หรือถูกกำหนดมาแล้วว่า...
จะสักกี่ครั้งในโลกที่เราจะเดินสะดุดหกล้มปากฟาดพื้นแล้วมีใครคนหนึ่งยื่นมือเข้ามาเพื่อฉุดเราให้พ้นจากความอับอายท่ามกลางมวลชนบนถนนสาทรใต้...

“นั่งพักก่อนนะครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ เดินไหว”

นาทีนั้นความอับอายน่าจะมากมายกว่าความเจ็บปวด ส้นสูงสองนิ้วครึ่งที่ข้างหนึ่งลงไปอยู่ในรูฝาท่อ ซึ่งอาจไม่ได้เจตนาแต่ก็ฟ้องว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่กรุงเทพมหานครเท่านั้นจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าของ “ฝาท่อชำรุด” หญิงสาวคิดในใจ... ไม่ตกลงไปก็บุญแล้ว

“นั่งเถอะ”

น้ำเสียงนุ่มนวลชวนหลง และก็ทำให้หลงเข้าจริงๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาปะทะเข้ากับสายตาภายใต้กรอบแว่นนั้น ใครกัน... ใจจะไม่ละลาย

“ขอบคุณมากนะคะ”

“คงเป็นลมแดดน่ะครับ”

“ฉันเพิ่งบริจาคเลือดมาค่ะ”

“อื้ม... มีบุญนะ ที่มีโอกาสได้ทำบุญ”

โอ้ สำนวนแบบนี้ หลุดออกมาจากปากของหนุ่มหน้าตี๋แต่หล่อคมเข้มแบบนี้ได้ยังไง ไม่น่าเชื่อ

“แต่ว่า ไม่ค่อยเจียมสังขารเท่าไหร่”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ เลือดของคุณจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นอีกมากมาย เราเข้าไปนั่งในร้านกาแฟก่อนดีกว่านะ ทานอะไรอุ่นๆ จะได้หายไวๆ”

“เอ่อ... ฉันดูแลตัวเองได้ค่ะ”

“ผมก็ว่าอย่างนั้น แต่ตอนนี้ ให้ผมดูแลคุณก่อนได้มั้ย”

อยากจะกรี๊ด อะไรจะแมนได้ขนาดนั้น และนั่นเป็นโอกาสที่เบื้องบนโยนมาให้ตรงหน้า ไม่รีบคว้าก็ไม่รู้เมื่อไหร่ที่จะได้พบคนที่หน้าตาดีและจิตใจดีในคนคนเดียวกันแบบนี้อีก...

“ไปมายังไงถึงได้มาเป็นลมล้มตึงลงแถวนี้ได้ล่ะครับ”  เป็นคำถามที่ทำให้คนตอบยิ้ม ทั้งที่มียาดมจ่ออยู่ที่รูจมูก

“พอดีจอดรถไว้ที่เอมไพร์ทาวน์เวอร์น่ะค่ะ”

“อย่าบอกว่าเพิ่งเดินมาจากโรงพยาบาลบางรักนะครับ”

โรงพยาบาลของรัฐที่ดูแลเรื่องโรคที่เกิดจากการติดเชื้อจากสัมพันธภาพทางกายระหว่างชายหญิง หรือ ชายชาย เป็นอันดับต้นๆ ของกรุงเทพฯ

“โอ๊ะ เปล่าค่ะ โรงพยาบาลเซนหลุยส์ต่างหาก”

ระยะทางจากแยกนราธิวาสราชนครินทร์ ขวาซ้ายเป็นสาทรใต้ เหนือ หากเดินจากตรงนั้นไปถึงโรงพยาบาลเกือบเท่ากับสองป้ายรถไฟฟ้า นั่นหมายถึงว่าระยะทางราวหนึ่งกิโลเมตร และเธอก็เดินด้วยรองเท้าส้นเข็มสูงสองนิ้วครึ่งด้วยมาดของสาวมั่น โดยมีจุดประสงค์อันแรงกล้าในการบริจาคโลหิตครั้งแรกในชีวิตฉลองปีที่สามสิบกว่าๆ ของชีวิต... โสด

“แล้วทำไมไม่จอดที่โรงพยาบาลเซนหลุยส์เลยล่ะครับ”

“มาทำธุระที่ธนาคารสแตนดาร์ทชาร์ตเตอร์ แล้วทำธุระส่วนตัวที่เอ็มไพร์ทาวน์เวอร์ เลยต้องจอดรถไว้ที่นั่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสถานที่ที่จะต้องไปทั้งหมดน่ะค่ะ”

“เหมือนแมสเซนเจอร์เลยนะครับ”

“เกือบคิดว่าตัวเองเป็นแมสเซนเจอร์แล้วเหมือนกันค่ะ”

“ธุระเรียบร้อยแล้วหรือยังครับ”

“ค่ะ...ก็เลยไปบริจาคเลือด ทำบุญวันเกิดน่ะค่ะ”

“อ้าว วันนี้ วันเกิดเหรอครับ”

“ใช่ค่ะ...”

“โอ้ งั้นสุขสันต์วันเกิดนะครับ”  

ก็คงอยากถามอยู่บ้างแหละว่าอายุเท่าไหร่ แต่ด้วยมารยาทอันดีของคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่นาที ครั้นจะถามเรื่องอายุ ก็ดูจะล้ำเส้นเกินไป จึงได้แต่แอบเดาในใจว่าไม่น่าจะเกินยี่สิบแปด เพราะหน้าตาและท่าทางตีตรามาแบบนั้น

“ขอบคุณมากค่ะ ฉันไม่เคยอายุมากเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต”

ถ้าหากจะพูดว่าไม่เคยแก่เท่านี้มาก่อนในชีวิต และบอกตัวเลขอายุไปว่าสามสิบห้า ฝ่ายตรงข้ามคงตกใจหงายหลังไปเลยก็ได้

“นั่นสิครับ ผมก็ว่างั้น” เป็นประโยคยอกย้อนสะท้อนใจมิใช่น้อย นี่ถ้าสนิทสนมกันมากกว่านี้อาจมีต่อปากต่อคำ

“ชาเออร์เกรย์ใช่มั้ยคะเนี่ย”

“คุณรู้จักด้วย”

“ค่ะ ฉันชอบดื่มชา” ที่จริง... ป้ายมันติดอยู่ในซองที่ร้านชงมาให้ต่างหาก

“ชอบเหมือนกันเลยครับ”

ดูจะเป็นเรื่องตลก ที่คนสองคนจะมีอะไรเหมือนๆ กัน ทั้งที่เพิ่งเจอกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมง “ความเหมือน” ที่หากเมื่อเทียบกับความต่างแล้วอาจจะเป็นแค่หนึ่งจุดศูนย์สามเปอร์เซ็น แต่อย่างน้อยการได้รู้จักเพื่อนใหม่คนหนึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่ใช่หรือ?

“เอ่อ แล้วไม่ไปทำงานเหรอคะ”

จากสิบเอ็ดจุดสองห้านาฬิกา ปาเข้าไปเกือบเที่ยง แต่ไม่มีทีท่าว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะขอตัวไปทำงาน แล้วรีบลุกลี้ลุกลนเป็นคนแอคทีฟเอาหน้าเลยสักนิด

“อ้อ ลืมไปเลย ไม่เป็นไรอีกสิบนาทีก็พักเที่ยงแล้ว ถือโอกาสพักเลยก็แล้วกัน”

“มีงี้ด้วย”

“ครับ เป็นแค่ ออฟฟิศ สตาฟธรรมดา ไม่ใช่เมเนเจอร์ ไม่ต้องติดกรอบมากมายก็ได้ ถ้างานไม่มีปัญหาเรื่องเวลาก็ไม่ใช่เงื่อนไข”

“ไม่อยากบอกเลยค่ะ ว่าเหมือนกัน ฉันก็แค่ระดับปฏิบัติการ ไม่ใช่ระดับบริหาร”

“แปลกจังเลยนะครับ ที่เราสองคนมีอะไรเหมือนกันตั้งหลายอย่าง”  ถ้ารู้จักกันมากกว่านี้เขาก็คงพูดต่อว่า-สงสัยจะเป็นเนื้อคู่

“ยิ้มอะไรคะ”

“เปล่าครับ ผมแค่คิดว่า ถ้าเรารู้จักกันมากกว่านี้ผมคงพูดว่า แปลกจังเลยนะครับที่เราสองคนมีอะไรเหมือนกันตั้งหลายอย่าง สงสัยจะเป็นเนื้อคู่กันแน่ๆ เลย”

แล้วในที่สุดเขาก็พูดอย่างที่คิดไม่กั๊กสักนิดว่าคิดอะไร

“ว่าไงนะคะ”

“เอ่อ เปล่าครับ ไม่มีอะไร” เขาก้มมองดูนาฬิกาข้อมือ

“เที่ยงแล้ว ทานข้าวด้วยกันนะครับ”

ไม่ว่าจะเพราะโลกกลม หรือพรหรมลิขิต อะไรก็ตามแต่ที่หมายความถึงนิยามที่ทำให้คนสองคนต้องมาร่วมชะตากรรมเดียวกัน มากน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาสองคนทำร่วมกันไว้เมื่อปางก่อน...

มิตรภาพของทั้งคู่เกิดจากการพบและรู้จักกันในชีวิตจริงด้วยการที่ชายหนุ่มดึงมือหญิงสาวขึ้นมาจากความอับอายซึ่งรองเท้าข้างซ้ายลงไปอยู่ในรูฝาท่อ ไม่ใช่จากเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมสูงอย่างเฟซบุค ที่ในบางครั้งก็เป็นเฟคบุค หรือเฟรชบุค ขึ้นอยู่กับวาระและโอกาส โดยเฉพาะจากการนำไปใช้ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องสามัญยิ่งที่ เมื่อมี “สังคม” ที่ไหนมักมีความจริงใจและความหลอกลวงในที่เดียวกัน ไม่เว้นแม้แต่สังคมออนไลน์ที่ไม่สามารถจับต้องได้อย่างเฟซบุค หรืออาจจะเพราะมันจับต้องไม่ได้นั่นเองก็ไม่รู้ จึงทำให้เกิดความย่ามใจที่จะโป้ปดหลอกลวง เพราะเชื่อว่าการปิดหน้าจอแล้วจะทำให้ทุกอย่างจบลง การไล่ล่าหาตัวตนของคนในเฟซบุคเมื่อถูกฝ่ายตรงข้ามปั่นหัวจึงอาจเป็นการฆ่าเวลาที่ดูจะสนุกสนานอยู่ไม่น้อย แต่ก็นั่นแหละ ด้านที่สองของเฟซบุคคือมิตรภาพที่ดี ที่อาจจะได้มาครอบครอง ขึ้นอยู่กับจะแจ็คพอตเจอโชคดีนั้นหรือเปล่า เพราะไม่แน่ว่าบางครั้งความจริงใจที่ให้ไป สิ่งที่ได้อาจตรงกันข้าม ของแบบนี้ ขึ้นอยู่กับ “ดวง”

แต่ไม่ว่ามิตรภาพจะเกิดขึ้นจากสิ่งไหน สำคัญคือการรักษามิตรภาพเอาไว้อย่างไรต่างหาก...

“ขอโทษนะครับ ชื่ออะไรครับ”

“เออ จริงด้วย ยังไม่ได้บอกชื่อเลย เรียกฉันว่าคำก็ได้”

“อะไรนะครับ”

“คุณฟังไม่ผิดหรอกค่ะ คอลมี คำ”

เขาอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของหญิงสาวหน้าตาดีมากที่นั่งอยู่ตรงข้าม ชื่อเธอกับหน้าตาของเธอช่างไม่เข้ากันเลย หญิงสาวที่แทบจะเรียกได้ว่าเดินนำหน้าแฟชั่นของประเทศไปล่วงหน้าแล้ว ดูจากลักษณะท่าทางเธอน่าจะมีชื่อว่า ซินดี้ พอลล่า และไม่น่าเกลียดอะไรที่เธออาจจะชื่อ ชุดาภา แต่ที่เขาได้ยิน เธอชื่อ “คำ”

“ชื่อคุณแปลกดีนะครับ เอ่อ ไม่ทราบว่ามีชื่อเต็มๆ มั้ยครับ”

ถ้าให้ต้องเดา ก็คงหนีไม่พ้นเดาว่า คำหล้า หรือไม่ก็ คำก้อน อืมม์ ที่จริง คำ ในความหมายของภาษาลาว นั่นแปลว่า ทอง เชียวนะ...

“บุษราคัม ค่ะ” ค่อยฟังดูดีขึ้นมาหน่อย... อืมม์ ที่จริงเยอะเลยทีเดียว

“อืมม์ คำนี่เอง”

“ทำไมคะ คิดว่าฉันชื่อคำหล้าใช่มั้ยคะ” เหมือนรู้ใจ หรือเธออ่านใจคนได้ ถึงได้รู้ว่าเขาคิดอะไร

“คุณเดาแม่นจังครับ”

“ก็คุณไม่ใช่คนแรก... ที่คิดว่าฉันชื่อคำหล้า ว่าแต่คุณล่ะคะ ชื่ออะไร”

“เอ่อ... ย้งครับ ชื่อย้ง”

“ฉันชื่อจริงว่าบุษราคัม แล้วชื่อจริงคุณล่ะคะ”

“ยิ่งยง ครับ” ภาพของนักร้องชื่อดังชาวอีสานปรากฎขึ้นมาบนมโนสำนึกของบุษราคัมในทันที

“ไม่ค่อยเข้ากับหน้าเท่าไหร่เนอะ”

นั่นเป็นประโยคที่สุภาพที่สุดแล้ว ถึงแม้ในใจจะคิดเป็นอย่างอื่นก็ตามที

“ใครๆ ก็ว่าอย่างนั้น ผมกะว่าจะเปลี่ยนชื่อเหมือนกัน อีกไม่นาน รอให้ถึงวันเกิดก่อนน่ะครับ”

“แล้วจะเปลี่ยนชื่อเป็นอะไรคะ”

“หน้าอย่างผม ก็ต้อง แบรด พีท สิครับ”

“อืมม์ กล้าเนอะ”

“ล้อเล่น ผมจะเปลี่ยนเป็น พัสกร”

“พัสกร ที่แปลว่าผู้มีอำนาจ หรือเปล่าคะ”

“เก่งจังครับ คุณรู้ความหมายด้วย”

“ขอบคุณที่ชมค่ะ”

อีกหนึ่งชั่วโมงกับมิตรภาพที่จะเรียกว่า “ยกระดับ” หรือ “ขยับสเต็ป” มากขึ้นก็ว่าได้ ระหว่างมื้ออาหารที่คนรอบข้างกลายเป็นเพียงส่วนประกอบที่ไม่ได้สำคัญอะไรมากมายนัก เดินผ่านมา แล้วก็เดินผ่านไป เฉียดใกล้ในรัศมีไม่กี่เซ็นติเมตร หรือกระทั่งเดินชนโต๊ะอาหารจานข้าวหล่นใส่ใกล้ๆ ชายหนุ่มและหญิงสาวก็เพียงยิ้มให้และเลิกสนใจในอีกสิบวินาทีต่อมา

ไม่ใช่ความรัก...แต่ก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าคืออะไร

“ผมไม่แน่ใจว่าหลังจากนี้ไปเราจะได้พบกันอีก”

ยุคสมัยที่เทคโนโลยีเดินนำหน้าศีลธรรม การพบกันไม่ใช่เรื่องยาก และการผูกสัมพันธ์ระหว่างคน ก็ง่ายดายเข้าไปอีก

“ผมไม่มีเฟซบุค ไม่ค่อยอ่านไลน์ ไม่เล่นเปิดอินสตาแกรม ขี้เกียจอ่านทวิตเตอร์ มันอาจจะดูแปลกเพราะผมทำงานที่ศูนย์บริการความรู้ด้านเทคโนยีแห่งชาติ ซึ่งเป็นซับออแกไนซ์ ของ เอ็นเอสทีดีเอ แล้วตำแหน่งผมก็คือ ซีสเต็มเอ็นจิเนียร์”

“ฉันเป็นแมสเซนเจอร์”

“ล้อเล่นน่า”

“ตลกเนอะ... ที่จริง ฉันเป็นทหารค่ะ ฉันทำงานที่กองทัพบก ตอนนี้ยศร้อยเอก รับผิดชอบเกี่ยวกับการส่งเสริมความรู้ให้กับกำลังพลของกองทัพบก ตั้งแต่ทหารกองประจำการ อืมม์ ทหารเกณฑ์น่ะค่ะ ให้เขาได้มีความรู้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งระดับตามนโยบายของกองทัพ แล้วก็ส่งเสริมการศึกษาสำหรับกำลังพลทุกระดับชั้น ทำความร่วมมือระหว่างกองทัพกับหน่วยงานการศึกษานอกกองทัพ เพื่อให้กำลังพลได้มีความรู้เพิ่มขึ้น นอกเหนือ ไปจากที่มีอยู่น่ะค่ะ”

“คุณเป็นทหารหญิงคนแรกในชีวิตที่ผมรู้จัก”

“ยินดีค่ะ... อ่อที่คุณพูดมานั้นฉันมีทุกอย่างเลย แต่คงไม่มีประโยชน์เพราะคุณไม่ได้ใช้มัน เพราะงั้นมีแค่สองอย่างที่จะทำให้เราได้พบกันอีก หนึ่งก็คือพรหมลิขิต และสองก็คือ จดที่อยู่ส่งจดหมายถึงกัน”

“เราควรแลกเบอร์โทรศัพท์กันไว้นะครับ”

“อ๊ะ ได้ค่ะ แต่ฉันคงไม่สามารถเล่าเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในชีวิตของฉันให้คุณฟังทางโทรศัพท์ได้หมดนะคะ”

“ผมอาจจะไม่ค่อยชอบเขียนเท่าไหร่ แต่ผมเป็นนักอ่านตัวยงทีเดียว”

บางทีเราอาจจะเข้ากันได้ดี... เพราะเรามีสิ่งที่ไม่เหมือนกัน แต่ไปคู่กัน นั่นคือการอ่านกับการเขียน

แล้วชายหนุ่มผู้ที่อนาคตอันใกล้จะมีชื่อใหม่ว่าพัสกร ก็จดที่อยู่ลงบน ใบเสร็จรับเงินค่าอาหารกลางวัน ก่อนจะยื่นให้กับหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าซึ่งเขารู้สึก “ถูกชะตา” กว่าที่คิด

เธอ... หญิงสาวที่มีชื่อเรียกเป็นชื่อเล่นว่า “คำ” อาชีพหลักคือนักรบ และอาชีพรองของเธอคือนักเขียน เธอหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋า แล้วเสียบใบเสร็จรับเงินนั้นไว้ในหน้าหนึ่งของหนังสือ เพื่อเก็บที่อยู่ของชายหนุ่มที่เธอรู้สึก “ถูกชะตา” เอาไว้

“หนังสืออะไรครับ”

“อ๋อ หนังสือนิยายน่ะค่ะ”

“คุณชอบอ่านนิยายเหรอครับ”

“คือ เล่มนี้ฉันเขียนเองค่ะ”

“โอ้ เก่งจัง ผมขอดูหน่อยได้มั้ย ไม่น่าเชื่อเลยว่าผมจะเจอผู้หญิงเก่งที่ทั้งเก่ง ทั้งสวยในเวลาเดียวกันแบบนี้”  แล้วหญิงสาวเขิน แต่ก็ชอบที่มีคนชม เธอยื่นหนังสือให้เขา

ชายหนุ่มพลิกดูสองสามหน้า... และลองอ่าน บทที่หนึ่ง

“สนุกดีนะครับ น่าติดตาม... ที่จริงผมไม่เคยคิดจะอ่านนิยายผู้หญิง แต่เริ่มต้นคุณดำเนินเรื่องได้น่าสนใจมากเลย มีขายที่ร้านหนังสือทั่วไปใช่มั้ยครับ เดี๋ยวผมจะได้ไปหามาอ่าน”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันให้เล่มนี้คุณเลยก็ได้... มาค่ะ เดี๋ยวจะเซ็นชื่อให้”

บุษราคัมลงมือเซ็นชื่อในหน้าแรกของหนังสือ ข้อความคือ “สำหรับคุณพัสกร ขอบคุณที่ช่วยดึงจากฝาท่อค่ะ” แล้วเธอก็เซ็นชื่อนามปากกาลงไป ยื่นหนังสือคืนให้กับเขา

“วันนี้วันเกิดฉัน ฉันลางานมาเพื่อทำธุระทุกอย่างที่ค้างอยู่ และฉันถือว่าเป็นวันที่โชคดีที่มีเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นในชีวิตหนึ่งคน หรืออย่างน้อยก็หนึ่งชั่วโมง รบกวนคุณมากแล้ว ฉันต้องขอตัวกลับนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณย้ง”

“คอลมี พัสกร”

“ค่ะ คุณพัสกร”

เธอเดินหายปะปนไปกับผู้คนมากมายบนถนนสาทรใต้ เขาหวังอย่างยิ่งว่าเธอจะไม่เดินตกท่ออีกครั้ง และหวังมากกว่านั้นคือ จะได้พบกันอีก 

เขาจำคำพูดพ่อค้าขายล็อตเตอรี่ที่เขาบังเอิญเดินผ่าน แล้วลุงคนนั้นทักขึ้นมาทำให้เขาต้องหยุดฟังที่ลุงคนนั้นพูด

“พ่อหนุ่มมีใฝที่ซี่โครงขวา และท้ายทอยใช่มั้ย... เมื่อสองเดือนก่อนนี่มีดวงจะได้เงินก้อนโต แต่พลาดไป เพราะบารมีไม่พอ ทำบุญมาน้อยไป มีโอกาสอย่าลืมเข้าวัดปล่อยนกปล่อยปลา ทำสังฆทานอุทิศส่วนกุศลผลบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรบ้างล่ะ”

“ลุงรู้ได้ยังไงว่าผมมีไฝที่ซี่โครงขวา”

“ไม่อยากบอกเลยนะ แต่เห็นว่าชะตาต้องกัน ถึงได้ทัก... แต่อย่าเอาไปบอกต่อล่ะ ลุงน่ะมีรัก ยม”

“จริงหรือครับ”

“เอ้า ไม่เชื่อ งั้นถามมา ให้ถามสองข้อ เอ๊ะ แต่ที่จริงแล้วพ่อหนุ่มอยากรู้แค่สองเรื่องเองนี่ คือเรื่องคู่ครอง กับเรื่องงาน เนื้อคู่ของพ่อหนุ่มน่ะ เป็นผู้หญิงผมยาวผิวขาว สวยทีเดียวแหละ เธอคนนี้มีใบหน้ารูปใบโพธิ์ อายุมากว่าเราสองสามปี และจะพบกันโดยบังเอิญ”

เขาจำเรื่องราวเกี่ยวกับคู่ครองได้เท่านั้น พร้อมกับเหมาล็อตเตอรี่ลุงมาชุดใหญ่ ทั้งที่ไม่เคยซื้อล็อตเตอรี่มาก่อนในชีวิต เขาไม่ได้หวังจะถูกรางวัล แต่หวังว่าจะได้เจอกับเนื้อคู่

ชายหนุ่มอยากจะกลับไปเหมาล็อตเตอรี่ลุงคนนั้นให้หมดแผงจริงๆ เลยสำหรับตอนนี้ เขาไม่เคยเชื่อเรื่องไสยศาสตร์เพราะเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ลุงขายล็อตเตอรี่คนนั้นทายแม่นเหมือนมีตาทิพย์ เขาได้พบกับคนที่ (คิดว่า) เป็นเนื้อคู่ หลังจากที่เดินออกจากแผงล็อตเตอรี่มาไม่ถึงชั่วโมงอย่างไม่น่าเชื่อ และ หลังจากนี้ต่อไปเวลาของเขาคงเดินช้าลงเพราะมีการรอคอยเพิ่มเข้าอยู่ในชีวิต เขารอจดหมายของบุษราคัม...

คิดไป ยิ้มไป และหยิบหนังสือที่เธอให้มาเปิดอ่านแก้เขินตัวเอง

กระดาษใบเสร็จรับเงินค่าอาหารกลางวันซึ่ง เขาบรรจงเขียนที่อยู่ด้วยลายมือที่สวยที่สุดในโลกให้กับเธอ ปลิวออกจากหน้าหนังสือหล่นลงบนพื้นใกล้ๆ เท้านั่นเอง ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมา และนึกถึงประโยคของบุษราคัม “มีแค่สองอย่างที่จะทำให้เราได้พบกันอีก หนึ่งก็คือพรหมลิขิต และสองก็คือ จดที่อยู่ส่งจดหมายถึงกัน” เขาเสียบกระดาษใบนั้นไว้ในเล่มหนังสือดังเดิม และ รอพรหมลิขิต.../ 
SHARE
Written in this book
รักในฤดูร้อน
เรื่องสั้นธรรมดา, เรื่องราวความรักธรรมดา -- 
Writer
blue0416
etc.
"หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาในแดดบ่าย"

Comments

hanaya
1 year ago
น่ารักจังเลย
Reply
blue0416
1 year ago
ขอบคุณมาดค่ะ เขียนเองขำเอง เหมือนกันค่ะ
Precipitation
1 year ago
อ่านไปแล้วยิ่มไป ไม่น่าเบื่อเลยค่ะ 💕☺️
Reply
blue0416
1 year ago
ขอบคุณมากค่ะ เขียนลงบล็อคไว้นานแล้ว เพิ่งนำมาลงที่นี่ค่ะ
Precipitation
1 year ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ ;)