Yellow light
ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้าผ่านหน้าต่างจากห้องสมุดกลางสวนลุมฯ
หยิบปากกาขึ้นมาหวังว่าจะเขียนอะไรสักอย่างที่มีความหมาย
อาจไม่ต้องมีความหมายก็ได้แค่มีใครบางคนอ่านมันก็พอ
ตัวเองก็ยังไม่แน่ใจว่าอยากสื่อสารอะไรออกไป แค่อยากถ่ายทอดอะไรสักอย่าง
อีกาสองตัวบินเคียงคู่กันส่งเสียงร้องทะลุเข้ามาให้พอได้ยิน
อยู่ๆ ผมก็รู้สึกคิดถึงใครบางคนที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร
.
ท้องฟ้าเหนือยอดตึกสูงดูมืดครึ้มเป็นพิเศษ
ฝนอาจจะตกเหมือนเมื่อวานหรืออาจเป็นเพราะฟิล์มติดกระจกมันมืดเกินไป
ตอนผมเดินเข้ามาที่นี่ อยู่ๆ ก็มีตัวเงินตัวทองวิ่งผ่านหน้า
ผมแปลกใจที่ตัวเองไม่รู้สึกกลัวเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
.
ตอนเป็นเด็กผมเคยคิดอยากเล่นน้ำฝน
ผมเคยแอบแม่ออกไปวิ่งเล่นอยู่กลางลานกว้างที่ฝนพรั่งพรูลงมา
จากนั้นเป็นหวัดอยู่นานแต่จำได้ว่ามีความสุขมาก
เมื่อวานฝนตกผมตัดสินใจเดินริมถนนอย่างไม่สนใจสายตาคนอื่น
ผมหวังจะพบอะไรบางอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานาน
แต่ผมก็ผิดหวัง ผมไม่ได้รู้สึกสนุกเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
.
ผมรู้แล้วว่าผมกำลังคิดถึงใคร เขาเป็นเพื่อนสนิทคนแรกสมัยประถม
ท้วมๆ นิดหน่อย ผิวคล้ำนิดๆ ผมหยิกๆ ชื่อเล่นว่าเพชร
ผมหยิบมือถือค้นหาตัวเขาด้วยชื่อและสกุลจริง แน่นอนผมจำมันได้
แต่หาเท่าไรในโลกออนไลน์ก็ไม่มีข้อมูลของเขา
.
ตอนกลับต่างจังหวัดครั้งก่อนผมเดินทางไปโรงเรียนเก่าสมัยประถม
ตึกเรียนคงเดิม แต่สนามเด็กเล่นหายไป สนามเด็กเล่นที่มีโต๊ะหินอ่อนซึ่งผมเคยนั่งเล่นหมากฮอสกับเพชรหายไป
เสาธงก็หายไป ผมจำได้ว่าตัวเองกลัวเสาธง วันนั้นผมถูกครูบังคับให้ไปเชิญธงขึ้นเสากับเด็กหญิงที่แอบชอบ
ผมตื่นเต้น เพราะผูกปมเชือกไม่เป็น ผมเหงื่อออกท่วมหน้าเพราะความประหม่า
เมื่อเพลงชาติจบลง ธงอยู่บนเสาแล้ว แต่ผมไม่รู้จะผูกปมยังไง
เด็กหญิงคนนั้นคว้าเชือกจากมือผมและเดินเข้าไปผูกแทน
ตอนเดินขึ้นห้องผมเดินเข้าไปแตะหลังเธอและบอกว่าขอบคุณมากนะ เธอไม่ตอบแค่ยิ้มและพยักหน้า
หลังจากวันนั้นเพื่อนทั้งห้องก็ล้อว่าเราเป็นแฟนกัน
หลังจากวันนั้นผมกับเด็กหญิงก็ไม่กล้าคุยกันอีกเลย
ผมจึงเกลียดเสาธง
.
แต่มันหายไปแล้ว เสาธงหายไป เด็กประถมก็ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว
โรงเรียนของผมถูกแปลงเป็นโรงแรมเกรดกลางๆ ค่าห้องคืนละสี่ร้อยห้าสิบ
สี่ร้อยห้าสิบเองเหรอ พูดให้ถูกคงเป็นเกรดต่ำมากกว่า
ผมเดินดูรอบๆ โรงเรียนยังพอหลงเหลือมุมที่คุ้นเคยอยู่บ้าง
ผมเดินดูจนทั่วแล้วกลับออกมาจ้องมองป้าย ป้ายตั้งที่เดิมแต่เปลี่ยนจากคำว่าโรงเรียนเป็นโรงแรม
ชื่อก็เหมือนเดิม เขาใช้ชื่อโรงเรียนของผมเป็นชื่อโรงแรม
ตอนนั้นผมก็ไม่ได้เสียใจเท่าไร จะมีบ้างก็แค่หวิวใจนิดๆ
.
เขียนถึงตรงนี้ผมเริ่มตระหนักได้ว่าตัวเองรู้สึกกับอะไรๆ น้อยลง
ไม่กลัวมาก ไม่สนุกมาก ไม่เศร้ามาก ไม่รักมาก
เอาเป็นว่าผมไม่ได้รู้สึกอะไรมากๆ เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
ถ้าจะใช้แนวคิดกระแสนิยมตัดสินนี่คงไม่ใช่สิ่งที่ดีเท่าไร
พวกเขาบอกว่าเราต้องเต็มที่กับทุกอย่างสิ ชีวิตถึงจะคุ้มค่าที่ได้เกิดมา
ก็ไม่ถูกไม่ผิดหรอก ผมไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์อะไร
ผมกำลังพยายามพูดให้น้อยลงและตัดสินคนอื่นให้น้อยลงอยู่ เพราะฉะนั้นเราจะข้ามมันไป
.
ผมเหลือเวลาอยู่ในสถานที่แห่งเดิมไม่มาก ก่อนจะไปในสถานที่แห่งใหม่
เวลาที่เหลือน้อยทำให้ต้องครุ่นคิดถึงทุกอย่างที่เคยผ่านเข้ามา
นั่นเองคงเป็นเหตุผลที่อยู่ๆ ผมคิดถึงเพชร หรือบางทีผมอาจคิดถึงตัวเองในอดีตก็ได้
แต่ผมไม่ได้คิดถึงความเป็นเด็กแบบที่ทุกคนชอบโหยหา
ผมไม่คิดว่าความเป็นเด็กคือสิ่งบริสุทธิ์สวยงามไร้ที่ติ
ทุกคนมักจะลืมไปว่าเด็กในยุคสมัยนี้ถูกตีกรอบทันทีเมื่อลืมตาขึ้นบนโลก
พวกเขาเพียงแค่สงสัยใคร่รู้ว่ามีอะไรอยู่นอกกรอบนั้น และสนุกกับการออกนอกกรอบโดยไม่ถูกลงโทษเฉกเช่นผู้ใหญ่ก็แค่นั้น
.
แบบนั้นเองพวกเราหลายคนเลยโหยหาความเป็นเด็ก เพราะเราคิดว่ากรอบสังคมที่กำลังดำเนินอยู่บรรจุทุกอย่างไว้แล้ว เราเรียกมันว่าความเป็นผู้ใหญ่และทิ้งความสงสัยใคร่รู้ไป
แน่นอนว่าเรากลัวการออกจากกรอบที่ว่าเพราะเราจะถูกลงโทษทันที
นั่นเองเป็นเหตุผลที่ใครต่อใครให้ค่ากับความเป็นเด็ก
.
เรานำความเป็นเด็กกลับมาได้ง่ายๆ ผมกล้าพูดแบบนั้น แต่มีไม่กี่คนที่ทำ
เราถอยออกจากกรอบพันธนาการนี้ได้ด้วยการตั้งคำถามใหญ่ๆ อีกครั้ง เหมือนที่เราเคยถามตัวเองเมื่อนานมาแล้ว
คำถามใหญ่ๆ ที่ว่าเราเกิดมาทำไม
แก่นของฟิสิกส์บอกได้ว่าเอกภพเริ่มต้นอย่างไร เคมีชี้ให้เห็นได้ว่าโลกหลอมรวมจากสิ่งไหน ชีวะเล่าให้ฟังได้ถึงกำเนิดของสรรพชีวิต
เมื่อค้นหาสิ่งเหล่านั้น เราจะเห็นว่าทุกอย่างในชีวิตที่เรายึดถืออยู่เป็นแค่เรื่องสมมุติ
เรื่องสมมุติที่ต่างคนต่างบอกต่อซึ่งกันและกัน
เราจะเห็นว่าความดี ความเลว รัฐชาติ เงินตรา ศีลธรรม กฎหมาย การหย่าร้าง การแต่งงาน ทุกอย่างนับไม่ถ้วนอีกมากล้วนเป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์
.
เมื่อนั้นเราจะได้ความเป็นเด็กกลับมาอีกครั้ง แต่แน่นอนว่าเราจะไม่ได้ความสนุกสนานกลับมาเหมือนเคย
หรือคนอื่นอาจได้มันกลับมา ผมไม่มั่นใจ เพราะผมได้อย่างอื่น
นอกหน้าต่างแดดส่องลงมาแล้ว วันนี้ฝนคงไม่ตก
ที่ผมเห็นท้องฟ้ามืดครึ้มเมื่อครู่เป็นเพราะฟิล์มกระจกดำเกินไปไม่ใช่ฟ้าครึ้มจริง
.
ผมเริ่มต้นเรื่องราวด้วยการคิดถึงใครบางคนขณะนั่งอยู่ในห้องสมุดกลางสวนลุมฯ
เล่าให้ฟังว่าตัวเองรู้สึกเฉยๆ กับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว
บอกว่าผู้ใหญ่กลับไปเป็นเด็กได้แค่ออกมาจากกรอบ
ผมจะปิดเรื่องด้วยการย้ำครั้งสุดท้ายว่าผมคิดถึงเพชร
.
ผมจำสำเนียงเหน่อๆ ของเขาได้ จำได้ว่าพ่อเขาขับรถกระบะคันเก่าๆ
เขาชอบบอกผมว่าบ้านมีรถเบนซ์หลายคัน ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยถาม
ผมคิดว่านั่นเป็นคำโกหก เพราะทุกครั้งที่เห็นเขากับพ่อ ทั้งคู่ก็มาพร้อมรถกระบะคันเก่าๆ เสมอ
ผมยังจำได้ว่าเขาโม้ว่าพ่อเล่นพนันบอลชนะมาห้าสิบล้าน และเก็บเงินก้อนนั้นไว้ให้เขา
เขาอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ เขาจะใช้เงินก้อนนั้นสร้างหอดูดาวขนาดใหญ่ เขาบอกผมอย่างมั่นใจ
ผมคิดว่านั่นก็เป็นคำโกหกด้วย เพราะในจังหวัดบ้านเกิดผมจวบจนปัจจุบันก็ไม่มีหอดูดาว
และห้าสิบล้านมันก็คงไม่พอหรอกที่จะสร้างสิ่งที่เขาฝัน
.
อีกาบินผ่านกระจกอีกครั้ง หากเจอเพชรตอนนี้ผมอยากบอกบางอย่างกับเขา
ไอสไตน์มีแค่กระดาษกับปากกาก็สร้างสมการอธิบายจักรวาลได้แล้ว
นายไม่ได้ต้องการหอดูดาวหรอกเพชร นายต้องการแค่กระดาษกับปากกา
ผมรู้ว่านั่นเป็นคำโกหก สองสิ่งนั้นไม่ทำให้เพชรเป็นเหมือนไอสไตน์ได้หรอก
แต่ถ้าผมจะโกหกเขาบ้างมันจะเป็นอะไรไป
ในเมื่อเขาก็โกหกผมมานับครั้งไม่ถ้วนอยู่แล้ว
ผมไม่ได้โกรธเขาหรอกนะ เราต่างโกหกเพื่อให้ชีวิตดำเนินสืบไปได้
ทั้งโกหกตัวเองและโกหกคนอื่นนั่นแหละ
มันไม่ใช่สิ่งเลวร้ายหรอก ผมบอกแล้วว่าดีร้ายเป็นแค่ศีลธรรมประดิษฐ์
ผมไม่ได้มองโลกมืดด้วย จะว่าไปจริงๆ มีงานวิจัยบอกด้วยซ้ำว่าคนเราโกหกเฉลี่ยสามครั้งต่อวัน
ทุกอย่างมันเป็นแบบนั้นแหละไม่ต้องไปตัดสินมันหรอก
.
ผมมองใบไม้ที่ปลิวไหวตามสายลม ผมอยากจบเรื่องราวให้ประทับใจ ถ้าพอจะเป็นไปได้
แต่คนที่เฉยเมยต่อทุกอย่างแบบผมยังจะสร้างความประทับใจให้ใครได้หรือเปล่า
ผมไม่มั่นใจเลย แต่เขียนมาถึงตรงนี้แล้วก็ต้องพยายาม
.
อย่างที่ผมบอกนั่นแหละไอสไตน์อธิบายเอกภพได้ด้วยกระดาษกับปากกา
เราคงไม่ได้ไปไกลเท่าเขากันทุกคนหรอก และเราก็ไม่จำเป็นต้องไปไกลขนาดนั้นด้วย
ความสำเร็จและยิ่งใหญ่มันก็สิ่งสมมุติภายใต้กรอบสังคมนั่นแหละ
เราแค่พยายามก็พอแล้ว
เราหล่อหลอมตัวตนจากความล้มเหลวและเจ็บปวด ไม่ใช่ความสำเร็จและความสุข
ไม่ใช่เรื่องผิดและเลวร้ายเลย ต่อให้เป็นผู้แพ้ตลอดชีวิตก็เถอะ
มองหาความสุขสงบรอบตัวให้เจอก็พอแล้ว
มันอยู่ตรงนั้นแหละแค่เราชอบมองข้ามมันไปเอง
SHARE
Writer
Stardust1723
Learner and Dreamer
เราเขียนเพื่อเติมเต็มตัวเองและแบ่งปันกับใครสักคน

Comments

Girlwearsblue
2 years ago
ตอนนี้เพชรน่าจะไม่ขี้โม้แล้วล่ะ ตอนเด็กๆเราก็ขี้โกหกเหมือนกัน 😂
Reply
Stardust1723
2 years ago
ตอนเด็กเราก็ขี้โม้เหมือนกานน 5555
niji
2 years ago
อ่านเรื่องเสาธงแอบนึกถึงเรื่องของเท็งโกะกับอาโอมาเมะเลย!!!
Reply
Stardust1723
2 years ago
T-T ต้องอ่านอีกรอบแล้ว