๔. หัวใจในละอองฝุ่น
๔.๑ 
 ชายหนุ่ม กับความรักที่ผิดหวังอย่างไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก มันเศร้าจนทำให้เพื่อนสาวนักแต่งเพลงถึงกับน้ำตาคลอ เรื่องราวความรักของทหารหนุ่มนักเรียนนอก กับหญิงสาวที่รักกันมานานถึงหกปีนั้นไม่ได้หวานชื่นเหมือนน้ำผึ้งเดือนห้า แต่ทว่าเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวของทั้งสองฝ่ายไม่ยินดี ไหนจะเรื่องหน้าที่การงานที่แตกต่างทำให้เวลาไม่สัมพันธ์กัน แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่าความเจ็บป่วยเรื้อรังด้วยโรคร้ายที่คอยกัดกร่อนความแข็งแรงของร่างกายให้ทรุดโทรมลงทีละน้อย ยิ่งเธอเจ็บป่วยมากเท่าใด เขาก็ยิ่งถูกกีดกันจากครอบครัวของเธอให้ออกห่างไปไกลมากเท่านั้น... นั่นทำให้เขาจำเป็นต้องเดินจากมาพร้อมกับคำบอกลาอย่างไม่เต็มใจ

หญิงสาวนักแต่งเพลงไม่อาจเยียวยาหัวใจชายหนุ่มได้ บางที อาจต้องเป็นเรื่องของเวลาและ “บางคน” ที่ดูเหมือนจะเข้ามาทำให้ความช้ำใจของชายหนุ่มหายเป็นปลิดทิ้งในเวลาเพียงไม่นาน เสมือนว่าการอกหักนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลยก็ว่าได้... หญิงสาวนักแต่งเพลง เพียรบอก “อย่ารักใครเพียงเพราะต้องการมาแทนใครสักคน มันไม่ดีหรอก ไม่ดีต่อใครเลย” นั่นไม่ได้ช่วยอะไร... เพราะยิ่งทำให้เขาพยายามไขว่คว้าหาใครสักคนนั้นอยู่ตลอดเวลา

“เมื่อไหร่พริ้มจะมาอีก”

อยู่ๆ เพื่อนหนุ่มก็ถามขึ้นมาระหว่างที่หญิงสาวนักแต่งเพลงกำลังมีสมาธิในการออกแบบอาคารสำนักงานแห่งใหม่ใจกลางกรุง อันเป็นอีกหนึ่งอาชีพของเธอ

“เขาเป็นแฟนกับคุณภาวิช คุณก็รู้”

หญิงสาวผู้เป็นเพื่อนเตือนความจำ แต่คนที่ช้ำไม่ใช่เขา เธอต่างหากที่หัวใจสลายกลายเป็นฝุ่นทันทีที่เธอเห็นสองหนุ่มสาวอยู่เคียงข้างกัน ภาวิชคือชายหนุ่มนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ที่เธอเคยถูกเขาปฏิเสธความรักมาแล้วเมื่อสองปีก่อน แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความรักของเธอจางลง ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาเธอรอคอยที่จะพบเขาเสมอ เธอไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสพบกับเขาอีก ถึงแม้จะอยากพบ และความบังเอิญในร้านอาหาร “กระต่ายใต้ดวงจันทร์” วันนั้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกคลื่นทะเลกลืนกิน เมื่อเห็นเขามากับคนอื่น ซึ่งคนอื่นนั้นไม่ใช่คนไกลที่ไหน เป็นศิลปินหญิงในสังกัดบริษัทดนตรีที่เธอแต่งเพลงให้นั่นเอง... ดังนั้นเมื่อเขามากับคนอื่น จึงไม่จำเป็นอีกแล้วที่เธอจะทักทายเขา

“พี่ภาวิชคะ คนนี้ชื่อพี่มิ่งขวัญ เป็นคนที่แต่งเพลงให้พริ้ม ส่วนคนนี้ชื่อพี่... อืมม์ ขอโทษค่ะพริ้มลืมถามชื่อไป”

“ปริญญ์ครับ พี่ชื่อปัญญ์ปริญญ์” ชายหนุ่มสองคนทำความรู้จักกัน หญิงสาวนักแต่งเพลงยืนนิ่ง อึ้ง จนชายหนุ่มที่ชื่อ ภาวิช เอ่ยออกมานั่นแหละ

“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณมิ่งขวัญ”

หญิงสาวรู้ดี เขาไม่ได้ลืมเธอ เพราะแววตาตัดพ้อของเขาที่แสดงออกมานั้น คงไม่เกิดขึ้นกับคนที่ไม่รู้จักแน่นอน แต่ประโยคที่เขาเอ่ยนั้น เหมือนเขาตั้งใจที่จะไม่รู้จักกัน จึงไม่มีอะไรที่จะเจ็บไปกว่านั้นอีกแล้วสำหรับมิ่งขวัญ... เธอเศร้าแต่ก็เข้าใจ, ภาวิชคงไม่อยากให้คนรักของเขาเข้าใจผิด

และดูเหมือนจะไม่ใช่เธอคนเดียวที่รู้สึก “อกหัก” ในเวลานั้น, นายทหารเพื่อนหนุ่มของเธอเองก็เช่นกัน ในเวลาเพียงสามชั่วโมงที่เขาได้พูดคุย และทำความรู้จักกับพริ้ม เขาก็ตกหลุมรักเธออย่างง่ายดายจนมิ่งขวัญไม่แน่ใจว่านั่นเป็นการตกหลุมรักจริงๆ หรือเพียงแค่ความรู้สึกชั่ววูบเพราะกำลังต้องการใครสักคน

“ผมคิดถึงพริ้มจัง”

เขาเปิดเผยความรู้สึกกับเธอเสมอ ไม่ว่าจะเจ็บปวด เศร้า หรือดีใจ, ชายหนุ่มผู้หลงรัก Moon light Sonata ก็มักแสดงออกมาทางสีหน้าและคำพูดทุกครั้งไป

“พริ้มมีคนรักแล้วนะคะ”เธอเตือนเขาอีกครั้งให้ยับยั้งความรู้สึก

“ผมก็แค่คิดถึง ไม่รู้สิ, ผมรู้สึกอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าพริ้มมีคนรักอยู่แล้วทั้งคน เฮ่อ ผมนี่ก็บ้าเนอะ เพิ่งจะอกหักมาแท้ๆ ยังไม่ทันได้รักษาเลย ก็ตกหลุมรักคนใหม่ซะแล้ว”

“ดีแล้วนี่ จะได้ช้ำไม่นาน”

“ก็แปลกนะมิ่ง ผมรู้สึกว่า หัวใจผมมันเต้นผิดจังหวะเมื่อนึกถึงพริ้ม ไม่เหมือนตอนนึกถึงอัญญา”

“คุณเจ้าชู้”

“เฮ้ย ผมเลิกเจ้าชู้มาหกปีแล้วนะ ตั้งแต่คบกับอัญญา ผมไม่มีคนอื่นเลย”

“ตอนนี้คุณไม่มีคุณอัญแล้วนะ”

“นั่นน่ะสิ มิน่าผมถึงหัวใจเต้นแรงตอนที่ได้ใกล้ชิดกับพริ้ม แต่ผมก็แมนพอที่จะไม่แย่งคนรักของคนอื่นหรอก”

“นั่นคือข้อดีของคุณ”

มิ่งขวัญสบตากับเพื่อนหนุ่ม เขายักคิ้วให้เธอ แล้วหันไปสนใจกับเพลงของเขาต่อไป แน่นอนว่า ถึงแม้หูจะฟังเพลงแต่ใจของเขาไม่ได้อยู่ที่เพลงหรอก หากแต่ มันลอยไปอยู่ข้างๆ นักร้องสาวที่กำลังจะมีซิงเกิลใหม่ในอีกไม่นานข้างหน้านี้ต่างหาก

 ๔.๒ 

สำหรับพริ้ม เธอใช้ชีวิตเสรีอย่างมีขอบเขต เลือกทำในสิ่งที่ชอบและมุ่งมั่นกับมันเสมอ เธอเรียนดนตรี เรียนร้องเพลง เรียนทำอาหาร รักการถ่ายรูปและการเดินทาง จึงไม่แปลกที่เธอจะเข้ากันได้ดีกับชายหนุ่มที่เพิ่งรู้จักและได้พูดคุยกันเพียงสามชั่วโมง แต่ก็อีกนั่นแหละ ก็แค่ “เข้ากันได้ดี” ไม่ได้มีอะไรมากเกินกว่านั้น คนที่อยู่ข้างๆ นี่ต่างหาก ที่เธออาจต้องร่วมชีวิตไปด้วยกันจนแก่ เธอนึกภาพไม่ออกว่าในวันที่เธออยู่บนเวทีคอนเสิร์ต นักฟิสิกส์นิวเคลียร์คนนี้จะอยู่ที่ไหน เขาคงไม่มายืนเกาะขอบเวทีเพื่อสบตากับนักร้อง รอยื่นดอกไม้ช่อใหญ่เป็นกำลังใจให้เธอแน่ แต่จะว่าไป เธอเองก็ไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเธอรู้สึกกับเขาอย่างไรกันแน่ แค่ เพื่อน พี่ หรือคนที่รัก

“ทำอะไรอยู่ครับ” ชายหนุ่มที่พริ้มกำลังนึกถึง นั่งลงข้างๆ สนามหญ้ากว้างจัดสวนโดยนักออกแบบชื่อดังระดับประเทศ เธอนั่งวาดภาพสีน้ำยามเย็น

“วาดดอกพวงชมพู พี่ล่ะคะ กำลังจะไปไหน หรือว่าตั้งใจมาหาพริ้ม”

“พี่มาชวนพริ้มไปข้างนอก”

“อืมม์ อย่างนั้น รอสักเดี๋ยวนะคะ”

ระหว่างนั่งรอ แม่บ้านของบ้านข้าราชการระดับรัฐมนตรีกระทรวง นำอาหารว่างและเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ ชายหนุ่มพลิกดูภาพเขียนฝีมือพริ้ม... เธอไม่ใช่มือสมัครเล่น

ภาวิช ขับรถพาหญิงสาวออกไปนอกเมืองเส้นตะวันออก ขึ้นทางด่วนบูรพาวิถี ลงกลางทางระหว่างกรุงเทพฯ ชลบุรี เลี้ยวเข้าไปในศูนย์กีฬาใหญ่ที่สุดในละแวกนั้น พริ้มเพียงแต่แปลกใจ.. แต่ก็ไม่เอ่ยถาม

“พี่ไม่เคยพาใครมาที่นี่ พริ้มเป็นคนแรก” หญิงสาวยังรู้สึก งงๆ กับสถานที่ และสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่

“รอพี่แป๊บนะ”

เธอพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปด้านในโรงยิมที่เต็มไปด้วยเสียงตบลูกขนไก่ เสียงเอี๊ยดอ๊าด ของรองเท้าเมื่อสัมผัสกับพื้นสนาม ไม่นานนักชายหนุ่มก็เดินออกมาจากห้องแต่งตัวในชุดกีฬาและอุปกรณ์ในมือคือ ไม้แบดมินตันรุ่นที่นักกีฬาอาชีพใช้กันในการแข่งขันระดับประเทศ เขาโบกมือทักทายคนที่อยู่ขอบสนาม

“แหม วันนี้สงสัยจะไม่ต้องลงแข่งก็คงชนะแล้วละมั้ง มือตบของเรามีกำลังใจดีขนาดนี้” ภาวิชผลักไหล่คนพูดเบาๆ พริ้มยิ้มให้และยกมือไหว้อย่างสุภาพ จนฝ่ายตรงข้ามรับไหว้แทบไม่ทัน

“มารยาทดีอีกต่างหาก มีคนดีๆ อย่างนี้อยู่นี่เอง ถึงได้ไม่เคยมองใครเลย”

เพื่อนนักกีฬายังแซวไม่เลิก จนพริ้มเองนั่นแหละที่เกิดอาการเขินขึ้นมาดื้อๆ ภาวิชลงสนาม และพริ้มนั่งเป็นกำลังใจอยู่ข้างสนาม กล้ามเนื้อข้อมือ แขนและขาที่แข็งแรงกับส่วนสูงที่เกือบร้อยแปดสิบทำให้ภาวิชกระโดดสูง และว่องไว เขาและทีมจึงชนะคู่แข่งในที่สุด

“พริ้มเพิ่งจะมาสังเกตว่า ในแต่ละวัน มักจะมีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นในชีวิตบ้าง ไม่มากก็น้อย... แต่ก็มีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นแน่นอน อย่างเช่นวันนี้”

“พี่ก็เหมือนกัน”

“พริ้มคิดว่าพี่เป็นพวกบ้าเรียน”

“เมื่อก่อนพี่ตัวเล็กที่สุดในห้องเรียน เป็นเด็กเรียน พูดน้อย และไม่ค่อยมีเพื่อน ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ก็ไม่เคยสนใจเล่นกีฬาเลย จนกระทั่งถูกเพื่อนในห้องเรียนท้าแข่งแบด มันตลกนะ ที่พี่รับปาก ทั้งที่ไม่เคยตีแบดมาก่อนเลย”

“แล้วผลเป็นยังไงคะ”

“แพ้ราบคาบ แต่นั่นทำให้พี่รู้สึกว่าการออกกำลังกายทำให้สมองปลอดโปร่งมาก คือ พอสมองมันโปร่ง โล่งแล้วพี่ก็สามารถคิดงานยากๆ ได้ง่ายขึ้น พี่หลงรักแบดมินตันเหมือนๆ กับที่หลงเสน่ห์ของฟิสิกส์นิวเคลียร์ นั่นแหละ”

นั่นเป็นเรื่องแปลกอีกหนึ่งเรื่องของวันนี้ที่ทำให้พริ้มรู้สึก “ชอบ” ผู้ชายคนนี้ขึ้นมาก เขามีหลายอย่างที่แตกต่างกันอยู่ในตัวของคนคนเดียว นั่นเป็นเรื่องที่ทำให้เธอรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่น่าค้นหา

๔.๓ 
ภาวิชส่งพริ้มกลับบ้าน แต่เธอบอกว่าขอไปพบหญิงสาวนักแต่งเพลงคนนั้นก่อน เธออยากเห็นเพลงใหม่ที่มิ่งขวัญแต่งให้เธอ เธออยากลองร้องเพลงนั้น เธออยากรู้ว่าเพลงที่สิบในอัลบั้มชุดแรกของเธอนั้นจะไพเราะสักแค่ไหน ภาวิชตั้งใจจะนั่งรอในรถ แต่ใจหนึ่งก็นึกถึงหญิงสาวคนนั้น การเสแสร้งแสดงออกเหมือนคนไม่รู้จักกัน เมื่อตอนที่พบกันในร้านอาหารกระต่ายใต้เงาจันทร์ นั่นทำให้เขาเจ็บจนแทบจุก เมื่อคนที่เขาเฝ้ารอที่จะพบ เธอกลับเคียงคู่มากับคนอื่น แล้วเขาจะกล้าแสดงออกได้อย่างไร ว่าหัวใจนั้นเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอกเมื่อได้พบคนที่อยากพบ แบบนั้น

“พี่มิ่งสวัสดีค่ะ อ้าว พี่ปัญญ์ก็อยู่ด้วยเหรอคะ ขอโทษนะคะที่มารบกวน พอดีพริ้มผ่านมา เลยอยากจะแวะมาดูว่าจะมีเพลงให้พริ้มไปซ้อมบ้างหรือยังน่ะคะ”

“พี่ว่าจะเข้าบริษัท ไปให้น้องเก้าเค้าปรับทำนองให้ใหม่อีกรอบ บางทีเพลงนี้ถ้าหากมีเสียงแซกโซโฟนเข้าไปด้วย อาจจะทำให้เพลงฟังสบายขึ้น น้องพริ้มลองร้องเพลงนี้ดูมั้ย”

เจ็บปวดที่มองเห็นกัน แต่เมินหมาง เหินห่างดั่งคนไม่เคยคุ้นตา
เพียงแค่มองมา ก็ทำเย็นชา เหมือนไม่เคยรู้จัก ไม่ทักทาย
เหน็ดเหนื่อยกับการเฝ้ารอ เพียงขอ พบคนที่เคยอยู่เคียงข้างกาย
ใจมันเจ็บรู้ไหม เมื่อเห็นมีใครข้างเธอ...

ดนตรีบรรเลงเป็นทำนองที่ยังขาดเนื้อร้องถูกเปิดขึ้น และหญิงสาวนักแต่งเพลงเป็นคนร้องเพลงนี้ให้ฟัง ก่อนที่นักร้องตัวจริงจะนำไปร้อง แต่คนที่เจ็บแปลบเหมือนถูกแทงทะลุกลางอกคือ ชายหนุ่มนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ที่มานั่งรอนักร้องสาวคนใหม่แห่งวงการดนตรีต่างหาก

เขารู้ในทันทีว่าเพลงนั้นมิ่งขวัญแต่งให้เขา เนื้อหาตรงไปตรงมา ตัดพ้อ น้อยใจ แต่จะให้ทำอย่างไรได้เล่าในเมื่อเธอและเขาเป็นแค่คนที่ไม่รู้จักกันแล้วในวันนี้

“เพลงเศร้ามากเลยนะคะพี่มิ่ง มีความหมายอะไรพิเศษหรือเปล่าคะ”

“พอดีพี่ได้ฟังเรื่องราวความรักของเพื่อนบางคน ก็เลยได้แรงบันดาลใจมาจากเพื่อนคนนั้นน่ะค่ะ”

“เป็นเรื่องของพี่ปัญญ์เหรอคะ” เธอหันไปเพื่อนหนุ่มของมิ่งขวัญ

“ฟังจากเนื้อเพลงแล้ว ไม่น่าจะใช่พี่นะครับ”

ปัญญ์ปริญญ์ตอบด้วยความสงสัยเช่นกันว่าเพลงไพเราะเพลงนี้ มิ่งขวัญตั้งใจแต่งเพื่อใคร คนคนนั้นคงต้องพิเศษมากๆ แน่นอน พริ้มลองร้องเพลงโดยไม่มีทำนอง เสียงที่นุ่มทุ้มและลักษณะการร้องสไตล์อาร์แอนด์บีทำให้เพลงที่ไร้ทำนองนั้นเพราะจนทุกคนแทบกลั้นลมหายใจเพื่อฟัง และเมื่อเพลงจบ

แต่อยู่ๆ มิ่งขวัญก็หยิบกระดาษเนื้อเพลงใบนั้นมาขยำแล้วทิ้งมันลงกับพื้นไปดื้อๆ ทำให้ทุกคนอึ้งไปพักหนึ่งก่อนที่เธอจะเอ่ยขึ้น

“พี่ว่า เพลงนี้มันยังไม่ดีพอเท่าไหร่ มันดาษๆ เกินไป”

“เสียดาย พริ้มก็ว่า มันเพราะดีนะคะ”

“ถ้าพริ้มร้องเพลงนี้ มันจะทำให้พริ้มกลายเป็นนักร้องดาษๆ ที่หาได้โดยทั่วไป เพลงไม่โดน คนไม่ฟัง แล้วพี่จะแต่งเพลงที่เหมาะกับพริ้มมากกว่านี้ให้ก็แล้วกันนะ”

“ค่ะ พริ้มเชื่อฝีมือพี่มิ่ง ถ้างั้น พริ้มขอตัวกลับก่อนนะคะ” ตลอดเวลานั้น ภาวิชกับมิ่งขวัญไม่ได้พูดกันเลยแม้ประโยคเดียว แต่น่าแปลกที่สถานการณ์ที่ดำเนินอยู่นั้น ภาวิชมั่นใจว่า เขาเข้าใจความรู้สึกของมิ่งขวัญ แต่ แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อเธอมีคนอื่นอยู่ข้างๆ ความเข้าใจจะไปมีความหมายอะไร

“เป็นอะไรไปหรือครับ”

“พริ้มสงสารพี่มิ่งจังค่ะ”

“เรื่อง?” ภาวิชสานต่อการสนทนาด้วยคำถาม

“พริ้มรู้จักกับพี่มิ่งมาตั้งแต่ก่อนที่พี่เค้าจะมาแต่งเพลงให้พริ้ม ตอนนั้นพริ้มไปเรียนวาดรูปที่เยอรมนี เป็นคอร์สสั้นๆ ช่วงซัมเมอร์ พริ้มเจอพี่มิ่งที่ Quedlinburg พี่เค้าบอกกับพริ้มว่า เค้ามาที่นี่ด้วยการจิ้มแผนที่โลกในช่วงที่กำลังอกหัก มันเป็นการเดินทางที่เท่มากสำหรับพริ้ม”

“พริ้มรู้ได้ยังไงว่าเขาเป็นนักแต่งเพลง”

“ตอนนั้นเปล่าค่ะ พริ้มเห็นพี่เค้ากำลังนั่งสเก็ตช์ภาพ อาคารเก่าแก่ของที่นั่น ก็เลยเดินเข้าไปทักทายตามประสาคนวาดรูปน่ะค่ะ แต่พอคุยกันแล้วถึงได้รู้ว่าพี่เค้าเป็นสถาปนิก พอกลับเมืองไทย ไม่นานพริ้มก็ไปเจอเพลงที่พี่เค้าแต่ง พริ้มก็เลยเอาเพลงไปให้ที่ค่ายเค้าฟังดู นั่นแหละค่ะ ที่ไปที่มา”

“เขาอกหักเพราะอะไร”

“บอกรักคนที่ไม่รัก”

“ไม่เห็นต้องเศร้าเลยนี่ คนไม่รักก็คือไม่รัก ความรัก ห้ามกันได้ด้วยเหรอ” น้ำเสียงของภาวิชเหมือนกำลังต่อว่าใครอีกคนอยู่

“พี่ดู.... จริงจัง จังเลยค่ะ”

“ก็... แค่รู้สึกว่า ไม่เห็นต้องเสียใจจนต้องหนีไปต่างประเทศแบบนั้นเลยนี่นา”

“พริ้มว่า คงไม่มีใครเข้าใจดีไปกว่าเจ้าตัวเค้าหรอกค่ะ เอาล่ะ เราเลิกคุยเรื่องนี้กันดีกว่าค่ะ วันนี้พี่จะทานข้าวด้วยกันมั้ยคะ”

“ไม่รบกวนดีกว่า พรุ่งนี้พี่มีสอนแต่เช้า”

“ถ้างั้น ขอบคุณมากนะคะสำหรับวันนี้ที่ทำให้พริ้มได้เรียนรู้ว่า ในแต่ละวันของชีวิตคนเรามักมีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ อย่างน้อยก็หนึ่งเรื่อง และสำหรับวันนี้เรื่องใหม่ๆ ในชีวิตพริ้มมีสองเรื่องค่ะ ขับรถปลอดภัยนะคะ แล้วเจอกันค่ะ”

หญิงสาวยืนรอที่หน้าบ้านจนกระทั่งชายหนุ่มหักเลี้ยวรถออกไปนอกสายตาแล้วนั่นแหละเธอจึงกลับเข้าบ้านไป

ภาวิชครุ่นคิดถึงเรื่องเล่าของมิ่งขวัญ... มิน่าเล่าเขาจึงติดต่อเธอไม่ได้ ตามหาเธอไม่พบ เพราะเธอหนีเขาไปด้วยการจิ้มแผนที่โลกแล้วออกเดินทางนั่นเอง, เขารู้สึกหงุดหงิดใจ ทำไมเธอต้องหนีด้วยนะ... ถ้าหากเธอรออีกสักนิดบางทีเขาอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้

โลกนี้มีใครเอาแน่เอานอนกับความรักได้บ้าง... 
SHARE
Written in this book
รักในฤดูร้อน
เรื่องสั้นธรรมดา, เรื่องราวความรักธรรมดา -- 
Writer
blue0416
etc.
หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาตัวเองในแดดบ่าย

Comments