๓. กระต่ายใต้เงาจันทร์
     บางที... อาจจะเป็นเพราะเธอก็เป็นได้ที่ทำให้ผมหลงรักการอ่านหนังสืออื่นนอกเหนือไปจากตำราวิชาการซึ่งต้องอ่านและศึกษาจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันระยะหลัง... ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่านานเท่าไหร่แล้วที่ผมเผลอปันใจไปให้หนังสือนอกตำราอย่างนวนิยายของมุราคามิ ฮารุกิ อาจเพราะ “แจ๊สในร้านหนังสือ”ครั้งนั้นหรือบางทีอาจจะเป็นเพราะครั้งล่าสุดเมื่อปีก่อนในวันที่หัวใจเปราะบางเพราะสายฝนนั่นก็เป็นได้เสียงเพลงที่ดังลอดออกมาจากร้านหนังสือเชื้อเชิญให้ผมผลักประตูกระจกบานนั้นเข้าไปอย่างตั้งใจ ที่นั่นทำให้ผมพบว่า “เธอ” ได้กลายเป็นนักแต่งเพลงที่โด่งดังไปแล้วและบางทีเธออาจกลายเป็นนักเดินทางตามแบบอย่างของนักดนตรีแจ๊สหนุ่มคนนั้นคนที่เดินทางไปข้ามประเทศโดยรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย นั่นเพราะเธอเองก็เป็นนัก “จิ้มแผนที่โลก” เพื่อตัดสินใจเลือกพื้นที่เดินทางด้วยเช่นกัน

หนังสือ 1Q84 เล่มสอง หน้าสุดท้ายเพิ่งถูกปิดลง ผมหลับตา นึกถึงเรื่องราวของ อาโอมาเมะและเท็งโกะ ในหนังสือ นึกเรื่อยเลยไปจนถึงโตเกียวดนตรีแจ๊สและย้อนกลับมาที่ร้านหนังสือร้านนั้น... ผมวาง 1Q84 เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นกางเกงผ้าสีครีมและเสื้อยืดโปโลสีดำบางทีผมก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนตัวละครตัวเล็กๆ ของ มุราคามิ ผิดแต่ว่าผมไม่ได้ชอบเพลงแจ๊สแบบสุดขั้วที่หมายถึงแจ๊สในแบบของ Frank Sinatra ถึงแม้จะหลับตาเคาะนิ้วตามจังหวะบ้างเมื่อได้ยินSouth of the border หรือ Fly me to the moon ก็ตาม แต่พลงที่ฟังในรถก็ไม่ยังไม่ใช่แจ๊สแบบแสบทรวงด้วยเสียงแซกโซโฟนเนิบนาบชวนกลั้นหายใจแบบนั้น

ผมฟังเพลงของเธอ, เพลงที่เธอแต่ง...นับแต่วันนั้นที่เจ้าของร้านหนังสือหญิงร่างท้วมใจดีฝากซีดีเอาไว้เพื่อไปให้เธอเซ็นปกผมรับปากทั้งที่ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้พบเธออีกหรือเปล่าผ่านมาสี่เดือนนับถึงวันนี้ อาจถึงเวลาที่ผมน่าจะคืนซีดีให้กับเจ้าของเดิมถึงแม้แผ่นใหม่ที่ผมซื้อมานั้นจะไม่มีลายเซ็นของเธอแต่ผมกลับรู้สึกว่าเนื้อหาในเพลงหลายๆ เพลงนั้นเธอเขียนถึงผม... หรือผมจะคิดมากไป

ผมจอดรถใกล้ๆ กับเสาชิงช้า เดินตัดถนนมหรรณพข้ามตรอกนาวาออกแพร่งภูธรมายังแพร่งนรามายืนที่หน้าร้านหนังสือร้านนั้น แต่โชคไม่ดี ร้านปิดไปแล้ว ซีดียังอยู่กับผมและในเวลานั้น ผมไม่แน่ใจว่าควรจะทำอย่างไรกับเพลงของเธอดีผมไม่รู้จักร้านหนังสืออื่นใดในละแวกนั้นนั่นเป็นสถานที่แห่งเดียวที่ทำให้ผมคิดถึงเธอ... การจากไปอย่างเงียบเชียบไม่สามารถตามหาหรือติดต่อได้เลยของเธอไม่น่าเชื่อว่านั่นจะทำให้หัวใจผมหวั่นไหวจนเหมือนใบไม้ปลิดขั้วจากต้นปลิวติดตามไปกับเธอด้วยถ้าเธอรู้ เธอคงหัวเราะเยาะ เพราะครั้งนั้น ผมเองที่เป็นคนปฏิเสธความรักของเธอนัยน์ตาของคนถูกปฏิเสธความรักในวันนั้นยังติดอยู่ในความรู้สึกมาจนวันนี้ผมไม่ได้รู้สึกผิดที่ ปฏิเสธความรักของเธอเพราะดูเหมือนนั่นต่างหากที่ทำให้ผมได้รู้จักหัวใจของตัวเองแม้จะรู้สึกเจ็บปวดแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อว่าสักวันผมจะได้พบเธออีก

ช่างเป็นเรื่องน่าประหลาดผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลยนับแต่เธอจากไป ข้อมูลบนปกซีดี บอกเพียงแต่ชื่อของผู้แต่งเพลงเนื้อร้อง ทำนอง แต่ก็ไม่ได้บอกรายละเอียดอื่นใด ผมเคยค้นข้อมูลจากกูเกิลนั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้อะไรเกี่ยวกับเธอมากนักดูเธอช่างลึกลับเสียจนผมรู้สึกเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร...มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ความคิดถึงของผมเบาลงคือการได้อ่านหนังสือที่เธอชอบ และฟังเพลงที่เธอแต่งแน่ล่ะ เพลงที่เธอแต่งมีอยู่แค่ชุดเดียวเท่านั้นที่ผมรู้จักดังนั้นจึงไม่แปลกที่ผมจะฟังเพลงของเธอซ้ำไปมาจนจำเนื้อร้องทำนองได้เกือบหมดแล้ว

หกปีสามเดือนของมิตรภาพระหว่างผมกับเธอเทียบกับสองปีที่เธอเดินออกจากชีวิตผมไป ดูเหมือนสองปีหลังนี้ต่างหากที่ทำให้ความรักดูมีความหมายขึ้นการไม่มีเธอ ทำให้ผมรู้ว่าแท้จริงแล้วผมรู้สึกอย่างไรกับเธอแต่การตามหาเธอดูเหมือนจะเปล่าประโยชน์
ท้ายที่สุดแล้วผมอาจจะต้องยอมแพ้ให้แก่โชคชะตา- -
 ในร้านกาแฟ กึ่งแกลเลอรี่ ฝาผนังประดับด้วยภาพเขียนตกแต่งร้านสไตล์ย้อนยุคและเปิดเพลงคลาสสิกคลอไปกับกลิ่นอวลหอมของกาแฟคั่วบดในตรอกเล็กๆ ละแวกแพร่งสรรพศาสตร์ ไม่ไกลนักจากแพร่งภูธรเธอกำลังคุยงานที่เป็นอีกหนึ่งอาชีพของเธอกับสถาปนิกหุ้นส่วนในงานออกแบบ หญิงสาวขออนุญาตคู่สนทนาออกไปโทรศัพท์นอกร้านประโยคสุดท้ายที่เธอบอกกับปลายทางคือ “อย่ารักใครเพียงเพราะต้องการมาแทนใครสักคนมันไม่ดีหรอก ไม่ดีต่อใครเลย”และบังเอิญที่ชายหนุ่มกางเกงสีครีมเสื้อโปโลสีดำเดินเหงาๆถือซีดีเพลงแจ๊ส ทำนองเศร้ากำลังจะผ่านเธอไป ในระยะห่างสามจุดสองเซนติเมตรเขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอ เขาเดินผ่านไปแล้วเธอหันกลับมาและผลักประตูเข้าไปในร้านกาแฟ...

คงมีแต่เทวดาเท่านั้นที่กำลังนั่งหัวเราะเยาะในวาสนาของคนทั้งคู่...
แต่ก็อีกนั่นแหละ...เทวดาอาจจะมีเหตุผลที่จะทำให้ทั้งคู่ไม่พบกัน

หญิงสาวใช้เวลาในร้านกาแฟประมาณสามชั่วโมงจึงเสร็จธุระเธอเดินทางกลับบ้าน มีใครบางคนรออยู่...เขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งของเธอในจำนวนเพื่อนไม่กี่คนเขาเป็นชายหนุ่มที่หลงใหลในดนตรีคลาสสิก ฟังเพลงบรรเลง ชอบเสียงเปียโน ชอบทำอาหารรักในการถ่ายภาพ ชอบออกเดินทาง ชื่นชมในสีน้ำ และเป็นทหาร(อาชีพที่ทำให้จินตนาการส่วนหนึ่งถูกกีดกันออกจากชีวิต) เหตุผลที่เขามาหาเธอนั่นอาจเพราะเขาอยากให้เธอเป็นช่างซ่อมใจบางทีเขาอาจจะอยากให้เธอเป็นแค่โพรงไม้สำหรับกระต่ายบาดเจ็บเข้าไปซุกซ่อนตัวเองเพื่อรักษาแผลแต่ไม่ว่าเขาจะอยากให้เธอเป็นอะไร สิ่งเดียวที่เธอเป็นได้คือเป็นเพื่อนคอยให้กำลังใจ ให้ที่พักใจ...เธอเป็นช่างไม่ได้ และไม่อาจเป็นโพรงไม้ได้เช่นกัน

ความรักของเธอ...ชายหนุ่มผู้เป็นเพื่อนมักพูดในยามเผลอว่ายากจะรู้ใจเธอได้ เธอไม่มีคนรักเธอไม่มีใครแต่เหมือนใจเธอกำลังคอยใครบางคน บางคนที่เขาก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร

ระหว่างเดินทางจากร้านกาแฟไปที่จอดรถซึ่งอยู่ในซอยข้างสวนสาธารณะใกล้กับศาลเจ้าพ่อเสือ ไม่ห่างนักจากแพร่งสรรพศาสตร์เธอนึกถึงร้านหนังสือเล็กๆ ร้านนั้นที่เคยมีงาน “แจ๊สในร้านหนังสือ” หลายปีก่อน ที่นั่นเองที่ทำให้เธอมีแรงบันดาลในที่จะออกเดินทางและที่นั่นเองที่ทำให้หัวใจของเธอสลายลง การบอกรักไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และยิ่งเป็นเรื่องยากหากต้องทำใจเมื่อถูกปฏิเสธอย่างสิ้นใยเธอจึงเลือกที่จะไปให้ไกล เผื่อว่าอาจจะทำให้ใจเจ็บน้อยลง, ในคราวนั้นประเทศที่เธอวางนิ้วชี้ลงคือเยอรมนีที่นั่นเอง เธอได้พบกับเพื่อนหนุ่มนักเรียนทุนกองทัพผู้หลงรักในเพลงของโมสาร์ท ชื่นชอบ Moonlight Sonata ซึ่งกำลังอกหักและพักใจอยู่ที่บ้านของเธอ ณ ขณะนี้

นักฟิสิกส์คงรักใครไม่เป็น - -

เธอนึกถึงชายหนุ่มอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ที่เป็นเพื่อนกันมายาวนานถึงหกปีสามเดือนคนนั้นเธอเลือกหายไปจากชีวิตเขาโดยตั้งใจในคราวก่อนด้วยหวังว่าจะทำให้ใจที่แตกพังนั้นหายดีแต่สองปีที่เธอหายไปกลับไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิดเดียว ความรักยังเท่าเดิม

ร้านหนังสือปิดไปแล้วแต่ความทรงจำยังคงอยู่ - -
หญิงสาวเดินกลับไปที่รถและขับรถกลับบ้าน...

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น... ทำให้จิตใจที่กำลังลอยไปไกลถูกดึงกระชากกลับมาอย่างแรงจนเกือบทำให้เสียหลักในการขับขี่รถยนต์ถึงกับเบี่ยงออกนอกเส้นทางคร่อมเลนมาอีกเส้นหนึ่งสายนั้นเป็นของหญิงสาวร่างสูงผอมบาง ผมยาวหยิกสยาย ชอบสวมเสื้อยืดตัวโคร่งๆกับกางเกงยีนส์เข้ารูป ซึ่งเธอกำลังจะกลายเป็นศิลปินในอีกไม่ช้าเธอเป็นอีกคนที่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวของผมด้วยคุณสมบัติของเธอไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา นิสัยใจคอและสถานะทางสังคมของครอบครัวเธอ เธอเป็นลูกสาวของข้าราชการระดับรัฐมนตรีกระทรวงแต่ตัวเธอกลับรักที่จะเอาดีในด้านศิลปะ และการร้องเพลง เธอเป็นสาวเสียงดี นุ่มทุ้มเหมาะเจาะกับการเป็นนักร้อง ซึ่งก็อีกไม่นานนักเพลงของเธอก็จะถูกนำเสนอสู่ผู้ฟังบางทีเธออาจจะดัง แต่โอกาสนั้นก็ไม่สูงนัก เธอรู้...เสียงดีอย่างเดียวมักจะสู้การตลาดดีๆ ไม่ได้ แต่เธอก็เลือกที่จะทำมัน เธอบอกว่าหากแม้ต้องเจ็บตัวกับสิ่งที่เลือกทำก็ยอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเมื่อเลือกเอง แล้วจะโทษใคร...

เธอโทรศัพท์มาเพื่อเตือนความจำเรื่องเวลานัดผมไม่รีบร้อนกับนัดนี้ ดังนั้นผมจึงลืม หรือจะให้จริงผมอยากให้เธอยกเลิกนัดไปเลยด้วยซ้ำ –

นับจากเรื่องราวของเพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัยที่ถูกครอบครัวมัดมือชกจับแต่งงานกับคนที่เหมาะสมในครั้งนั้นผมหัวเราะเยาะในวัฒนธรรมนี้และเชื่อว่า Destiny ไม่มีจริงหรอก แต่ก็ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะเจอเข้ากับตัวเอง... แน่นอนครอบครัวของผมยังเปิดเสรีให้สิทธิ์ในการเลือกคู่ครอง ไม่บีบคั้นจนอยากเดินหนี แต่เปิดโอกาสให้ผมกับเธอได้ศึกษานิสัยใจคอกันในระดับหนึ่งอย่างไรก็ตามถึงแม้เธอจะไม่ใช่คนที่อยู่ในใจแต่เธอก็มีโอกาสที่จะเข้าไปอยู่ในใจ...ถ้าหากว่าโชคชะตากำหนดมาแบบนั้น ผมมองกระจกหลังก่อนเปิดไฟเลี้ยวหักรถเข้าไปยังอีกเลน เพื่อตรงไปยังที่นัดหมาย ในร้านอาหารชื่อ “กระต่ายใต้เงาจันทร์” ร้านอาหารสไตล์วินเทจ แบบผู้ดีอังกฤษ และพบว่าเธอนั่งรออยู่ก่อนแล้ว...

“มานานหรือยังครับน้องพริ้ม”

“พริ้มเพิ่งนั่งเมื่อครู่เอง พี่จะทานอะไรคะเดี๋ยวพริ้มสั่งให้”

ผมยังไม่ตอบคำถามนั้นเธอยกมือเรียกบริกร และสั่งเครื่องดื่มสำหรับตัวเอง และแน่นอนว่าเธอสั่งเผื่อผม พริ้มเป็นหญิงสาวที่เอาใจใส่ฝ่ายตรงข้ามเสมอ เธอจดจำว่าผมชอบอะไรและไม่ชอบอะไรไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร เครื่องดื่ม หรือกระทั่งสีของเสื้อผ้าที่ผมชอบแต่เธอไม่เคยแสดงออกให้รู้เลยว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับมิตรภาพระหว่างเราเธอขอตัวไปห้องน้ำ ระหว่างนั้นเธอวางเครื่องเล่น MP3พร้อมหูฟังไว้บนโต๊ะ ผมวิสาสะหยิบมาฟังเพลงระหว่างรอนั่นเพียงเพราะอยากรู้สไตล์เพลงที่เธอชอบและลงคมดาบให้กับเวลาระหว่างที่นั่งรอเท่านั้น

If the heart be broken because I love you. I agree that the mind is the dust เนื้อเพลงที่ได้ยินทำให้ผมแปลกใจ...

“พี่ฟังเพลงอยู่หรือเปล่าคะ เพลงเพราะใช่มั้ยล่ะ” เธอยื่นหน้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมผมเอนหลังไปติดพนักเก้าอี้ ขมวดคิ้ว

“อ่ะ ขอโทษค่ะ” เธอคงเพิ่งนึกขึ้นได้...ผมไม่ชอบให้ใครใกล้ชิดนัก

“รู้จักเพลงนี้ด้วยเหรอ” ผมถามด้วยความประหลาดใจ

“หือ เพลงอะไรคะ Dust?” ผมพยักหน้าตอบ

“พี่ก็รู้จักเหรอคะ ไม่น่าเชื่อว่านักฟิสิกส์จะฟังเพลงรัก” เธอหัวเราะ มีเขี้ยวเล็กๆ โผล่ให้เห็นเมื่อเธอยิ้มกว้างขึ้น....

เป็นใคร- - ใจจะไม่แกว่งไปกับยิ้มนั้น

ชายหนุ่มผู้หลงรักในดนตรีคลาสสิก เป็นทหาร และกำลังอกหัก ยิ้มให้กับประโยค “อย่ารักใครเพียงเพราะต้องการมาแทนใครสักคน มันไม่ดีหรอก ไม่ดีต่อใครเลย” ตราบใดที่คนเราไม่พบเจอความเจ็บปวดก็ไม่คิดหรอก ว่าจะต้องหาทางออกเรื่องราวความรักของเขาก็เช่นกันในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงระหว่างที่ซุกตัวอยู่ในโพรงดังกระต่ายบาดเจ็บที่บ้านของเพื่อนสาวนักแต่งเพลงทำให้เขาได้รู้จักกับหญิงสาวที่กำลังจะมีอัลบั้มเพลงเป็นของตัวเองในอีกไม่นานนี้เธอร่าเริง คุยสนุกทำให้รู้สึกผ่อนคลายและมองว่าการอกหักนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายเกินไปเสียเลยทีเดียวเพราะอย่างน้อยในเวลาที่ย่ำแย่ก็ยังมีสิ่งที่ดีๆ เกิดขึ้น...

“พริ้มกลับไปนานหรือยัง”

“สักครึ่งชั่วโมงก่อนที่มิ่งจะกลับมาถึง”

“หิวมั้ย”

“หิว” ชายหนุ่มทำตาละห้อย เหมือนคนที่กำลังหิวจริงๆ

“งั้นไปหาอะไรกินกันดีกว่า” คนเป็นเพื่อนอดเป็นห่วงไม่ได้...การอกหัก แม้จะทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่หิวนี่นะ

“ไปร้าน กระต่ายใต้ดวงจันทร์ กันนะ” ชื่อร้านนั้นหญิงสาวคุ้นเคยดีเธอเลิ่กคิ้วแปลกใจที่เพื่อนหนุ่มอยากจะนั่งร้านอาหารสไตล์อังกฤษโบราณแบบนั้น

ชายหนุ่มยิ้มอ้อน...เขาอยากไปที่นั่นไม่ใช่เพราะนั่นเป็นร้านอาหารค่อนข้างหรู ดูดีในแบบผู้ดีอังกฤษโบราณแต่เขาอยากไปเพราะได้ยินจากหญิงสาวว่าที่ศิลปิน ซึ่งเพิ่งคุยสายกับใครบางคนต่างหาก

เมื่อคนที่คอยกับคนที่ตามหาได้พบกันอีกครั้งในเวลาที่หัวใจเกือบจะแปรเปลี่ยนไปเพราะลมพัดกับคนที่เพิ่งเจ็บและอีกคนพร้อมจะรักษาได้มีโอกาสมาพบเจอกัน... บางที นั่นอาจเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เทวดาจงใจตั้งใจ หรือเพียงแค่แกล้งให้ผู้คนได้ทดสอบหัวใจกันเท่านั้นก็เป็นได้... /
SHARE
Written in this book
รักในฤดูร้อน
เรื่องสั้นธรรมดา, เรื่องราวความรักธรรมดา -- 
Writer
blue0416
etc.
"หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาในแดดบ่าย"

Comments