Overly Sensitive | เหยียดให้มิดด่าให้แซ่บ ความเจ็บแต่คันอันทรงอำนาจของคำหยาบ
เคยไหม เวลาคุณเข้าไปอ่านในสนามดราม่า Social ต่างๆ แล้วก็ค้นพบว่า บางประเด็นมันชวนให้เข้าไปร่วมวง ไปด่าทอให้ออกออรถรส ถ้าไม่ห่วงหน้าที่การงานและบรรดาญาติพี่น้องที่เป็น Friends แล้วล่ะก็ ฉันจะขุดทักษะทางภาษาทั้งหมดมาใช้ให้รู้แล้วรู้รอด

แต่ในขณะเดียวกัน บางดราม่า ไม่ใช่เรื่องของตัวเองด้วยซ้ำ ทำไมอ่านความเห็นของบางคน มันช่างทำร้ายจิตใจ ชวนให้ #WordsHurtTH เสียจริงๆ คุณเหยียดในเหยียด คุณคุกคาม คุณไม่ให้คุณค่าความเป็นมนุษย์กับฉันเลย นี่ถ้าฉันมีเวลาพอจะไปไฟว้กับระบบราชการอันน่ารำคาญ ฉันจะฟ้อง พรบ. คอมพ์ ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
 
วันนี้มิรันดาเลยจะมาชี้ชวนดูแวดวงการด่า ว่ามันมีอำนาจมากน้อยกันแค่ไหนกันเชียว

ก่อนจะไปพูดถึงการด่า ก็คงต้องให้ทุกคนรู้จักกับคำว่า
Non-Violent Action
หรือ การทำอารยะขัดขืน


เป็นสันติวิธีที่ใช้เพื่อโค่นอำนาจที่ไม่ชอบธรรมในที่สาธารณะ วิธีนี้ก็ใช้กันมามากในการต่อสู้ทางการเมือง ต่อระบบ ต่ออำนาจ ต่อเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรมในที่ต่างๆในโลก ที่เห็นกันชัดๆก็ตั้งแต่ คานธี หรือ เนลสัน แมนเดลล่า ซึ่งทั้งคู่ถูกยกย่องให้เป็นนักสันติวิธีระดับโลก ซึ่งก็ทั้งคู่ก็อาจจะมีด้านไม่ดีที่ถูกขุดขึ้นมาโจมตีเป็นระยะๆ พอหอมปากหอมคอ แต่ก็ถือว่าทั้งคู่วาง Performance ตัวเองใช้ในการต่อสู้ในที่สาธารณะได้ดีอยู่
 
การทำ Non-Violent Action นั้น หลายๆครั้งมันก็ไปขัดกับข้อกฎหมาย นักทำอารยะขัดขืนทั้งหลาย หากจะเดินทางสายนี้แล้วล่ะก็ คุณก็จะต้องยอมติดคุกตามกฎหมาย (ที่มักจะไม่ชอบธรรม) เพื่อบอกว่า "มึงอ่ะผิด" เพื่อให้เกิด Second Wave ต่อไปในสังคมว่า "เอ๊า ทำไมคนธรรมดาถึงติดคุกล่ะ" ซึ่งทั้งคานธี หรือ แมนเดลล่านี่ก็ติดคุกกันทั้งนั้น และโดนตามฆ่าเช่นกัน แต่สิ่งที่เขาต่อสู้ ก็ยังเป็นสัญลักษณ์ต่อมาให้ศึกษาจนถึงปัจจุบัน
 
แล้วมันเกี่ยวข้องกับการด่า การเหยียดกันยังไงเหรอ มันเกี่ยวค่ะ ก็เพราะการด่า มันอยู่ในจักรวาลเดียวกับการทำ Non-Violent Action หรือการทำอารยะขัดขืน นั่นเอง

มาในยุคหลังๆ Non-Violent Action หรือการทำอารยะขัดขืน ก็ถูกใช้เรื่อยมา โดยมันมีระดับของมันอยู่ว่าคุณจะล้มฐานอำนาจที่ไม่ชอบธรรมได้แค่ไหน โดยพื้นฐานแล้ว Non-Violent Action หรือการทำอารยะขัดขืน ต้องตั้งอยู่บนการไม่ทำร้ายร่างกายกันทางกายภาพ เช่น ไม่ฆ่ากัน ไม่ลุกขึ้นมาตีหัวกัน อันนี้ก็ถือเป็นพื้นฐานที่สุด 

คำว่า Non-Violent Action ความหมายตรงตัวก็คือ
การกระทำที่ไม่ใช้ความรุนแรงทางกายภาพ

 
ฉะนั้น เราจะต่อสู้กับอีกฝ่ายอย่างไรได้บ้าง โดยไม่ต้องลุกขึ้นไปตบหัวเขา

ขั้นที่หนึ่ง การตั้งคำถาม 
ซึ่งเป็นอาวุธที่เบาแต่รุนแรงที่สุด หลายๆครั้งการตั้งคำถามในบางเรื่องและในบางสถานการณ์ มันก็อาจจะดูไร้มารยาท ยิ่งในสังคมที่เต็มไปด้วยมารยาทเคร่งครัดเช่นสังคมไทยด้วยแล้วก็ยิ่งยากไปใหญ่ แต่ทว่าการตั้งคำถามมันเป็นจุดเริ่มต้นของการหา Alternative Solution ที่ดีกว่า ซึ่งต้องอาศัยมุมมองแบบ นักคิด นักออกแบบ หรือ Critical Thinking ค่อนข้างสูง รวมถึงวิศวกรเอง ก็ยังใช้การตั้งคำถามเพื่อผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ ให้โลกเสมอมา แม้ว่าจะขัดกับหลักศีลธรรมที่คนส่วนใหญ่ยึดถืออยู่ 

เช่น กาลิเลโอเคยบอกว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีนรกอยู่ล่างสวรรค์อยู่บน ตอนนั้นก็ดูไม่มีมารยาทกับทางคริสตจักร แต่ทว่าเรื่องที่เขาคิด เป็นจริงในอีกหลายร้อยปีต่อมา

ขั้นต่อมา เขาก็ว่าต้องไม่ทำลายทรัพย์สินด้วย
เราต้องไม่กวาดข้าวของลงจากโต๊ะเครื่องแป้งอย่างเกรี้ยวกราด ไม่เผาบ้านเมือง แต่บางคนเขาก็ว่ามันไม่เกี่ยวกัน เช่น การต่อต้านโรงงานผลิตอาวุธปืนในบางแห่ง ก็มีการบุกเข้าไปทำให้อุปกรณ์บางอย่างในโรงงานให้มันใช้ไม่ได้ซะ เพื่อขัดขวางการผลิตอาวุธปืน ซึ่งก็ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า ไม่ใช่นักสันติวิธีทุกคนจะทำตามในระดับนี้
 
และขั้นสุดท้าย ต้องไม่ Verbal Abuse หรือ ด่ากราด หรือ Bully หรือ พูดจาส่อเสียด 
การกระทบกระทั่งเสียดสีอีกฝ่ายด้วยถ้อยคำรุนแรง เราต้องสะกดกลั้นความโกรธ กำหมัดแน่นให้ได้ พอยิ่งมาระดับนี้ นักสันติวิธีหลายๆคนก็มองว่า ถ้ายังห้ามตรงนี้อีก พื้นที่ของการต่อสู้มันก็จะแคบลงอีกนะ สรุปแล้วกูทำอะไรได้บ้างวะเนี่ย แล้วถ้าเขาเหยียดเราก่อน เราจะเหยียดเขากลับไม่ได้เลยหรือ มันไม่แฟร์นะ

แต่แน่นอน หากทุกคนจะลุกขึ้นมาด่ากันตามความรู้สึกก้นบึ้งในจิตใจแล้วล่ะก็
สังคมก็มิวายจะลุกเป็นไฟเป็นแน่แท้

 
แล้วเราจะหาเส้นการต่อสู้ ต่อรอง ที่เหมาะสมได้อย่างไร ทำตามมารยาทมากไปก็เหมือนโดนกดขี่ พูดอะไรไม่ได้ ดังนั้น มิรันดาจะขอยกตัวอย่างการต่อสู้ของนักศึกษาที่ล้มรัฐบาลทหารที่ประเทศเซอร์เบีย (เซอร์เบียนะคะ อย่าคิดไปไกล) สิ่งที่นักศึกษาทำในการต่อสู้ครั้งนั้น มีหลายครั้งที่มันก็หมิ่นเหม่ชวนตั้งคำถามว่า มันเกินไปหรือเปล่า

ครั้งหนึ่ง นักศึกษาเอาขนนกที่มีสีสันฉูดฉาด ไปผูกไว้กับไก่ แล้วปล่อยมันไปตามท้องถนนให้ตำรวจไปวิ่งไล่จับ ประชาชนเห็นเข้า ก็หัวเราะเยาะใส่ เพราะไอ้ขนไก่สีฉูดฉาดนั้น มันดันไปเหมือนกับสีผมและหมวกของภรรยานายกรัฐบาลทหารของประเทศ คนเห็นก็ขำ 

ซึ่งบางคนก็ว่า ทำแบบนี้ได้ไง เอาคนไปเปรียบเทียบกับสัตว์ คุณบูลลี่เหรอ?
 
และอีกครั้งนึง ก็คือเหล่านักศึกษายกพลไปปิดล้อมโรงเรียนของลูกชายของนายกเพื่อบีบให้นายกลาออก 

ถ้ามาเป็นยุคนี้ล่ะก็ ด่ากันระงมแล้ว ว่าทำไมถึงไปทำกับลูกชายซึ่งไม่เกี่ยวข้องเลย!!?
 
แต่อย่างไรก็ตามการทำ Non-Violent Action หรือการทำอารยะขัดขืนของนักศึกษาที่เซอร์เบียได้รับชัยชนะและมีเปอร์เซนต์การตายที่น้อยกว่าการล้มการปกครองแบบอื่น ซึ่งนักสันติวิธีและหัวก้าวหน้าฝ่ายซ้าย ก็ยังยกมาใช้ Lecture นักศึกษารัฐศาสตร์กันบ่อย ว่าเป็นการต่อสู้ที่น่าจดจำและยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์

ทว่า ตอนนี้ เราเดินทางมาถึง 2018 แล้ว การต่อสู้เพื่อล้มอำนาจ โครงสร้าง หรือระบบที่ไม่ชอบธรรม มีวิธีที่มากกว่าการออกไปเดินยั่วลูกปืนบนถนนก็จริง เพราะเราก็มีโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกรายงานหรือโดนเซนเซอร์โดยสื่อหลัก หรือการรวบรวมรายชื่อเพื่อเคลื่อนไหวก็ดี ฉะนั้นการใช้สำนวนภาษาที่ออกอรรถรส ชนิดเสมอเส้น อีกนิดฉันจะหมิ่นประมาทเขาแล้วนะ จะผิด พรบ. คอมพ์ แล้วนะเออ มันก็น่าจะทำได้ใช่หรือไม่

มันก็ได้นะคะ แต่ทว่า โลกก็กำลังติดกับดัก PC อยู่เหมือนกัน
Personal Computer เหรอ ไม่ใช่ค่ะ แต่มันย่อมาจาก 
 
Political Correctness
ความถูกต้องทางการเมือง 


ซึ่งในตอนนี้ มันกลายเป็นสูตรสำเร็จของการไม่พูดหรือกระทำสิ่งใดใดที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง เช่น เราจะไม่เรียกคนอื่นว่า "แกเป็นคนพิการ" แต่ให้เรียกว่า "ทุพพลภาพ" หรือเราจะไม่เรียกคนอื่นว่า "แกมันอ้วน" แต่ให้เรียกว่า "ผู้มีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน" ฟังดูดีจัง หลังจากนี้ เราจะได้มีแต่คำที่สุภาพ ไม่ทำร้ายจิตใจกันได้แล้ว แต่มันจะจบลงอย่างนั้นได้จริงหรือ

ข้อเสียงหลักๆของ PC คือมันจะไม่มีวันสิ้นสุดได้ เพราะถ้าเรานั่งรวบรวมคำที่พูดแล้วบาดจิตบาดใจคนอื่นๆรวมกันขึ้นมาล่ะก็ มันจะต้องหนาเท่าหนังสือไบเบิ้ลบวกพระไตรปิฎกซ้อนกันสามชั้นได้มั้ง ถึงจะไม่ทำร้ายจิตใจคนทั้ง Social Network ได้ นี่ยังไม่รวมว่าจะมีคำใหม่ๆผุดขึ้นมาอีกนะ แล้วท้ายที่สุดแล้ว คุณจะพูดอะไรไม่ได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น PC มันยังเกินเลยไปถึงขั้น เราไม่ยอมรับความจริงว่า "ผู้อพยพ" ในที่ต่างๆ เป็นนักข่มขืน เป็นนักปั๊มลูก และขี้ขโมย เราห้ามเรียกพวกเขาแบบนั้น เพราะมันจะ ไม่ PC เราดันมองพวกเขาเป็นผู้ได้รับบาดแผลทางสงครามอันน่าสงสาร มองเขาเป็นทารกผู้อิโนเซนส์ เกินกว่าจะขุดเอาความจริงมาคุยกัน ว่าพวกเขาก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีด้านน่าสงสาร และด้านเสียพร้อมกันด้วย
 
เพราะเราต้องอย่าลืมว่า "การด่า" ที่เราทั้งชอบและไม่ชอบในเวลาเดียวกันนั้น มันเคยสร้างประโยชน์ในการต่อสู้เรียกร้องเรื่องต่างๆมานักต่อนักแล้ว ทุกวันนี้ "คนดำ" ก็ยังมีโดนคำเหยียดอยู่ประปราย แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเขามีสิทธิเทียบเท่าคนอื่นในฐานะมนุษย์ ไม่ต้องแยกห้องน้ำ หรือที่นั่งบนรถเมล์แล้ว ฉะนั้น เราก็ต้องด่าคนดำได้สิ คนดำไม่ได้เป็นกลุ่มก้อนแห่งความอินโนเซนส์แล้ว เขาก็เป็นคนดีได้ พอพอกับเป็นคนที่กินแต่ไก่ทอดนั่นแหละ
หากเราด่าเขาได้ แสดงว่าเรามองเขาเป็นคนที่โตแล้ว และดูแลตัวเองได้ 
กลับกันถ้าเรารับคำด่าได้ เราก็เป็นคนที่โตแล้วและเข้มแข็งเช่นกัน 

มิติของการด่า หรือการเหยียด จะยังคงอยู่ต่อไป มนุษย์เราเองต่างหาก ที่จะไปกับโลกที่มีวิวัฒน์ของคำและบริบทการเหยียดที่เปลี่ยนไปได้มากแค่ไหน เพราะอีกไม่นาน...

อะไรนะ เธอมีอะไรกับหุ่นยนต์ งั้นเหรอ 
(กลั้นขำ)

แล้วถ้าเราโดนด่าขึ้นมาล่ะ เราจะเจ็บปวดไม่ได้เลยหรือ มิรันดามองโลกในแง่ดีว่า เขาด่า ก็ให้มันจบที่เขา มองมันเป็นการแสดงไปเถอะ เราเองก็ไม่จำเป็นลงทุนความรู้สึกไปกับคำด่าที่เราไม่จำเป็นต้องใส่ใจก็ได้ ถ้าเราไฟว้ได้ก็ไฟว้ไป ถ้าไฟว้ไม่ได้ ก็ปล่อยวาง อีกซักพัก เดี๋ยวเขาก็ไปเรื่องอื่นแล้วล่ะ

แต่ถ้าเกิดเขากำหมัดแน่น กลายร่างเป็นนางแค้น นางอาฆาต ตามระรานถึงขั้นละเมิดความเป็นส่วนตัว บุกถึงบ้านเตรียมทำร้ายร่างกายแล้วล่ะก็ แจ้งความเถอะค่ะ


ในเมื่อคุณเองก็ไม่ต้องการให้ Social Network ถูกเซนเซอร์
คุณก็ต้องยอมรับคำด่าและความเห็นที่หลากหลายให้ได้นะ 


ปล. การฟ้องร้องเรื่องผิด พรบ. คอมพ์ หรือ หมิ่นประมาท ไม่ได้ถูกใช้เพื่อแจ้งเอาความผิดจริงๆซะทีเดียว เช่น หากนักเขียน หรือคอลัมนิสต์คนไหนเขียนบทความโจมตีบริษัทหรือบุคคลผู้มีอำนาจ เราก็มักจะพูดว่า "ระวังโดนฟ้องนะ" ซึ่งเอาเข้าจริงๆแล้ว เขาไม่ได้อยากได้เงินหรอก แต่มันคือการพยายามแจ้งว่า "หุบปากซะ" เพราะตัวคนที่ฟ้อง ก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ว่านักเขียนคนนึง คงไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายค่าปรับได้หรอก แต่มันคือกลไกทางการรักษาอำนาจนั่นเอง
SHARE
Writer
Miranda
Bitchy Writer
I'm a bitch. I'm a lover. I'm a child. I'm a mother. I'm a sinner. I'm a saint. I do not feel ashamed | นามปากกา "มิรันดา" ผู้ใช้ภาษาแปลกประหลาด ผิดจริตและดัดจริต | มุมมองชีวิต ความรัก สังคม วัฒนธรรม และการเมือง ที่เผ็ดแสบร้อนเหมือนตะกอนลาวา |

Comments

Girlwearsblue
9 months ago
มีมุมมองที่น่าสนใจมากเลยค่ะ 
Reply
MyForrest
9 months ago
"เขาด่า ก็ให้มันจบที่เขา"
ยากเป็นบ้าเลย แต่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด.
ชอบบทความคุณมิรันดานะคะ



Reply