หญิงสาว ความแก่ แสงแดด

หญิงสาวมีหน้าตาที่แสนธรรมดา ตา จมูก ปาก รูปหน้า ไม่มีส่วนไหนสวยเลย แต่พระเจ้าไม่ใจร้ายเกินไป พระเจ้าประทานผิวพรรณที่ขาวละเอียดงดงามมาให้
ผิวพรรณขาวงดงามทำให้หญิงสาวดูสวยขึ้นมาแม้ว่าอุปกรณ์บนใบหน้าจะไม่สวย
แต่หญิงสาวชะล่าใจ คิดว่าตัวเองสวยโดยลืมไปว่าความสวยทั้งหมดเกิดจากผิวพรรณที่ช่วย หญิงสาวชะล่าใจ และไปตากแดด แดดอันรุนแรงเข้ามาทำลายผิวพรรณของเธอ ใบหน้าที่เคยดูเรียบเนียนเด็กละเอียดก็เหี่ยวย่นมีริ้วรอย ความงามของผิวพรรณไม่ใช่แค่ใบหน้าแต่ส่วนอื่นๆก็ชำรุดจากการทำลายด้วยรังสีของแสงแดด

บัดนี้ผิวพรรณอันงดงามที่เคยห่อหุ่มไม่อยู่กับหญิงสาวแล้ว เมื่อสิ่งเดียวที่ช่วยขับให้งดงามสลายหายไปหมดสิ้น เหมือนเปลือกขาวๆที่ห่อหุ้มหลุดออก เหลือไว้เพียงแต่ความธรรมดา ความเหี่ยวย่น ดำมืด ริ้วรอย ความไม่สวย ใช่ หญิงสาว ไม่เหลือความสวยอี




วันนี้หญิงสาวมีนัดเรียนเปียโนตอนห้าโมงครึ่ง เธออาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ปกติหญิงสาวจะใส่เสื้อคลุมแขนยาว กางเกงขายาว ในตอนหกโมงเช้าถึงหกโมงเย็น เพราะเวลาดังกล่าวจะมีแสงแดด ซึ่งทำให้ผิวหนังมีริ้วรอย เหี่ยวย่น และแก่ เรียกได้ว่าผิวส่วนที่สัมผัสอากาศภายนอก จะมีเพียงหน้า คอ หลังมือ เท้า ซึ่งเมื่อต้องโดนแดด หญิงสาวก็ปกป้องหน้าด้วยการกางร่ม หน้าเลยสัมผัสแดดดน้อย การใส่ชุดที่เผยผิวแขนขาจะใส่เฉพาะตอนกลางคืนที่ไม่มีรังสียูวีเท่านั้น จนมาวันนี้ หญิงสาวรู้สึกเบื่อการใส่กางเกงขายาวเสื้อแขนยาว หญิงสาวอยากแต่งตัวแบบอื่นบ้าง หญิงสาวเลยเลือกชุดเดรสสีขาวยาวเหนือเข่าเล็กน้อย คอกว้างจนเผยผิวไหปลาร้า และช่วงเหนือหน้าอก แขนสั้นจนแทบจะเป็นแขนกุด หญิงสาวเผยผิวทั้งแขนทั้งขา ทั้งผิวเหนือหน้าอก และหญิงสาวยังไม่ทาครีมกันแดดที่ใบหน้า หญิงสาวมองนาฬิกาและพบว่าตอนนี้เป็นตอนห้าโมง ถ้าออกไป ต้องยังมีแดดอยู่แน่ๆ ถึงแม้จะไม่ระอุจัดเื่าแสงแดดตอนเที่ยงวัน แต่แดดตอนห้าโมงก็มีรังสียูวีเอยูวีบีที่จะทำลายความสาวจนเกิดความแก่ได้ 
ทั้งๆที่รู้ แต่อารมณ์ก็ชนะทุกอย่าง หญิงสาวออกจากบ้านไปทั้งชุดแบบนั้น
เราจะมาเริ่มเล่าตั้งแต่นาทีที่ออกจากบ้าน จนถึงกลับบ้านมา หญิงสาวลงมาข้างล่าง มีคนชมว่าเธอหน้าตาดี หารู้ไม่ว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอสวยที่สุดแล้วล่ะ
เพราะหลังจากก้าวออกจากบ้าน แดดจะทำลายผิวพรรณขาวผุดผ่องที่ตัวเธอเองอุตส่าห์รักษามาแทบตาย แต่เพียงแค่อารมณ์ครอบงำ ก็ทำลายมันเองซะดื้อๆ

เธอเดินออกไปนอกบ้าน ระหว่างเดินไปตามทาง เธอรู้สึกถึงรังสีแดดอ่อนๆที่ตกกระทบบนผิวแขนขาวๆเนียนๆ และผิวหนังส่วนอื่นก็น่าจะได้รับแดดนี้เช่นกันเพียงแค่สายตาของหญิงสาวไม่ได้เพ่งมอง
จนตอนที่เดินไปถึงถนนก่อนถึงรถไฟฟ้า ตรงนั้นความเข้มของแดดเข้มขึ้นกว่าบริเวณที่เดินผ่านมา
แดดตรงนั้นเป็นสีส้มวิบวับแวววาวชัดเจน หญิงสาวรู้ว่าเดินไป ผิวต้องโดนแดดสีส้มเข้มนั่นแน่ๆ แต่ก็ยังเดินไป เพราะขี้เกียจหาทางเดินใหม่
หญิงสาวเดินเข้าไป แดดสีส้มแรงๆทาบลงบนผิวพรรณทั้งตัว แขนขาวๆที่ร้อยวันพันปีไม่เคยสัมผัสแดดตรงๆเลย(หญิงสาวจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่แขนขาวๆนี้มาเจอะเจอกับแดดตรงๆแบบนี้คือเมื่อไหร่) วันนี้มันมาสัมผัสแดดตรงๆแล้ว ซักพักเมื่อเดินไปอีก หญิงสาวแสบหน้าแสบตามาก มันเป็นบริเวณที่พระอาทิตย์ตกพอดี มองไปเห็นพระอาทิตย์ลูกกลมๆที่องศาของแสงรังสียูวีมาทิ่มแทงผิวของหญิงสาวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหน้า ปกติหญิงสาวจะกางร่มเพื่อป้องกันหน้าจากแดด แต่วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร หญิงสาวสมองช้า หน้าโดนแดดทำร้ายไปตั้งเยอะพึ่งจะรู้สึกตัวว่าควรหยิบร่มมากาง หญิงสาวหยิบร่มมากางบังหน้าจากแสงแดด ตอนหยิบร่มมากาง หญิงสาวเห็นแดดสีส้มเข้มอยู่บนผิวแขนขาวๆด้วย ซึ่งผิวขา ผิวไหปลาร้า ผิวคอ ที่หญิงสาวเผยออกมาในวันนี้คงโดนแดดทำร้ายหมดนั่นแหละ แต่หญิงสาวแค่ไม่ได้มองแคชอัพเข้ามาในสายตา หญิงสาวข้ามถนน ถึงบีทีเอสแล้ว ตอนนี้หญิงสาวอยู่ในที่ร่ม แต่ตอนกำลังจะขึ้นไปชานชาลา ทางบันไดขึ้นไปเต็มไปด้วยแสงแดดสีส้มอันแรงจัดจ้าน หญิงสาว หญิงสาวจะทำอย่างไรดี ถ้าเดินขึ้นไปก็ต้องโดนแดด ถ้าไม่เดินก็ไม่มีทางขึ้นแล้ว หญิงสาวได้ยินเสียงประกาศสถานีที่ต้องการ จึงจำใจวิ่งฝ่าแดดขึ้นไปบนชานชาลา ด้วยหวังว่าความเร็วของการวิ่งจะช่วยให้ผิวต้องแช่อยู่ในแสงแดดได้น้อยลงกว่าการเดิน หญิงสาววิ่งขึ้นไป แสงแดดสีส้มเข้มปกคลุมไปทั่วผิวพรรณขาวๆที่เคยรักษาจนสวยงามแทบบ้าแต่ตอนนี้ความสวยของผิวถดถอยลงแล้วด้วยน้ำมือของคนที่เคยรักษา หญิงสาวเข้าไปในขบวนรถ สถานีเดียวก็ถึงปลายทาง หญิงสาวเดินไปเรื่อยๆ ระหว่างทางเดิน แสงแดดสีส้มเข้มหายไป แต่เหมือนตอนเดินมาช่วงแรก คือแม้จะไม่เห็นแดดเป็นสีส้มๆชัดๆ แต่สัมผัสได้ถึงไอแดดขาวๆจางๆที่มาสัมผัสกระทบผิวไปทั่วตัว แขน หน้า คอ ขา มือ หลังมือ เท้า ผิวพรรณโดนรังสียูวีทุกอณูรูขุมขน ถ้าคุณเคยเดินตอนสี่โมงห้าโมง คุณจะพอจำได้ว่า รังสียูวียังมีอยู่ท่วมท้นเพียงแค่มันไม่ปรากฏกายชัดเป็นสีส้มเข้มแบบตอนเที่ยง นั่นแหละ เราสัมผัสและมองเห็นถึงแดดสีขาวที่ครอบคลุมบนผิวเราทุกส่วน แดดขาวๆนั่นคือรังสียูวีที่จะทำให้ผิวเราเหี่ยวย่น หมองดำ เสีย ไม่สาวอีก บางจุดที่เดินไปก็จะมีกลุ่มแดดสีส้ม แน่ล่ะว่าผิวเราต้องโดน ตรงแขนจะมองง่าย เห็นแดดสีส้มมวางแหมะบนลำแขนผิวขาว เราเลือกจะนั่งมอไซ แล้วก็ แล้วก็ รถล้ม ผิวแขนขาวๆเนียนๆก็ถลอก แต่เราจะไม่พูดถึงความเสียหายจากอุบัติเหตุที่ทำลายผิว เพราะพวกนี้มันรักษาได้ แต่แดดที่โดนผิวอะ รังสีมันเข้าไปทำลายถึงเซลล์ผิว หมายความว่าอะไรรู้ไหม หมายความว่าเสียแล้วเสียเลย ไม่มีทางกลับมาดีเหมือนเดิมได้ เซลล์ตายแล้วก็คือตาย ผิวเหี่ยวผิวย่นผิวแก่แล้วก็เป็นเลย ย้อนกลับไม่ได้
เราเลือกจะไม่นั่งมอไซต่อเพราะเขาน่ากลัว เราเลยต้องหาทางไปที่ตึกนั่นเอง ระหว่างทางเดินไป แดดขาวๆ(ดูไม่มีพิษภัยเท่าสีส้ม แต่มันก็มีรังสียูวีที่ทำลายผิวหญิงสาวได้ มันมีพิษสง) ระหว่างการเดินไปเรื่อยๆผิวพรรณของเธอ แขนขาคอหน้าเหนืออกก็โดนแดดขาวๆครอบคลุมจูบแนบไปทุกรูขุมขน โอ้ ผิวของเธอช่างน่าเวทนา น่าสงสาร และน่าเสียดายความงามที่สวรรค์มอบให้ มันถูกทำลายจนถดถอยลงแล้ว
มีทางหนึ่งที่เดินไปมีมวลแดดสีส้มเข้มกองสุมอยู่ มันเป็นทางวันเวย์ ไม่มีทางอื่น หญิงสาวหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยต้องเดินฝ่าแดดสีส้มนั่นอีกรอบหลังจากวันนี้เจอะเจอแดดส้มเข้มมาหลายรอบ นึกว่าจะไม่เจอแล้ว ก็ยังมาเจออีก หญิงสาวคิดว่าต้องหาทางข้ามถนนเพื่อไปยังตึกที่ดูคล้ายตึกเป้าหมาย พอหญิงสาวข้ามถนนไป เดินเลี้ยวไปอีกนิด ก็เจอบริเวณที่แดดส้มปกคลุมเข้มข้นรุนแรงดูหนาแน่น รังสียูวีเลวร้าย แต่หญิงสาวจำเป็นต้องเดินไป ครานี้เธอกางร่มคันเล็กๆปกป้องใบหน้าจากแสงแดดส้มจัดนั้น แม้ใบหน้าจะได้รับการปกป้อง แต่การเดินฝ่ากองแดดส้ม กระโปรงสั้นเหนือเข่า ที่เผยผิวบนลำขา เสื้อที่เผยลำแขนยาวขาว ผิวแขนขาขาวๆนี้ก็ไม่รอด โดนทำลายพังสิ้น เธอเดินเลยกองแดดส้มมาถึงบริเวณอื่นที่ไม่มีแดดส้ม แต่แน่นอนยังไงก็ยังสัมผัสได้ถึงแดดอ่อนๆจางๆยูวีีที่ยังคลุมผิวพรรณของหญิงสาวไปซะทุกส่วน หน้า คอ แขน ขา หลังมือ เท้า 



*วันนี้ช่วงที่รุนแรงที่สุดคงจะเป็นตอนก่อนข้ามถนน ที่องศาของดวงอาทิตย์ที่กำลังตกมันพอดีกับหน้าเรา รังสีแบบเห็นเป็นลำแสงพุ่งมาที่ผิวเรา หน้าเรา คอเรา ใต้คอ ไหปลาร้า เหนืออก มันพุ่งมาแบบทิ่มแทงมาก กว่าจะรู้สึกสติมาว่าควรกางร่มบังหน้าสิ ถึงขาจะป้องกันไม่ได้ แต่อย่างน้อยหน้าก็ยังรอด ก็กว่าจะรู้สึกตัวว่าควรทำแบบนั้นก็โดนทิ่มแทงไปเยอะมากแล้ว หญิงสาวเสียเงินใช้ครีมบำรุงหน้าไปตั้งมากมายแต่มาหักมุมที่หัวโค้งเจอแดดรุนแรงรอบเดียว ที่ทำมาคือจบสิ้น หมดกัน เสียเวลา เสียเงิน เปล่าประโยชน์ (เหมือนหลบแดดมาสามสี่ปี มาเจอวันเดียวหนักๆก็พังที่รักษามาทั้งหมดเลย)(การรักษานั้นยากแต่การทำลายนั้นง่ายนิดเดียว) ตอนนี้ถึงตอนจบของเรื่อง หญิงสาวไม่เจอกองแดดเข้มสีส้มแล้ว(แต่ยังเจอแดดขาวซึ่งมียูวีอยู่แล้ว ครอบคลุมผิวทุกส่วนไปตลอดทางจนเดินเข้าตึก)
 หญิงสาวเสียใจที่ตนเองทำผิดพลาด ทำร้ายผิวพรรณงามๆขาวๆเช่นนี้
หญิงสาวได้รับความเหี่ยวย่น ความริ้วรอย ความแก่ ความชำรุดของผิวหนัง ผิวหนังชำรุดถดถอยจากรังสียูวีที่อยู่ในแสงแดดร้อนๆ
หญิงสาวคิดว่าต่อไปนี้จะกลับมาใช้มาตรการเดิมอย่างเข้มงวด ไม่ยอมให้อารมณ์มาเป็นจุดอ่อนในการเปิดช่องโหว่ให้ผิวโดนทำลายแบบนี้ีอีก
คือ จะไม่ยอมให้ผิวแขนผิวขาสัมผัสแสงแดดตรงๆอีก
ตอนกลางวันจะใส่แขนยาวขายาวเท่านั้น
ชุดที่เผยผิวแขนขาจะใส่เฉพาะตอนกลางคืนที่ไม่มีแดดแล้ว ส่วนหน้าและคอที่ปกปิดลำบาก
หญิงสาวจะทากันแดดหน้าและคออย่างสม่ำเสมอ
กางร่มกันแดด ไม่ให้ผิวหน้าโดนรังสีทิ่มแทงตรงๆสัมผัสตรงๆแบบนี้อีก คอก็จะพยายามหาอะไรมาคลุม
ผิวมือจะคลุมด้วยเสื้อหนาวตลอดไม่ให้โดนลำแสงแดดตรงๆ ผิวหลังมือหญิงสาวขาวและบางมากจนเห็นเส้นเลือด ต้องถนอมความงามอันบอบบางนี้(แม้วันนี้จะชำรุดไปเยอะ)
หญิงสาวจะทำตั้งแต่วันนี้ ให้ผิวแขนขาได้ซ่อมแซมตนเองโดยไม่ต้องโดนแดดรบกวนซ้ำแล้วซ้ำอีกจนซ่อมแซมไม่ทัน แล้วพอผ่านไปหลายเดือน หญิงสาวจะพบว่าผิวพรรณที่ซ่อมแซมสำเร็จแล้วนั้นดีขนาดไหน(แม้จะไม่สมบูรณ์แบบเท่าตอนก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ผจญภัยในแสงแดด แต่ก็ดีกว่าการปล่อยตัวโดนแดดซ้ำๆแน่นอน)
SHARE
Writer
Violetgraper
Writer,Reader
I always sink into deep.

Comments