ถ้าเป็นผม พี่โอเคไหม
แล้วถ้าเป็นผม พี่โอเคไหมคำถามที่น้องถามวันนั้นยังคงวนเวียนในความคิดซ้ำๆ
ตลอดเวลาที่ย้ายจากสถานที่เดิมมา

หลังจากแยกกันกับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง
เราพยายามรวบรวมความรู้สึกและความทรงจำตลอด 3 วันที่ผ่านมา
รวมถึงช่วงเวลาตอนที่ตัดสินใจเดินทางมาที่นี่

น้องเคยเอ่ยปากชวนเราไปท่องเที่ยว ณ บริเวณที่น้องอาศัยอยู่
"มาที่นี่ให้ผมได้ไหม"
แม้ว่าตอนนั้นจะใจแข็งมากพอจะกล่าวปฏิเสธออกไป
แต่ในใจกลับรู้สึกโหยหาไม่ต่างกัน

แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกต้องการพักผ่อน
หนีจากเรื่องราววุ่นวายรอบตัวสักพัก
ก่อนจะกลับมาเริ่มต้นใหม่
เลยตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินถัดจากวันที่ไม่มีธุระทันที

แต่เด็กคนนี้ก็คือเด็กคนเดิมที่ไม่มีความมั่นใจ
และมีปัญหาในการสื่อสารมาก
ไม่ได้เปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้เลย
พร้อมกับมีเหตุการณ์กระทันหันเข้ามาแทรก
ทำให้แผนการก่อนหน้าเริ่มบิดเบือนไป

แต่แล้วน้องก็ตัดสินใจปลีกตัวจากงาน
มาใช้เวลามาเที่ยวด้วยกัน
ก่อนจะกลับไปงุ่นกับงานพร้อมกับลากเราไปด้วย

สุดท้ายการสื่อสารที่มีปัญหาของน้องก็ทำให้เกิดความวุ่นวาย
และต้องย้ายที่นอนจากที่ทำงานไปยังห้องของน้องเองกลางดึกคืนนั้นเลย

ระหว่างทางน้องพยายามจะขอโทษ
และกล่าวโทษตัวเอง
"ผมขอโทษ ผมผิดเอง"
เราไม่ได้กล่าวอะไรมากไปกว่า
"ไม่เป็นไรนะดึกมากแล้ว นอนที่ห้องเถอะ ค่อยกลับมาตอนเข้าเวรเช้าเลยไม่ได้เหรอ 


แม้ว่าใจจริงเราตั้งใจจะสื่อถึงความเป็นห่วงในความปลอดภัยจริงๆ
แต่เรารู้ว่าคำพูดที่ใช้ปฏิเสธได้ยากว่าเป็นการเชื้อเชิญ

ภายในรถวันนั้น
น้องได้สอบถามทัศนคติในเรื่องต่างๆมากมาย
โดยเฉพาะเรื่องเพศ

เนื้อหาที่เราตอบกลับไปคือ
สำหรับเราแล้วนั้น
เราพิจารณาแค่ consent และการมีเจ้าของอยู่ก่อน

"พี่เคยมีอะไรรึยัง"
...
"ยัง..."

แล้วรถก็มาถึงห้องของน้อง
น้องลงรถมาเปิดประตูพาดูห้องและเครื่องใช้ภายใน
รวมถึงแนะนำสถานที่โดยรอบคร่าวๆ
จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง
โอดครวญว่าอยากพักยังไม่อยากกลับ
หันมามองหน้าเรา
"นอนนี่เลยได้ไหม"

เราพูดกับตัวเองในใจว่า
นอนเถอะเราไม่อยากให้ขับรถกลับไปเลย
แต่ปัญหากับเพื่อนร่วมงานก็สำคัญเช่นกัน
เลยตอบกลับไปเพียง
"แล้วแต่"

"ถามจริง พี่ไม่กลัวผมทำอะไรพี่เหรอ"

ในใบหน้าที่พยายามจะซ่อนอารมณ์
กำลังกล่าวในใจว่า
เราไม่ได้กลัวนะ
แต่เราไม่ได้คิดว่าน้องจะไม่ทำเช่นกัน
ตัวเราเองไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดจะไม่ล่วงรู้เจตนาที่น้องอ้อนวอนให้เรามาหา

แต่ตอบไปว่าเราเชื่อใจน้อง
ว่าหากเราไม่ consent น้องย่อมไม่ล่วงเกินเราแน่ๆ

แล้วน้องก็ตัดสินใจกลับไปทำงานต่อ
ทิ้งท้ายก่อนล้อกกลอนไว้ว่า
"แต่ผม consent นะพี่"

ตัวน้องได้หายไปกับงานตลอดทั้งวันทิ้งเราไว้คนเดียว
ส่วนตัวเรานั้นก็ออกเดินทางท่องเที่ยวที่ต่างๆด้วยตัวเอง

ระหว่างเดินทางพยายามทบทวนเหตุการณ์และความรู้สึกของตัวเอง
และเราคิดว่าเรารู้คำตอบในใจเราดี

เราจำได้ว่าความคิดของเราตอนตัดสินใจมาคือ
ถ้าเป็นน้องคนนี้

เราโอเค

แล้วก็ได้กลับมาพบกันอีกครั้งเพื่อเก็บของออกจากห้องอย่างค่อนข้างเร่งรีบ
พร้อมกับคำถามใหม่ต่อเนื่องจากบทสนทนาก่อนหน้าเรื่อง friendzone
"ตอนนั้นพี่บอกว่าพี่จะกำหนด friendzone ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน แล้วพี่ให้ผมอยู่ในโซนไหนเหรอ"

เราอยากพูดคำตอบนี้มาตลอดเวลาอยู่แล้ว
ว่าเราสนใจน้องมากตั้งแต่พบกันครั้งแรก
บุคคลิกท่าทางของน้องเป็นลักษณะที่มักจะดึงดูดสายตาเราเสมอ
เราพยายามเข้าหาน้องมาโดยตลอดเวลาที่รู้จักกันมา
แล้วเราก็พูดมันออกไป


แล้วถ้าเป็นผม พี่โอเคไหม

"ถ้าผมไม่ได้มีงานด่วนเข้ามา
ผมอยากใช้เวลากับพี่
ถ้าเป็นผม พี่จะโอเคไหม"

"โอเค"

"เสร็จจากตรงนี้ไปเที่ยวกันไหมพี่"

จากนั้นน้องก็ส่งเราไว้กับเพื่อนเราในเมืองเดียวกันก่อนไปทำงานต่อ
แล้ววันถัดมาเราก็เดินทางต่อไปสถานที่ถัดไป
SHARE
Written in this book
speechless diary
บันทึกที่กล่าวออกมาด้วยอวัจนภาษาอย่างยากลำบาก
Writer
wannitach
psychopath wanderer
a psychopath struggling to cause remarkable trouble

Comments