อีสานโพ้นทะเล : ความรัก การย้ายถิ่น และการดิ้นรนของผู้หญิงอีสาน
ในครั้งหนึ่ง คำว่า “โพ้นทะเล” เราใช้เรียกชาวจีนที่เดินทางอพยพออกจากจีนแผ่นดินใหญ่มาเสี่ยงโชคชะตาในต่างแดน แต่ในสารคดีเรื่อง Heartbound - A Different Kind of Love Story / เมืองแห่งหัวใจ - รักที่แตกต่าง (2018) ที่ถูกนำมาฉายในงานขอนแก่นเมนิเฟสโต้ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2561 พร้อมกับวงเสวนาถอดบทเรียนจากสารคดีเรื่องนี้ในหัวข้อ “อีสานโพ้นทะเล : การย้ายถิ่นและการแต่งงานข้ามแดนในทัศนะใหม่ ได้เสนอแง่มุมของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการแต่งงานของสาวไทย (ในที่นี้เราจะเน้นเฉพาะไปที่ผู้หญิงอีสาน) และหนุ่มต่างชาติ หรือที่เรามักได้ยินกันว่า “เขยฝรั่ง” ภายใต้หัวข้อ “อีสานโพ้นทะเล” ซึ่งหมายถึงหญิงอีสานที่อพยพไปต่างแดนเพื่อยกระดับชีวิตตนเองและครอบครัว โดยใช้คำที่เล่นล้อไปกับการเรียกขานชาวจีนโพ้นทะเลในมิติความหมายเดียวกัน

สารคดีชิ้นนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวของผู้หญิงอีสานที่แต่งงานกับชายชาวเดนมาร์กที่เมืองทรุ ซึ่งกระแสการแต่งงานระหว่างหญิงชาวไทยกับชายชาวเดนมาร์ก เริ่มต้นขึ้นเมื่อราว 25 ปีก่อน หลังจากที่ผู้หญิงไทยคนแรก อดีตผู้หญิงทำงานกลางคืนที่พัทยา ได้แต่งงานกับชายชาวเมืองทรุและเขาได้พาเธอย้ายมาอยู่ด้วยกัน หลังจากนั้นเธอได้ช่วยให้หนุ่มโสดชาวเมืองทรุที่เคว้งคว้างและโหยหาความรักได้สมหวังกับหญิงสาวจากหมู่บ้านของเธอมาหลายต่อหลายคน สารคดีเรื่องนี้ได้ตามติดชีวิตคู่ของชาวไทย-เดนมาร์ก จำนวน 4 คู่ ระหว่างสองทวีปมาตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งทศวรรษ เพื่อบอกเล่าความเป็นมาของพวกเขา ที่ว่าด้วยเรื่องราวความรัก การย้ายถิ่น และการดิ้นรนของผู้หญิงอีสาน จากความปรารถนาตั้งต้นเพียงแค่ให้ครอบครัวและตัวเองมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การแต่งงานข้ามแดนด้วยเหตุผลดังกล่าวหากจะมองเพียงมิติของเงินอย่างเดียวก็คงไม่ถูกต้องนัก หากแต่วงเสวนาหลังจากฉายสารคดีเรื่องนี้ได้มีการนำเสนอมุมมองในหลากหลายทรรศนะที่หาได้มองประเด็นดังกล่าวผ่านมิติของเงินเท่านั้น

เงิน ชีวิตคู่ สู่ความรักที่ต้องเสี่ยงดวง  อยู่กันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง ฉากหนึ่งในสารคดีได้ฉายภาพหญิงอีสานในเดนมาร์กกับความไม่แน่นอนของชีวิต เมื่อเธอต้องเข้าไปอยู่ในบ้านของชายต่างชาติที่ไม่รู้จัก พร้อมๆ กับความคาดหวังของคนรอบข้างที่ต้องการให้เธอมีความมั่นคงจากการแต่งงานกับหนุ่มผู้นี้ สารคดีได้สะท้อนให้เห็นถึงชุดความคิดที่ครอบงำมนุษย์อย่างเราๆ ในการให้ความหมายการกระทำของหญิงอีสาน ว่าเพียงแค่เหตุผลทางการเงิน แต่หากมองลึกเข้าไปในการนำพาของสารคดีชิ้นนี้ พวกเธอไม่ได้ข้ามชาติแต่เพียงคนเดียว หากแต่ได้แบกรับเอาครอบครัว ชุมชุน ความหวังของอีกหลายชีวิตข้ามแดนไปด้วย เพราะพวกเธอยังคงยังมีพันธะมากมายในที่ที่จากมา ไม่ว่าจะบทบาทของการเป็นลูก การเป็นแม่ การเป็นญาติ และมากกว่านั้น ด้วยสถานะที่เสียเปรียบทางด้านเศรษฐกิจของพวกเธอ ซึ่งรัฐไทยหาได้มีประสิทธิภาพในการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง หญิงอีสานมากมายจึงต้องพยายามหาช่องทางที่จะเชื่อมโยงไปสู่โลกภายนอก แต่ใช่ว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จอย่างที่ใจหวัง เพราะเมื่อข้ามชาติไปแล้ว พวกเธอยังต้องแบกรับความเสี่ยง ต่อการลงเอยในชีวิตคู่ ที่สถานการณ์ของชีวิตผลักให้ความรักเป็นเรื่องสุดท้ายที่จะเกิดขึ้น

พัทยา พื้นที่ข้ามชาติโดยไม่ต้องข้ามพรมแดน
สารคดีได้นำพาเราไปเห็นภาพของความยากแค้นของตัวละครหญิงชาวอีสาน สู่สถานะที่ดีขึ้นผ่านการแต่งงานกับชาวต่างชาติ โดยพัชรินทร์ ลาภานันท์ ประธานหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาสาขาวิชาสังคมวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ฯ ม.ขอนแก่น หนึ่งในวิทยากรในวงเสวนาได้เสนอความเห็นผ่านเรื่องราวหญิงชนบทที่แต่งงานกับชายหนุ่มต่างชาติ เชื่อมโยงกับการเกิดปรากฏการณ์การก่อตัวของชนชั้นใหม่ในสังคมไทย ผ่านการเดินทางไปสู่พัทยาของหญิงอีสานเพื่อเป็นช่องทางในการสร้างสัมพันธ์กับชาวต่างชาติ และหากความสัมพันธ์นั้นยั่งยืน ไม่เพียงชีวิตของหญิงสาวเท่านั้นที่จะเปลี่ยนไป แต่ครอบครัว ลูกหลาน พ่อแม่ญาติพี่น้องก็จะถูกยกระดับขึ้น

มุมมองดังกล่าวได้พูดถึงพัทยาในแง่ของพื้นที่ท่องเที่ยวที่สามารถช่วยสร้างโอกาสในการเลื่อนชั้นทางสังคมได้ โอกาสที่ดีกว่าให้กับชีวิตของตัวเองและครอบครัวเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างหญิงไทยกับชาวต่างชาติบนพื้นที่โอกาสนั้นลงเอยด้วยการแต่งงาน ทั้งนี้ทั้งนั้นการสร้างความสัมพันธ์ที่กล่าวมานี้กว้างเกินกว่าจะจำกัดเพียงแค่การขายบริการทางเพศเท่านั้น

ความคาดหวัง (ดี?) ที่มีต่อผู้หญิงไทย
ทันตา เลาวิลาวัณยกุล ประธานเครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์ และผู้ประสานงานมูลนิธิส่งเสริมโอกาสผู้หญิง (EMPOWER) ได้กล่าวไว้ในงานเสวนาถึงเรื่องกฏหมายในเมืองไทย ที่ได้บอกว่ามีไว้เพื่อปกป้องและคุ้มครองผู้หญิง ซึ่งคุณทันตาได้ตั้งคำถามไว้ว่า จริงอย่างที่ถูกเขียนไว้หรือไม่ ? กฏหมายไทยให้สิทธิในเนื้อตัวร่างกายแก่ผู้หญิงจริงรึเปล่า? สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับว่าบริบทในประเทศไทยตั้งแต่เกิดจนโตของลูกผู้หญิง ถูกครอบอยู่บนความคาดหวังนานัปการ อะไรบ้าง ? ต้องทำกับข้าว ทำความสะอาดดูแลบ้านได้ ต้องอ่อนหวาน ต้องเป็นลูกที่ดี เป็นแม่ที่ดี แต่ในขณะเดียวกันหากการสร้างครอบครัวของหญิงและชายล้มเหลวและต้องหย่าร้าง ผู้หญิงต้องรอถึง 300 กว่าวันเพื่อพิสูจน์ว่าตนเองไม่ได้ตั้งครรภ์ถึงจะสามารถจดทะเบียนสมรสใหม่ได้ ต่างจากผู้ชายที่เมื่อเซ็นเอกสารหย่าแล้วก็สามารถจดทะเบียนใหม่ได้เลย คำถามคือ นี่คือการปกป้องผู้หญิงจริงหรือเปล่า ?

นอกจากนี้ทันตายังได้ตั้งคำถามต่อกฏหมายไทย ภายใต้ความหวังดีดังกล่าวไว้ว่า “คำว่าปกป้องแปลว่าอะไร กฏหมายไทยกำลังมีมุมมองต่อผู้หญิงในสังคมว่าเป็นเพศที่อ่อนแอ อ่อนแอจนกระทั่งไม่อาจตัดสินใจอะไรด้วยตนเองได้หรือเปล่า นี่คือความล้าหลังอีกหนึ่งอย่างที่กดทับบทบาทของผู้หญิงในสังคม ที่พยายามลุกขึ้นมาต่อสู้ แรงงานหญิงคือจำนวน 1 ใน 3 ของแรงงานนอกระบบในประเทศที่ไม่มีสวัสดิการใดๆ รองรับ ไม่แปลกที่ผู้หญิงจะพยายามหาความมั่นคงให้กับชีวิตของตนเองและครอบครัว”

ทันตา ยังกล่าวต่อว่า “งานวิจัยชิ้นหนึ่งของจุฬาฯ บอกหากว่าจะต้องเกษียณอายุ จะต้องมีเงินเก็บเป็นจำนวน 1 ล้านบาทอย่างต่ำมารองรับ หากแต่เป็นชนชั้นแรงงานใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน จะเอาเงินที่ไหนมาเก็บ มิหนำซ้ำยังเป็นหนี้ หากอายุ 60 ปี ก็ยังต้องทำงานเพียงแค่เปลี่ยนสถานะการทำงานเท่านั้น นี่คือสิ่งที่สังคมบีบคั้นผู้หญิงในประเทศของตัวเอง ”

ต้องยอมรับว่าเมืองไทยนั้นมีชนชั้นล่าง การขายบริการทางเพศของหญิงไทยนั้น กว่า 80% คือผู้ที่เป็นแม่ งานขายบริการที่พวกเธอเลือกทำ นั้นก็เพื่อการยกระดับตัวเองด้วยเพราะพวกเธอไม่อาจเข้าถึงสิทธิต่างๆ ได้ ทั้งสิทธิการศึกษาหรือสุขภาพในสังคมซึ่งแตกต่างจากคนชนชั้นกลาง หลายคนจึงตัดสินใจเข้าสู่อาชีพนี้ เพราะอาชีพนี้ได้ให้โอกาสในชีวิตของพวกเธอ การทำงานกลางคืนนั้นยังให้เวลาตอนกลางวันในการดูแลลูกได้ และมีกำลังทรัพย์มากพอที่จะยกระดับฐานะของตนเองและครอบครัว และวันหนึ่งหากได้แต่งงานกับชาวต่างชาติ เธอเหล่านั้นจะได้ไปต่างประเทศอย่างถูกกฏหมายหาใช่แรงงานเถื่อน ไม่ต้องหลบหนีและได้รับค่าเงินที่เยอะมากกว่าประเทศไทย เพื่อนำกลับมาส่งเสียครอบครัว นี่จึงเป็นชีวิตที่ดีกว่าในเงื่อนไขที่ไม่ได้มีให้เธอเลือกมากนัก และเป็นข้อจำกัดของชีวิตที่ไม่มีรัฐบาลไหนสามารถแก้ไขให้พวกเธอได้

มองการแต่งงานข้ามชาติผ่านหญิงลาวในประเทศไทย
มีปรากฏการณ์อีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจ โดยคชษิณ สุวิชา สาขาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มรภ.ร้อยเอ็ด กล่าวในการเสวนาว่า มีผู้หญิงที่ข้ามมาจากประเทศลาวและได้แต่งงานกับคนไทย ตำบลละไม่ต่ำกว่า 70-80 คน สิ่งที่สารคดีเหมือนกับในชีวิตจริงของคู่แต่งงานฝั่งลาวนั้น ก็คือสังคมไทยมองว่าการแต่งงานข้ามชาติผู้หญิงโดยส่วนใหญ่จะผ่านกระบวนการขายบริการมาก่อน ซึ่งในหนังสารคดีก็ชี้ให้เห็นว่าจริงๆ แล้วมีผู้หญิงมากมายที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการนี้  

การเข้ามาของคนลาวในพื้นที่ประเทศไทย สามารถแบ่งได้หลายช่วง กลุ่มแรกคือก่อนการเกิดสงครามไทย - ลาว บ้างก็ใช้ระบบเครือญาติเข้ามาทำงาน และเมื่อเจอหนุ่มที่ถูกใจ ก็แต่งงานกัน กลุ่มที่สองคือเข้ามาช่วงลี้ภัยสงครามภายในลาว ซึ่งเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ชาวลาวก็ถูกส่งกลับ แต่ก็ยังมีอีกหลายส่วนที่ยังตกค้างอยู่ ณ พื้นที่ตรงนี้ คนกลุ่มนี้รวมๆ แล้วอายุน่าจะประมาณ 50 ปลายๆ ถึง 70 ปี มีบัตรบ้างไม่มีบัตรบ้าง จึงทำให้คนกลุ่มนี้มีปัญหาในการเข้าถึงสวัสดิการเช่นกัน อีกกลุ่มเข้ามาในช่วงของการเปลี่ยนสนามรบเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ช่วงนี้จะมีหญิงลาวเข้ามากันเยอะเพราะว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจโดยเฉพาะชายแดน ดังนั้นทัศนคติของคนไทยมักมองว่าการแต่งงานระหว่างหนุ่มไทยและหญิงลาวส่วนใหญ่แล้ว หญิงเหล่านั้นจะเป็นสาวบริการในร้านคาราโอเกะ แต่ในความเป็นจริง มีทั้งในภาคการเกษตร แรงงานในอาชีพต่างๆ ที่หลากหลาย

ชะตากรรมที่ไร้บทสรุป
เรื่องราวของชาวอีสานโพ้นทะเลที่มีตัวละครหลักเป็นหญิงอีสานภายใต้ชะตากรรมที่เกิดขึ้นจริงผ่านสารคดี Heartbound - A Different Kind of Love Story ซึ่งได้ถูกนำมาถ่ายทอดและพูดถึงกันในทรรศนะหลายแง่มุมสะท้อนผ่านมิติทางปัจเจกบุคคล สังคมการเมือง เศรษฐกิจ ที่ครอบหญิงเหล่านี้ไว้ภายใต้ภาพที่ถูกฉาบด้วยมายาคติของคนในสังคมเป็นตัวกำหนดตัดสิน ตัวเรื่องยังพาเราไปสัมผัสถึงความจำเป็น ความปรารถนา และความฝัน ที่มนุษย์ปุถุชนล้วนมี สู่ความสุขและความทุกข์ตามหนทางที่เลือกบนข้อจำกัดและเงื่อนไขของชีวิตที่พวกเธอไม่อาจกำหนดได้ เรื่องราวทั้งหมดในชีวิตต่างแดนที่หลายคนมีความเชื่อว่า อีกโพ้นทะเลหนึ่ง ชีวิตและครอบครัวของพวกเขาจะถูกพัฒนา

SHARE
Writer
TodayIDie
Human
หากอยากเจอขุมทรพย์ ก็อย่าปล่อยให้ชีวิตผ่านไปวันๆ มนุษย์ทุกคนล้วนมีชะตากรรมที่ต้องบรรลุ

Comments