๒. Moonlight Sonata
เสียงไวโอลินประสานกับเปียโน เชลโล และเครื่องดนตรีอื่นประกอบกันเป็นท่วงทำนองดนตรีคลาสสิกที่ดังอยู่ในเวลานี้ ปลุกให้หญิงสาวเจ้าของบ้านเอื้อมมือไปกดปิดนาฬิกาปลุก แต่ท่วงทำนองเพลงสี่ฤดูของ Vivaldi ก็ยังดังอยู่ เหมือนกับว่ามีใครสักคนเปิดมันไว้ หญิงสาวเหลือบมองนาฬิกาปลุกรูปแมวน้ำสีน้ำเงินบนหัวเตียง เวลานี้ เช้าเกินกว่าจะลุกจากที่นอน ยิ่งเป็นวันอาทิตย์ด้วยแล้ว...

เพลงแบบนี้ มีไม่กี่คนหรอกที่จะชอบฟัง – ในโลกของเธอที่รู้จัก มีไม่มากคนนักที่จะมีอะไรต่างออกไป เขาเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มคนที่ต่างออกไปดังกล่าว, ชายหนุ่มที่หลงใหลในดนตรีคลาสสิก ฟังเพลงบรรเลง ชอบเสียงเปียโน ชอบทำอาหาร รักในการถ่ายภาพ ชอบออกเดินทาง ชื่นชมในสีน้ำ และเป็นทหาร (อาชีพที่ทำให้จินตนาการส่วนหนึ่งถูกกีดกันออกจากชีวิต) เธอเดาว่าเขามา... แต่ก็ไม่ได้ทำให้วันอาทิตย์ธรรมดาแตกต่างออกไปนัก เธอยังรักที่จะนอนตื่นสายในวันอาทิตย์และใช้ชีวิตกับการอยู่บ้าน ทำงานบ้าน ซักผ้า ถูบ้าน ล้างจาน ไปยาลใหญ่ - แต่เพราะ “หมายเลข 40” ของ Mozart นั่นเองแหละที่ทำให้เธอต้องลุกจากที่นอนเสียไม่ได้ เสียงไวโอลินที่ดังแทรกซึมโสตประสาททำให้นิ้วมือกระดิกตามจังหวะเสียง แล้วสุดท้ายเธอก็ต้องเปิดประตูห้องนอนออกมาหลังจากเริ่ม “หมายเลข 25”

“ฆ่าฉันซะเลยสิโมสาร์ท” ประโยคแรกที่เธอเอ่ยขึ้น... ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังนั่งวาดสีน้ำอยู่ริมหน้าต่างอย่างอารมณ์ดี หัวเราะออกมา

“ขี้เซานะเราเนี่ย”

“วันอาทิตย์นะ จะต้องรีบตื่นมาทำไม”

“แดดเช้า มันสวยจะตายไป”

“ใครจะไปละมุนเหมือนคุณล่ะ”

เขาหัวเราะเบาๆ นั่นเพราะรู้... เธอเข้าใจเขาที่สุดแล้วในบรรดาหญิงสาวเพียงไม่กี่คนที่ถูกนับเป็นเพื่อน... บางทีอาจจะเพราะความเป็นเพื่อนก็เป็นได้ที่ทำให้เธอไว้ใจ และเชื่อใจเขามากพอที่จะอนุญาตให้เข้าออกบ้านของเธอได้อย่างเสรี และทุกครั้งที่เขามาที่นี่ ถ้าไม่เพราะภารกิจฉุกเฉินในอาชีพ ก็เป็นเพราะความเศร้าจากความรักนั่นเองแหละ เธอไม่เคยถามว่าเพราะเหตุใดความรักของเขาจึงมักมีปัญหาอยู่เรื่อยๆ แต่เธอเชื่อเสมอว่าเขาและคนรักของเขาต่างก็พยายามประคับประคองอย่างที่สุดแล้ว เพียงแค่ความสมหวัง ไม่ได้เลือกเขาเท่านั้นเอง, บ่อยครั้งที่เขามา ก็เพียงเพราะว่าไม่เข้าใจกันกับคนรักของเขา และเขาก็รักเธอมากพอที่จะพาตัวเองให้ออกมาจากสถานการณ์อันอาจให้ความรักที่กำลังบอบช้ำอยู่นั้นทลายลง

“หิวมั้ย” เจ้าของบ้านถามขึ้น เมื่อเห็นเขากำลังนั่งวาดภาพแมวสีดำข้างหน้าต่างด้วยสีน้ำ “ไม่สิ ต้องถามว่า ได้นอนบ้างหรือยัง ตั้งแต่เมื่อคืน”

เขาหันมายิ้มให้ ไม่ตอบคำถามนั้น กระทั่งเพลง Moonlight Sonata ของ Beethoven บรรเลงถึงกลางเพลงนั่นแหละ เขาจึงได้เอ่ยขึ้น

“เธอบอกเลิกกับผม”

“หือ”

หญิงสาวเจ้าของบ้านกำลังจะชงกาแฟของเช้าวันอาทิตย์ กลับต้องชะงักมือ และวางช้อนลง ก่อนที่จะเดินมานั่งลงเคียงข้างชายหนุ่ม

“เราต่างก็พยายามจนถึงที่สุดแล้ว แต่ปัจจัยอื่นที่นอกจากเราสองคนมันมากเกินกว่าจะทานไหวน่ะ”

ได้ยินประโยคนี้แล้ว เจ้าของบ้านก็นิ่งไปครู่ใหญ่ แต่ดูเหมือนไม่มีคำพูดใดที่จะเอ่ยออกมาแล้วทำให้คนกำลังอกหักรู้สึกดีขึ้นได้เลย ในเวลานั้น Horn Concerto No.1 เริ่มบรรเลง, แมวสีดำข้างหน้าต่างอ้าปากหาวหวอด และหันมามองทั้งสองคนก่อนหลบสายตาแล้วหลับต่อ

“คุณจะทำยังไงต่อไปคะ”

“ไม่รู้สิ บางทีผมอาจจะคบหากับใครสักคน เผื่อจะช่วย...”

“ลืมเธอน่ะเหรอ” หญิงสาวแทรกขึ้น...น้ำเสียงไม่ยินดีนัก

“อยู่คนเดียว มันเหงาเกินไปสำหรับผม”

“ก็ลองฝึกการอยู่คนเดียวดูบ้าง”

“คุณไม่เข้าใจหรอก”

เขาตอบทันควัน - เธอสบตาเขา... อยากบอกเหลือเกินว่า ความทุกข์ที่เขาเจอ ใช่ว่าเธอจะไม่เคยพบ กว่าเธอจะผ่านทุกข์นั้นมาได้ก็ไม่ใช่ง่ายๆ นัก และใช่ว่าเขาจะไม่รู้ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับเธอ ในเมื่อเขาเองนั่นแหละที่คอยปลอบอกปลอบใจและอยู่เคียงข้างเมื่อคราวที่เธอถูกรักทำร้ายในตอนนั้น

“ผมขอโทษ”

เขาวางมือจากการวาดภาพ และเหมือนเป็นจังหวะพอเหมาะพอดี ที่เพลงของ JS Bach เริ่มบรรเลงขึ้น - - เสียงไวโอลินทำให้ทั้งคู่นิ่งสงบครู่ใหญ่ก่อนที่หญิงสาวจะเอ่ยปาก

“ฉันให้กำลังใจใครไม่เป็นหรอก แต่คิดว่า ความผิดหวังที่เกิดจากความรักในครั้งนี้มันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีก็ได้ - อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้เริ่มต้นใหม่กับสิ่งใหม่ๆ และบางทีอาจจะเปิดใจให้กับคนใหม่ๆ ได้เข้ามาในชีวิต... แน่นอนว่าช่วงแรกๆ มันอาจจะดูสาหัสสักหน่อย แต่เชื่อว่าทุกคนมีพลังที่จะรักตัวเองมากพอ และตั้งหลักได้ในไม่ช้าเพราะความรัก อยู่กับเราตลอดชีวิต ตั้งแต่เริ่มต้น จนจบชีวิตลง”

นั่นน่าจะเป็นประโยคที่ยาวที่สุดจากใจของเธอ เขาล้างพู่กัน เก็บอุปกรณ์วาดภาพ... และในเวลานั้น นายแบบของเขา เจ้าแมวสีดำนอกระเบียงก็ได้วิ่งหลบหายไปเมื่อได้ยินสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนของเพื่อนบ้านส่งเสียงขึ้น

บ้านจัดสรรหลังเล็กๆ ขนาดสองห้องนอน สองห้องน้ำ หนึ่งห้องครัว และหนึ่งห้องโถง มีระเบียงกว้าง และมีพื้นที่ว่างสำหรับหมาแมววิ่งเล่นนิดหน่อย ผนังสีครีม ภาพถ่ายหลายขนาด ติดประดับไว้อย่างสวยงาม ทั้งหมดเป็นผลงานของเขา... นักเรียนทุนกองทัพ กับการศึกษาวิชาทหารในเยอรมนีเป็นเวลานานกว่าแปดปี บางที นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่เขามีเพื่อนไม่มากนัก ผิดกับเธอที่มีอาชีพหลักในการเป็นสถาปนิก และเป็นนักแต่งเพลงให้กับค่ายเพลงเล็กๆ ที่มีศิลปินไม่มากนักในค่าย... เธอรู้จักเขาระหว่างที่เขาเรียนอยู่ที่นั่น และเธอเป็นนักท่องเที่ยวที่ออกเดินทางไปเพื่อหาแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง ซึ่งอันที่จริงมันเป็นเพียงข้ออ้างในการหลบไปรักษาแผลใจจากความเจ็บปวดเพราะคนที่เธอรัก ไม่รักเธอ...

นักฟิสิกส์ คงรักใครไม่เป็น....

ครั้งสุดท้ายที่เจอคนที่เธอรักคืองาน แจ๊สในร้านหนังสือเมื่อไม่นานมานี้ เธอได้คำตอบชัดเจนว่าเขาไม่ได้คิดอะไรกับเธอมากไปกว่าความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเท่านั้น, แล้วเธอก็จากมาทั้งที่ยังหูอื้อ หน้ามืด - - ด้วยวิธีเดิมเมื่ออยากจะเดินทางคือ หลับตาจิ้มแผนที่โลก เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าประเทศที่นิ้วชี้จิ้มอยู่นั้นคือ เยอรมนี ขณะที่เดินหลงอยู่ใน Quedlinburg เมืองมรดกโลกที่ขึ้นชื่อด้านวัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมแบบโรมัน เต็มไปด้วยปราสาทเก่าแก่โบราณชวนให้นึกถึงหนังพีเรียดย้อนยุค ที่นั่นเองทำให้เธอได้พบกับเขา-คนที่หลงรักในเพลงของโมสาร์ทและกำลังอกหัก แต่กำลังคิดจะหารักใหม่มาแทนที่ในทันที เพียงเพราะคิดว่านั่นเป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้วในการรักษาใจ

“การจมตัวเองอยู่กับความเศร้าซ้ำซาก ความรักที่ไม่สมหวัง และการไม่นับถือตัวเอง, ไม่ว่าจะเพราะอะไร มันน่าเสียใจมาก มันทำให้คุณค่าในตัวเองลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ ทำไมต้องให้คนอื่นมีอิทธิพลเหนือใจตัวเองจนไม่สามารถควบคุมได้ ความรัก, เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มันอยู่เหนือชีวิต... มันจะทำให้ชีวิตเสียสมดุลไปทันที”

ประโยคปลอบใจท่ามกลางความหนาวเย็นในประเทศที่เธอไม่คุ้นเคยเลย แน่นอนว่ามันดูไร้ค่าเสียเหลือเกินในสายตาของคนที่ความรักหวานชื่นเช่นเขาเวลานั้น

เรื่องราวความรักของหนุ่มนักเรียนนอก กับสาวนักเดินทางที่รักกันมานานถึงหกปีนั้นไม่ได้หวานชื่นเหมือนน้ำผึ้งเดือนห้า แต่ทว่าเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวของทั้งสองฝ่ายไม่ยินดี ไหนจะเรื่องหน้าที่การงานที่แตกต่าง ทำให้เวลาไม่สัมพันธ์กัน แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่าความเจ็บป่วยเรื้อรังด้วยโรคร้ายที่คอยกัดกร่อนความแข็งแรงของร่างกายให้ทรุดโทรมลงทีละน้อย ยิ่งเธอเจ็บป่วยมากเท่าใด เขาก็ยิ่งถูกกีดกันจากครอบครัวของเธอให้ออกห่างไปไกลมากเท่านั้น...

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น – หญิงสาวต้องออกไปพบลูกค้าเรื่องแก้แบบอาคารที่เธอออกแบบไว้ เธอต้องออกจากบ้าน...

“พักผ่อนเถอะนะ, เมื่อคืนคงไม่ได้นอน ไม่ต้องเครียดมากนัก แล้วทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี” เธอบอกเขาเท่านั้นแล้วหายเข้าห้องไปอาบน้ำแต่งตัวและออกจากบ้านไป

ชายหนุ่มยังนั่งงุนงงกับชีวิต... ความรักพังไม่เป็นท่า, แล้วยังจะมาถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวอีก.... แต่ไม่นานเกินไปนักเขาก็ผล็อยหลับไปบนโซฟายาวหน้าห้องรับแขกที่ประจำนั่นเองแหละ

เสียงกริ่งประตูหน้าบ้านดังขึ้น... กลบเสียงดนตรี และร่างระหง สูง ผอม ผมสาวหยิกสยายถึงกลางหลัง สวมกางเกงยีนส์สีซีดเข้ารูป กับเสื้อยืดตัวโคร่ง มีเครื่องประดับเพียงนาฬิกาข้อมือสีเงินเรือนเล็กๆ เท่านั้นเอง เธอผลักประตูเข้ามาอย่างถือวิสาสะ ชายหนุ่มสะดุ้งตื่นและดีดตัวลุกจากที่นอนในทันที...

“อุ่ย...ขอโทษค่ะ ฉันนึกว่าพี่มิ่งอยู่ ถ้างั้น ฉัน... กลับก่อนดีกว่า”

เมื่อเห็นหน้าตางงๆ ของฝ่ายตรงข้าม หญิงสาวผู้ “โผล่พรวด”เข้ามาก็ถึงกับถอยฉากออกไปยืนอยู่หน้าประตู

“มิ่งออกไปข้างนอก คุณมีอะไรฝากไว้หรือเปล่า ถ้าเค้ามา ผมจะบอกให้”

“งั้น ขออนุญาตนะคะ พอดีผ่านมาทางนี้ เลยเอาเพลงมาให้พี่มิ่งแก้ให้นิดหน่อยน่ะค่ะ นี่นะคะ ฝากแก้ตรงนี้ เขียนแบบนี้ พริ้มลงดินสอไว้ให้แล้ว”

“ถ้าอย่างนั้น... ผมว่าคุณรออธิบายให้มิ่งฟังเองดีกว่ามั้ย อาจจะเข้าใจมากกว่านะ”

“ถ้ารอที่นี่ จะไม่เป็นการรบกวนพี่เหรอคะ”

“ไม่หรอก เพราะผมก็เป็นคนที่มาหามิ่งเหมือนคุณนั่นแหละ”

“ดีจัง มีเพื่อนรอ”

หญิงสาวหน้าใส พูดจาฉะฉานตรงไปตรงมา และระหว่างนั้นดูเหมือนทั้ง Bach Beethoven Mozart Vivaldi ต่างก็พร้อมใจกันหยุดเล่นดนตรี จนความเงียบเข้าครอบคลุมทั้งบ้าน

แล้วก็คนที่ไม่รู้จักกันเลย จะให้คุยอะไรกันเล่าคราวนี้...

“เอ่อ พริ้มชื่อ พริ้มนะคะเป็นนักร้อง กำลังจะปล่อยซิงเกิลแรกในสัปดาห์หน้า พี่มิ่งเป็นคนเลือกพริ้มให้ร้องเพลงที่พี่มิ่งแต่ง”

เธอเป็นคนมีไมตรีจิตกับผู้คน มีมนุษยสัมพันธ์อันดี ไม่ถือตัวซึ่งเป็นข้อดีที่ควรมีในตัวศิลปิน เธอพูดเจื้อยแจ้ว แล้วกดรีโมทเปิดเพลง...
แรกรัก หวานนักน้ำคำ ที่พร่ำรำพัน
ชื่นใจกัน มุ่งหมายมั่น รักพลันมากลับมากลาย
ดูซิดูอนาถน่าอนาถใจ คิดไม่วาย รักกลับกลาย
รักคลายรักหายสดชื่น ขมขื่นหมดหวัง เหมือนเมฆฝังนภา....
 หญิงสาวที่ถือไอแพด พกไอโฟน เสียบหูฟังไอพอด เธอเปิดเพลง ครวญรัก ของสุนทราภรณ์ ขึ้นมา ไม่เข้ากับหน้า... แต่ทว่า เข้ากับความเป็นศิลปิน

“พี่ชอบฟังเพลงมั้ยคะ”

“ครับ”

เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น ชายหนุ่มกดรับสาย และเดินออกไปคุยนอกบ้าน... เขากรอกเสียงไปตามสาย บอกกับเจ้าของบ้านสาวว่ามีแขกมารอพบ และบอกรายละเอียดไปว่าเป็นใคร เจ้าของบ้านสาวเงียบไปสักนิดก่อนจะบอกกับเพื่อนหนุ่มว่าอีกสามชั่วโมงข้างหน้าจึงจะกลับบ้าน พร้อมเอ่ยเป็นประโยคสุดท้ายก่อนวางสายว่า

“อย่ารักใครเพียงเพราะต้องการมาแทนใครสักคน... มันไม่ดีหรอก ไม่ดีต่อใครเลย”

เขานิ่งฟังเงียบๆ และปล่อยให้สุนทราภรณ์ครวญเพลงให้ฟัง โดยมีหญิงสาวผมยาวหยิกสยายกลางหลัง ว่าที่ศิลปินคนใหม่ของค่ายเพลงอินดี้แห่งหนึ่งในประเทศ นั่งคุยเป็นเพื่อนในเรื่องที่ชอบเหมือน เหมือนกัน ~ 
SHARE
Written in this book
รักในฤดูร้อน
เรื่องสั้นธรรมดา, เรื่องราวความรักธรรมดา -- 
Writer
blue0416
etc.
หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาตัวเองในแดดบ่าย

Comments