Experiments in Organizational Behavior
จากบทความวิชาการของ Stefan Thau (INSEAD, Singapore), Marko Pitesa (U of Maryland, College Park, Maryland), Madan Pillutla (London Business School, London, UK) (2014). Chapter 19: Experiments in Organizational Behavior. Laboratory Experiments in the Social Sciences, 433-447.
สาระสำคัญของบทความนี้คือ การวิจัยในพฤติกรรมองค์กรควรใช้วิธีเชิงทดลองมากขึ้นเพราะว่าการวิจัยแบบสำรวจหรือสังเกตุนั้นไม่สามารถแก้ข้อด้อยเรื่อง ปัญหาการกลับด้านหรือทิศทางของปัจจัยเชิงเหตุและผลที่งานวิจัยแบบสำรวจหรือสังเกตุทำ (Reverse causality problem) โดยในบทความนี้ได้กล่าวว่า ที่ผ่านมางานวิจัยในพฤติกรรมองค์มากกว่าร้อยละ 95 เน้นการวิจัยแบบสำรวจหรือสังเกตุมากกว่าการใช้การวิจัยเชิงทดลอง
ผู้เขียนยกตัวอย่าง Concept ที่สำคัญใน OB คือ Unethical behavior ซึ่งสามารถทำการวิจัยโดยใช้เชิงทดลองได้
ผู้เขียนกล่าวว่า สาเหตุของ Unethical behavior เกิดได้จาก 3 สาเหตุด้วยกันคือ ลักษณะส่วนบุคคล (Individual characteristics) Moral issue (ตอนนี้ไม่รู้ว่าควรแปลเป็นไทยว่ายังไงดี) และ บริบทในองค์กร (Organizational contexts)
เราสามารถออกแบบการวิจัยเชิงทดลองในหัวข้อดังกล่าวได้ดังนี้ตัวแปรตามซึ่งก็คือ Unethical behavior สามารถวัดได้โดยการใช้ Game experiment or deceptionสำหรับตัวแปรต้นตาม 3 สาเหตุข้างต้นสามารถออกแบบได้ดังนี้1. ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล สามารถทำได้โดยการสร้างบทบาทคุณลักษณะส่วนบุคคล (Manipulating individual characteristics) หรือให้แสดงบทบาทสมมติว่ามีบุคลิกแบบไหน เป็นต้น2. Moral issue สามารถออกแบบการสร้างสถานการณ์จำลอง3. บริบทในองค์กร สามารถออกแบบนโยบายหรือขั้นตอนการทำงาน
อย่างไรก็ตาม ในการวิจัยเชิงทดลองนั้นมีจุดอ่อนที่มักโดนโจมตีคือ การที่งานหลาย ๆ งานมักใช้นักเรียนมหาวิทยาลัยเป็นผู้เข้าร่วมการทดลอง
แต่ก็มีเหตุผลที่สามารถยกมาใช้ในการสนับสนุนก็คือ ในหลาย ๆ ทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมของพนักงานในองค์กรนั้นสนใจเกี่ยวกับขบวนการทางจิตวิทยาและสังคมโดยทั่วไป ไม่ได้เน้นบริบทใดหรือประสบการณ์แบบใดเป็นพิเศษ ดังนั้นการใช้นักศึกษาเป็นผู้ร่วมการทดลองก็ถือว่าสามารถเป็นตัวแทนในการแสดงพฤติกรรมของพนักงานโดยทั่วไปได้และอีกข้อก็คือ (ซึ่งค่อนข้างจะแข็งกระด้างไปนิด) ยังไงก็ยังดีกว่าการวิจัยเชิงสำรวจหรือสังเกตุ
จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนสรุปว่าการวิจัยเชิงทดลองสามารถอธิบายถึงปัจจัยเชิงเหตุและผลได้ดีกว่าการวิจัยเชิงสำรวจหรือสังเกตุ แม้ว่าวิธีนี้จะมีข้อเสียบ้างก็ตาม ซึ่งโดยส่วนตัวก็เห็นด้วยในระดับหนึ่งเพราะในระยะหลังมานี้ได้อ่านงานวิจัยด้านพฤติกรรมองค์กรจากอาจารย์ในด้านนี้จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง เช่น HBS, Kellog Business School เป็นต้น มักเป็นงานที่ใช้การวิจัยเชิงทดลองในการตอบคำถามในการวิจัยมากกว่าใช้วิธีเชิงสำรวจ
นอกจากนี้ผมก็คิดว่างานวิจัยเชิงทดลองนั้นอ่านแล้วน่าสนใจกว่าเชิงสำรวจ โดยเฉพาะหลังจากที่เคยทำงานวิจัยทั้งด้วยตัวเอง เป็นที่ปรึกษาให้นิสิต และอ่านงานวิจัยของหลาย ๆ คนอื่นที่เป็นงานเชิงสำรวจนั้น ทำให้รู้สึกว่าไม่ค่อยน่าสนใจเพราะผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มักไม่ค่อยตั้งใจตอบ และเมื่อได้ผลมาแล้วนั้นก็สามารถ Manipulate ได้โดยการใช้เทคนิคในการปรับข้อมูลในโปรแกรมทางสถิติที่ใช้ แต่เมื่อได้อ่านงานวิจัยใหม่ ๆ ของต่างประเทศที่ใช้วิธีเชิงทดลองนั้นดูน่าสนุกและน่าสนใจกว่ามาก
อย่างไรก็ตาม การที่จะเลือกใช้วิธีการวิจัยแบบไหนนั้น ผมคิดว่าต้องดูที่คำถามในการวิจัยด้วยว่าสามารถออกแบบการวิจัยเชิงทดลองในการตอบคำถามได้หรือไม่ คำถามในการวิจัยบางคำถามนั้นไม่ควรหรือไม่สามารถออกแบบการทดลองได้ แต่ควรใช้การสำรวจหรือแม้แต่การสัมภาษณ์ ดังนั้นเราไม่ควรยึดติดกับวิธีใดวิธีหนึ่งมากเกิน แต่ควรวิเคราะห์คำถามในการวิจัยให้ดีและทำตามที่ควรจะทำและสามารถตอบคำถามในการวิจัยได้อย่างมีเหตุผลและน่าเชื่อถือที่สุด
SHARE
Written in this book
Designing experiment in Management, Marketing, and Entrepreneurship
การออกแบบการทดลองที่เกี่ยวกับการจัดการ การตลาด และการเป็นผู้ประกอบการ
Writer
Chatpunyakul
Writer&Entrepreneur
Real Estate Business, Entrepreneurship, Consumer & Organization Behavior, Price Psychology, Exercise

Comments