้รุ่งเรืองมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างอย่างโหดร้ายที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์อย่าง "พรรคนาซีเยอรมัน" เป็นต้น  
SHARE
Writer
Miranda
Bitchy Writer
I'm a bitch. I'm a lover. I'm a child. I'm a mother. I'm a sinner. I'm a saint. I do not feel ashamed | นามปากกา "มิรันดา" ผู้ใช้ภาษาแปลกประหลาด ผิดจริตและดัดจริต | มุมมองชีวิต ความรัก สังคม วัฒนธรรม และการเมือง ที่เผ็ดแสบร้อนเหมือนตะกอนลาวา |

Comments

khaikung
9 months ago
ดุเดือดๆ
Reply
Miranda
9 months ago
อยากได้คอนเทนต์แบบนี้ลงที่นี่ไม่ใช่เหรอ Introvert จะอกแตกตายไหม