จากเด็กบ้านนอกสู่หน้าบัลลังก์ศาล
จากอำเภอติดชายแดนพม่า ในปี 1993 ได้มีเด็กน้อยคนหนึ่งถือกำเนิดมาบนโลกใบนี้ 
ย้อนกลับไปเมื่อ 27 ปีที่แล้วมันช่างทุรกันดารนัก บ้านฉันอยู่ห่างจากตัวจังหวัด 158 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ด้วยเส้นทางที่คดเคี้ยวผ่านหุบเขา ถึงแม้จะเป็นอำเภอติดชายแดน ไกลปืนเที่ยง แต่ชีวิตของฉันถูกเติมเต็มด้วยบรรยากาศที่สวยงามของป่าไม้ ภูเขา และน้ำใสใจจริงของผู้คน ฉันเรียนโรงเรียนประจำเภอจนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ตอนอยู่ ป.6 ฉันเคยขอแม่เข้าไปเรียนในโรงเรียนประจำจังหวัด แต่ก็ถูกปฏิเสธ เนื่องด้วยค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้งครอบครัวฉันก็ไม่ได้เป็นผู้มีอันจะกิน และแนวคิดของแม่ฉันคือเรียนที่ไหนก็เหมือนกันถ้าเรามีความตั้งใจ ตั้งแต่ฉันเริ่มอ่านออกเขียนได้ ฉันก็ใช้เวลาอยู่กับหนังสือเป็นส่วนใหญ่ 
ฉันคิดว่าหนังสือมันเปิดโลกทัศน์ให้ฉัน โดยที่ฉันไม่ต้องลงทุน ฉันแค่ลงแรงในการพาตัวเองไปที่ห้องสมุดของโรงเรียน ห้องสมุดประชาชน ซึ่งเปิดให้ใช้บริการฟรี ฉันใช้ชีวิตอยู่ในอำเภอติดชายแดน 17 ปีเต็ม ในวันที่ฉันจากบ้านมา ฉันเป็นแค่เด็กที่ยังไร้เดียงสา แต่ความเชื่อมั่นในตัวเองมีเต็มเปี่ยมว่าฉันจะไปเป็นในสิ่งที่ฉันอยากจะเป็น ฉันเป็นความหวังของหมู่บ้าน haha อันที่จริงทางบ้านฉันก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทอง ฐานะปานกลาง ค่อนไปทางรายได้น้อย ฉันเริ่มต้นชีวิตมหาวิทยาลัยตอนอายุ 18 ตอนช่วงปิดเทอมเพื่อนสนิทฉันเห็นป้ายรับสมัครงาน Part-time ชั่วโมงละ 38 บาท เพื่อนเลยชวนฉันไปสมัคร ตั้งใจว่าจะทำกันแค่ช่วงปิดเทอม แต่ใครจะไปคิดว่าฉันจะทำงานนั้นต่อเนื่องมาถึง 4 ปี พร้อมๆกับเรียนไปด้วย มันเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงาน ฉันเพิ่งรู้ตัวเองว่าชอบทำงาน มันทำให้ฉันมีความรับผิดชอบต่อคนรอบข้าง ฉันต้องเข้าทำงานเป็นกะ ซึ่งหากฉันมาสายไปแม้จะแค่ 10 นาที มันก็จะมีผลกระทบต่อคนอื่น ฉันมีความสุขเวลาที่ได้เห็นรอยยิ้มของลูกค้าในตอนที่พวกเขาได้กินพิซซ่าอร่อยๆที่ฉันทำ ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยมาก งานค่อนข้างหนัก เพราะมันคือการใช้แรงงาน ต้องยืนวันละไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง ยิ่งวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์คือพีคสุด แต่ยิ่งเหนื่อยยิ่งสนุก ยิ่งเหนื่อยยิ่งท้าท้าย เหมือนเราได้เค้นศักยภาพในตัวเองออกมา 
สิ่งที่สอนกันไม่ได้คือประสบการณ์
ขีวิตการทำงานของฉันในปีที่ 2 ฉันเริ่มจัดการงานในหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเป็นระบบ ฉันสามารถเป็นโค้ชให้กับน้องๆที่เพิ่งเข้ามาเริ่มงานใหม่ได้ ผู้จัดการเริ่มไว้วางใจให้ฉันตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญ ด้วยความใฝ่รู้และมีนิสัยชอบช่วยเหลือ ฉันสามารถทำงานแทนคนอื่นได้ทุกตำแหน่ง บางครั้งฉันก็ถูกส่งตัวไปช่วยงานในสาขาต่างๆที่ขาดคน บางทีคนเราก็ต้องการแค่นี้ ต้องการเป็นที่ยอมรับ 
กลับมาโฟกัสที่การเรียน
ฉันไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องการเรียน ซึ่งสวนทางกับเรื่องงานมากในตอนนั้น ฉันไม่สามารถไปถึงจุดหมายพร้อมเพื่อนร่วมรุ่นได้ หรืออาจจะไม่มีวันไปถึงเลยก็ได้ นั่นคือสิ่งที่ฉันปวดใจ และฉันต้องตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือหยุดแค่นี้ แน่นอนฉันใช้เวลาคิดไม่นานนัก ฉันตัดสินใจหยุดพักเรื่องเรียนไป 1 ปี แล้วระหว่างนั้นฉันทำงานใช้แรงงานเต็มตัว แต่ฟ้าก็ไม่ปล่อยให้คนอย่างฉันตกต่ำไปมากกว่านี้ ฉันกลับมาคิดเรื่องเรียนอีกครั้ง และครั้งนี้ดูเหมือนว่าสวรรค์เปิดทางให้ฉันจริงๆ ทุกอย่างลุล่วงไปด้วยดีแม้ว่าฉันจะต้องกลับไปเริ่มนับ 1 ใหม่ก็ตาม จนเรียนจบในปี 2017
ฉันมีใบเบิกทางแล้ว ฉันวางแผนชีวิตตัวเองใหม่ ฉันหวนกลับมาบ้านเกิดตัวเองที่อำเภอติดชายแดนพม่าอีกครั้ง
ใครจะไปรู้ว่านั่นจะเป็น 1 ปีสุดท้ายที่ฉันจะได้กลับมาสู่อ้อมอกแห่งขุนเขา เหมือนพระเจ้าให้ฉันได้พักก่อนที่จะออกไปสู่โลกกว้างอีกครั้ง เพราะหลังจากนั้นฉันจะมีวิถีชีวิตเยี่ยงข้าราชการคือต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน โยกย้าย เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามหน้าที่และภารกิจ ฉันล่าสนามสอบเป็นบ้าเป็นหลัง อ่านหนังสือสอบอย่างหนักหน่วง เพื่อหวังจะได้มีชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ ฉันเป็นลูกชาวบ้านธรรมดา ไม่มีเงินก้อนที่จะไปทำธุรกิจ ไม่มีที่นา ไม่มีที่ดินเป็นร้อยๆไร่ สิ่งเดียวที่จะพลิกชีวิตฉันได้แม้จะไม่มีทุน คือการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบรับราชการ แล้วก็สมความปรารถนา ในปีนั้นฉันสอบติดทั้งหมด 3 สนาม 
ชีวิตข้าราชการสรรพากรเริ่มต้นเมื่อวันที่              1 ตุลาคม 2561 เคยมีคนทักฉันว่า ชีวิตจะเปลี่ยนเมื่ออายุ 25 คงจะจริง นับจากวันประกาศผลสอบฉันมีเวลาเก็บข้าวของแค่ 10 วัน ฉันร้องไห้เงียบๆคนเดียวด้วยความกังวลใจ ฉันเป็นเด็กต่างจังหวัดไม่เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯเลย แต่ไม่ว่ายังไงฉันก็ต้องไป ฉันขอไปตายเอาดาบหน้า จังหวัดที่ฉัน (จำเป็น) ต้องเลือกคือจังหวัดสมุทรปราการ เมืองปากอ่าวของประเทศไทย ตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่นในวันหยุดฉันมักจะหาเวลาไปเที่ยว ไปไหว้พระเกือบทุกวัดของจังหวัดสมุทรปราการ ฉันถือคติที่ว่าไม่ว่าฉันจะได้ไปอยู่ที่ไหน ฉันจะไปทุกที่ ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดนั้นๆ เพราะหากในวันข้างหน้าฉันได้ย้ายไปที่อื่น ฉันจะได้มีความทรงจำดีๆเก็บไว้ให้นึกถึง และจะได้ไม่นึกเสียดายเพราะอาจจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว
สละสิทธิ์นักปกครองหัวใจสิงห์

หลังจากที่ฉันบรรจุรับราชการที่กรมสรรพากรได้ 2 เดือนก็มีจดหมายเรียกให้ไปรายงานตัวที่กรมการปกครอง ฉันตัดสินใจที่จะไม่ไป เพราะฉันหลงรักเมืองปากอ่าวนี้เสียแล้ว ทั้งๆที่ฉันก็รู้ว่าหากฉันไปรายงานตัว ฉันจะได้บรรจุในพื้นที่จังหวัดบ้านเกิดฉันแน่นอน และแม่ฉันจะต้องดีใจมากแน่ๆที่ได้ลูกสาวคนเดียวกลับมา แต่คนเราก็แปลก พอได้มาอยู่ไกลบ้านแล้ว..ก็เหมือนกับได้เปิดโลกใบใหม่ และยังสนุกกับการใช้ชีวิตแบบที่ไม่มีใครรู้จักเรา เหมือนเราเป็นคนแปลกหน้าในพื้นที่นั้นๆ ไม่ได้เป็นบุคคลสำคัญ เราต้องช่วยเหลือตัวเองเป็นอย่างมาก ซึ่งมันท้าทาย
เมื่อบัลลังก์ศาลเรียกร้อง..
ในที่สุดวันที่ฉันรอคอยก็มาถึง ฉันได้รับจดหมายเรียกรายงานตัวจากหน่วยงานในฝัน "ศาลยุติธรรม" มันมาโดยที่ฉันไม่ทันตั้งตัว อันที่จริงฉันเลิกหวังไปนานแล้ว เพราะบัญชีไม่ขยับมาเกือบปี และเหลือเวลาอีกแค่ 6 เดือน ก่อนที่บัญชีจะหมดอายุ ฉันนึกน้อยใจในวาสนาของตัวเอง แต่ปาฏิหาริย์ก็มีจริง ฉันมีเวลาแค่ 7 วันเท่านั้นที่จะสะสางงานในความรับผิดชอบ รวมทั้งร่ำลาผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคยนับถือ ก่อนที่ฉันจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม วันสุดท้ายก่อนที่จะจากมา ฉันได้ไปกราบลาองค์พระพิฆเนศที่ศาลหลักเมือง อ.พระประแดง ขอบพระคุณที่ท่านปกป้องคุ้มครอง และช่วยขจัดปัดเป่าอุปสรรคตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็มที่ฉันมารับราชการที่นี่ ฉันจะไม่ลืมบุญคุณข้าวแดงแกงร้อน มิตรไมตรีของผู้คนและเพื่อนร่วมงานที่หยิบยื่นให้ฉัน แม้เราจะมาจากคนละที่ แต่เรามีหัวใจเดียวกันคือรับใช้ประชาชนผู้เสียภาษี 
ชีวิตที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลทุกวัน
ชีวิตของฉันเปลี่ยนไปมาก ฉันได้รับการแซ่ซ้อง สรรเสริญจากผู้คนที่ทราบข่าวดีของฉันในครั้งนี้ มันทำให้ฉันแอบคิดว่าฉันเป็นความหวังของหมู่บ้านจริงๆ haha หน้าที่ใหม่ของฉันคือเป็นหน้าบัลลังก์ของท่านผู้พิพากษา เป็นงานที่ท้าท้าย และกดดันพอสมควร ฉันตื่นเต้นทุกครั้งที่มีนัดพิจารณาคดี เพราะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยิ่งเจอปัญหามากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทำให้ฉันแกร่งและสามารถรับมือกับทนายความที่หัวหมอได้มากขึ้นเท่านั้น ฉันได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งว่าการที่ฉันสอบเข้ามาได้ มันไม่ได้แปลว่าฉันเก่ง แต่ฉันแค่อ่านมากกว่าคนอื่นเท่านั้น ยังมีอะไรอีกมากมายที่ฉันต้องเรียนรู้จากการทำงานจริง จากสถานการณ์จริง 
ย้อนกลับมามองที่จุดเริ่มต้นจากเด็กบ้านนอกที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ต้นทุนต่ำ ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาเท่าเด็กที่อยู่ในเมือง นี่อาจจะเป็นแค่ความสำเร็จเล็กๆแต่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกฉัน และการอ่านเท่านั้นที่ทำให้เราเท่าเทียมเหมือนได้ติดอาวุธทางปัญญา มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ฉันนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตหนังสือเล่มนั้นเขียนว่า "ในการเดินทางของชีวิต คงจะไม่มีใครมองเห็นจุดหมายปลายทางได้จากจุดเริ่มต้น จงเดินต่อไปเรื่อยๆแม้หนทางจะยาวไกล กำลังใจที่เราได้จากการเดินทางคือการหันมามองจุดเริ่มต้นด้วยความรู้สึกตระหนักใน"ก้าวแรก" ถ้าเรายิ่งอยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นมากเท่าไหร่ก็เท่ากับว่า..เราได้ลงมือกระทำแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องคาดหวังกังวลว่าจุดหมายปลายทางจะยังอยู่อีกยาวไกลแค่ไหน" 

Cr.หนังสือไปถึงซึ่งหวังไว้ ของคุณเฉกชนม์


::ฉันยังคงเป็นฉัน คนที่มีความทะเยอทะยานอยู่เหมือนเดิม ฉันจะเป็น..ในสิ่งที่ฉันอยากเป็น และฉันจะไปให้สุดแรงกายแรงใจที่ฉันมี ก่อนอายุ 35 นี้ ฉันคงได้เป็นอะไรสักอย่างตามที่ตั้งใจ แต่หากไม่เป็นไปตามนั้น ฉันก็ไม่นึกเสียใจ เพราะทุกอย่างที่ฉันทำ ฉันเต็มที่กับมันอยู่แล้ว และแม้จะไปไม่ถึงดวงจันทร์ แต่ก็ยังได้อยู่ท่ามกลางหมู่ดาว::🪐


 -จบบันทึกเรื่องยาวและโปรดติดตามตอนต่อไป-






SHARE

Comments