๑. แจ๊สในร้านหนังสือ
“ความพยายามของผม กับความเฉยเมยของเธอ มันตีคู่กันไปเหมือนทางรถฟสายเชียงใหม่ สุไหงปาดี ยังไงยังงั้น แต่จะว่าไป ก็คงโทษเธอไม่ได้ เพราะครั้งหนึ่งที่เธอเคยพยายาม สิ่งที่เธอได้รับจากผมนั้นก็ตรงข้ามเช่นกัน...”

ร้านหนังสือเล็กๆ เพียงหนึ่งคูหาในตรอกเก่าแก่ของเมืองหลวง อาจจะเป็นเพียงร้านหนังสือธรรมดาในสายตาใครต่อใครที่เดินผ่านไปมา เสียงแซกโซโฟนที่เนิบช้า เป็นจังหวะ ที่บางห้วงของท่วงทำนองก็ทำให้รู้สึกเหมือนลมหายใจหล่นหายไปกับความเงียบของดนตรี น่าแปลกที่เพลงแจ๊สดูจะเข้ากับร้านหนังสือได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“เอสเพรสโซ่สักถ้วยมั้ย” เจ้าของร้านผู้มีรสนิยมในดนตรีเอ่ยขึ้นเมื่อผมนั่ง “อิน” กับมุราคามิ ดนตรีแจ๊ส และสายฝนนานจนเกินไปแล้ว

ผมเป็นลูกค้าคนเดียวของวันนี้...ต้องบอกว่า เช้านี้สิถึงจะถูก เช้าของวันพุธกลางสัปดาห์ที่การทำงานประจำซ้ำซากเป็นเรื่องที่น่าเบื่อเกินกว่าจะพาตัวเองไปสู่สมรภูมินั้นได้ ในวันที่หัวใจเปราะบางเพราะสายฝนในชั่วโมงนี้... เสียงเพลงที่ดังลอดออกมาจากร้านหนังสือ เชื้อเชิญให้ผมผลักประตูกระจกบานนั้นเข้ามาอย่างตั้งใจ เจ้าของร้านสตรีร่างท้วมยิ้มให้ แล้วหันไปง่วนอยู่กับการจัดการเครื่องดื่ม... กลิ่นหอมของกาแฟชงใหม่ๆ ลอยมาเตะจมูก

“กาแฟ...หน่อยมั้ย” เธอหันมาถามซ้ำอีกครั้ง

“อ่อครับ...”

“เหมือนเราเคยพบกันมาก่อน” เจ้าของร้านวางถ้วยกาแฟลง และรอคำตอบ

“เคยมาครับ... แต่นานแล้ว”

วันนี้ปีสองปีที่แล้วกับกิจกรรมเล็กๆ ในร้านหนังสือที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งในตรอกเก่าแก่ของเมืองหลวง ที่ชื่อว่า “แจ๊สในร้านหนังสือ” เธอ.. ที่เป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม ในจำนวนเพื่อนไม่กี่คนที่ผมมี เธอเป็นนักแต่งเพลงสังกัดค่ายเพลงอินดี้เล็กๆ ที่ไม่มีชื่อเสียงมากมายนักในแวดวงดนตรี เพลงของเธอไม่ค่อยดัง ไม่ติดชาร์ทของสถานีวิทยุใดๆ แต่เพลงของเธอกินใจ รวดร้าว และเมื่อฟังอย่างตั้งใจ หากเข้าถึงอารมณ์ของเพลง –นั่นอาจทำให้คนฟังมีน้ำตา เธอบอกเสมอว่าเธอแต่งเพลงทุกเพลงขึ้นมาด้วยความรัก บางเพลงมีแรงบันดาลใจมาจากคนใกล้ตัว บางเพลงก็มาจากความรักของเธอที่ไม่เคยสมหวังเลยสักที

เธอชอบอ่านหนังสือ ชอบมุราคามิ และชอบดนตรีแจ๊ส... งานนี้เธอจึงไม่พลาดที่จะใช้เวลาไปกับสิ่งที่เธอชอบ

“ไปเป็นเพื่อนหน่อยดิ... เขินน่ะ ไปคนเดียว” แววตาอ้อนวอน กึ่งขอร้อง

“ไปน่า...” ณ ตอนนั้นผมเพียงแต่ไปเพราะไม่อยากขัดใจเธอ... ดนตรี- ร้านหนังสือ เป็นของแปลกสำหรับผม

เมื่อเข้าสู่ภายในร้าน เธอทักทายเจ้าของร้านอย่างคุ้นเคย... สตรีร่างท้วมที่ยิ้มอยู่เสมอนั้น เธอเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์และชื่นชอบในผลงานของนักเขียนชาวญี่ปุ่น มุราคามิ ฮารุกิ เช่นกัน มีคนบอกว่าคนที่มีอะไรเหมือนๆ กันเข้ากันได้ง่าย เพื่อนหญิงของผมเธอเป็นนักแต่งเพลง ชอบดนตรีแจ๊ส และมุราคามิ ฮารุกิ จึงไม่แปลกใจเลยที่เธอจะเข้ากับใครๆ ที่ชอบในสิ่งเดียวกับเธอได้ แต่นักวิชาการด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์อย่างผม ในชีวิตก็คุ้นเคยแต่กับห้องสมุดมหาวิทยาลัย ขณะที่โลกในชีวิตจริงไม่แตกต่างจากทฤษฎีทางฟิสิกส์ “กว้าง... แต่แคบ” น่าแปลกที่ผมกับเธอเข้ากันได้ดี ทั้งๆ ที่ไม่ได้ชอบอะไรที่เหมือนกันเลย... อาจจะเป็นเพราะความช่างพูด มีน้ำใจ มองโลกในแง่ดีและยิ้มอยู่เสมอของเธอก็ได้ที่ทำให้ผมรู้สึกถึงความจริงใจ จนเผลอไปสนิทสนมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีผมก็มานั่งอยู่ในร้านหนังสือกับเธอแล้วในวันนี้

ภายในร้านหนังสือเล็กๆ ที่กลิ่นกาแฟลอยมาเตะจมูกก่อนอย่างอื่น ชั้นหนังสือสีขาวเรียงแถวสูง ยาวเต็มผนังด้านหนึ่ง มีหนังสือประเภท เรื่องสั้น นวนิยาย หนังสือแปล จำนวนมากเรียงตามชั้นให้เลือกหยิบอ่าน บรรยากาศอบอุ่นจนทำให้แปลกใจว่ามีร้านหนังสือแบบนี้ด้วย... ซึ่งบรรยากาศราวปาร์ตี้เล็กๆ นั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ กลิ่นกาแฟและดนตรีแจ๊ส... ไม่นานนัก ผมเป็นสิ่งประหลาดของร้านในคราวแรก แต่เพื่อนสาวเธอดึงข้อมือไปแนะนำให้คนโน้น คนนี้รู้จัก มากมาย แต่ผมจำใครไม่ได้เลย

แล้วไม่นานเกินไปนักชายหนุ่มสองคนก็ผลักประตูกระจกเข้ามาในร้าน เสียงปรบมือเกรียวต้อนรับ หนุ่มร่างท้วมกับกีตาร์แจ๊สคู่กาย ขณะที่หนุ่มร่างผอมนั้นดูจะเป็นไฮไลท์ของงาน เขาเดินเข้ามาในร้านด้วยรอยยิ้มและเรื่องเล่าของเขาที่อยู่ในแซกโซโฟน

หนุ่มแจ๊สเปิดเรื่องราวการเดินทางด้วยเสียงเพลงจากแซกโซโฟน... ผู้คนที่เริงร่าในปาร์ตี้เงียบเสียงลงและพุ่งสายตาและหัวใจไปที่สองนักดนตรีหนุ่ม หลังจากจบเพลงและเสียงปรบมือเขาก็นั่งลง มีสาวร่างเล็กผอมสูง คอลัมนิสต์ นิตยสารฉบับหนึ่งคอยเป็นคนชวนคุยเพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กับคนอื่นๆ ในร้าน

เขาเป็นชายหนุ่มผู้เลือกเดินทางในภาคพื้นดินเพื่อไปให้ถึงจุดหมายในอีกภูมิภาคหนึ่งของโลก บนเส้นทางสายไหม เชียงใหม่ ปารีส ด้วยเงินสองหมื่นกับแซกโซโฟนคู่ใจโดยรถยนต์และรถไฟทรานส์ไซบีเรีย (Trans-Siberian Railway) ไปกระทั่งถึงเป้าหมายอันเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่แสนจะมีค่ากับการได้มาของชีวิต เรื่องราวที่เขาเล่า เพลิดเพลินจนผมเองก็ลืมไปว่าขณะนั้นผมนั่งฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับการเดินทางของนักดนตรีคนหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องการสร้างเครื่องเก็บกู้ระเบิดจากการกระเจิงกลับของอนุภาคนิวตรอนสักหน่อย

และเมื่อเขาเริ่มบรรเลงเพลงต่อมา หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างกายผมก็หันมากระซิบข้างหู

“เพลงเพราะเนอะ” แต่ในตอนนั้นจิตใจของผมมันไม่ได้จดจ่ออยู่กับดนตรี มากไปกว่าเจ้าของร่างที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมตอนนี้ต่างหาก

เธอเป็นเพื่อนผู้หญิงในจำนวนเพื่อนไม่กี่คนของผม... มากกว่าความเป็นเพื่อน ผมรู้ว่าเธอรักผม แต่ในความรัก... ไม่ใช่ทุกคนที่จะสมหวัง เธอเองก็เช่นกัน ความพยายามของเธอกับความเฉยเมยของผม มันตีคู่กันไปเหมือนทางรถไฟสายสุไหงปาดี เชียงใหม่... ผมไม่รักเธอไม่ใช่เพราะเธอไม่ดีพอ แต่เพราะผมเชื่อว่าความอิสรเสรีในชีวิตนั้นมีค่าเกินกว่าจะให้ใครตียึดไปครอบครอง แม้แต่ความรัก ก็ไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เธอมักจะได้รับความเฉยเมย มากกว่าเอาใจใส่...

ถ้าไม่รักก็ไม่ควรให้ความหวัง... ใครๆ ก็ว่าอย่างนั้น และผมเองก็เชื่อเหมือนคนอื่นเช่นกัน ความเป็นเพื่อนของเราจึงยังเสมอต้นเสมอปลาย แม้จะมีใครสักคน “รู้สึก” มากกว่าความเป็นเพื่อนก็ตาม

หลังจากแจ๊สคืนนั้นเธอชวนผมไปนั่ง “ชมจันทร์” ริมเจ้าพระยากับเครื่องดื่มยี่ห้อที่อิมพอร์ตจากประเทศเดียวกับฟุตบอลทีมโปรดผม... ฮอลแลนด์

“รู้มั้ยเนี่ย เรารู้จักกันมากี่ปีแล้ว” ประโยคแรกหลังจากนั่งชมแสงนีออนของเมืองกรุงอยู่พักใหญ่

“หกปีสามเดือน”

“โห จำได้ด้วย เก่งจัง”

“ก็วันนั้นเป็นวันที่เธอมีพาสปอร์ตเล่มแรกในชีวิต และไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเธอก็ไปโคเปนฮาวน์เพื่อท่องเที่ยวในระยะเวลา ๒ สัปดาห์ด้วยวิธีการหลับตาจิ้มแผนที่โลกซึ่งกางหราอยู่หน้ากงศุล”

“ขำเนอะ ถ้าตอนนั้นรู้ว่าจะจิ้มไปโดนประเทศที่หนาวโคดแบบนี้ ก็คงไม่ไป เดนมาร์กประเทศเล็กนิดเดียว แต่ก็สนุกดี ว่าแต่... เรารู้จักกันได้ยังไงนะ ลืมไปแล้วสิ”

“วันนั้นผมไปทำพาสปอร์ตเพื่อไปเรียนต่อที่นิวยอร์ก”

“เราเจอกันแค่ไม่กี่ชั่วโมงแต่เราก็ไปนั่งกินข้าวในฟู้ดคอร์ทฉลองมิตรภาพและหนังสือเดินทางเล่มแรกของฉันด้วยกัน ต่อมาเราส่งอีเมลล์เล่าเรื่องโคเปนเฮเก้น แลกกับเรื่องราวของนิวยอร์ก มิตรภาพเนี่ยมันเจ๋งจริงๆ”

“เราก็ไม่ได้เจอกันอีกสามปี เพราะผมเรียน”

“แปลกเนอะแต่เราก็สนิทกัน ทำไมเราถึงสนิทกันได้นะ ทั้งๆ ที่เราก็ไม่มีอะไรที่เหมือนกันสักอย่างเดียว”

“ไม่รู้สิ” บางคำตอบมักจะพาความเงียบมาด้วย ไม่รู้ว่าทำไม แต่แล้วอยู่ๆ เธอก็พูดขึ้นทำลายความเงียบ

“รู้มั้ยเนี่ย ว่าเราคิดไงกับเธอ”

“อื้อ” ผมตอบอะไรไม่ได้มากกว่านั้น บางทีอาจจะเพราะไม่รู้จะตอบยังไง...

“ไม่ได้คิดไร” เธอย้ำเพื่อให้แน่ใจในคำตอบ

“เป็นเพื่อนกันแหละดีแล้ว” และผมก็เพิ่มน้ำหนักให้กับคำตอบของเธอ

“กะแล้ว” ดูเหมือนคำตอบของผมจะทำให้เธออึ้งไปพักใหญ่ ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นเพื่อถามคำถามต่อมาอีก

“ไมล่ะ นักฟิสิกส์นี่เค้ามีความรักไม่เป็นเหรอ”

“เป็นสิ”

“เราดีไม่พอใช่มั้ยล่ะ”

“ไม่ใช่งั้น... ไม่รู้สิ แต่ผมว่าว่าเป็นเพื่อนกันดีกว่า”  อีกครั้งที่ความเงียบเสนอหน้ามายิ้มให้

“เจ็บเนอะ” คำพูดเบาๆ ก่อนที่ไฮเนเก้นกระป๋องสุดท้ายจะหมดลง

“ขอโทษด้วยนะ” ผมไม่รู้จะพูดอะไรดีไปกว่านี้

“เฮ่ย ไม่ได้ทำไรผิด ขอโทษทำไม” คำตอบแมนๆ ของหญิงสาวร่างบาง ทำให้ผมยิ่งรู้สึกแปลกๆ

“ผมกลัวเธอจะรู้สึกไม่ดี”

“มากไปแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงความรู้สึกกันขนาดนั้น ไม่เป็นไร เจ็บเพราะได้รัก ดีกว่าไม่ได้บอกรัก แต่ว่า ขออะไรอย่างนึงได้มั้ย ขอแค่... อย่ารำคาญความรักของเราได้มั้ย ไม่รักก็ได้แต่อย่ารังเกียจรังงอน รำคาญ”

“เราเป็นเพื่อนกันนี่ ผมจะรำคาญทำไม”

“งั้นก็...ขอบใจนะ” เธอหยุดเรื่องราวความรู้สึกเอาไว้เท่านั้น

“เออ พูดถึงการเดินทางแบบนักดนตรีคนนั้นเราว่ามันโคดเท่เลย... อยากทำอย่างนั้นบ้างจัง” เธอเปลี่ยนเรื่องสนทนา...ผมไม่คิดว่านั่นเป็นประโยคที่จริงจังอะไร นอกจากเพียงเพื่อกลบเกลื่อนความเศร้าจากการถูกปฏิเสธความรัก แต่ผมคาดผิด

หลังจากวันนั้นเราก็ไม่ได้พบกันอีกเลย เธอตั้งใจหายไปแบบไร้ร่องรอย ไม่มีอีเมล์ ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีที่อยู่สำหรับติดต่อ เมื่อติดต่อไปที่ทำงานก็ได้ความเพียงว่าเธอไม่ได้ทำงานที่นั่นแล้ว แต่ก็ไม่มีใครตอบได้ว่าเธอไปไหน เธอไม่บอกใคร

บางทีเธออาจจะกางแผนที่โลก หลับตาจิ้มลงไปในแผนที่ แล้วเดินทางไปยังที่แห่งนั้น เหมือนที่เธอเคยทำเมื่อคราวที่เรารู้จักกันก็เป็นได้... แรกทีเดียวผมโทษตัวเองที่เป็นสาเหตุให้เธอต้องหลบลี้หนีหน้า แม้ผมจะไม่แน่ใจนักแต่ก็ไม่อยากโทษตัวเองจนเกินไป “ผมผิดหรือที่ให้เธอได้แค่นั้น”

สองปีที่ผมคิดว่าน่าจะลืมเธอได้ ในเมื่อชีวิตของผมมีอะไรตั้งมากมายให้คิดมากกว่าที่จะมานั่งคิดเรื่องการ “ไปไหน” ของเธอ แต่เปล่าเลย ยิ่งนาน การลืมก็ยิ่งไกล...

- - - - -

“เอ่อ... ผมเคยมาที่นี่เมื่อสองปีที่แล้ว ตอนที่มีงานแจ๊สในร้านหนังสือ”

“อ๋อ พี่จำได้แล้ว น้องที่มากับน้องมิ่งนักแต่งเพลง... เออนี่ ตอนนี้เพื่อนเราดังมากเลย พี่ได้ข่าวแล้วยังอดตื่นเต้นด้วยไม่ได้ อะนี่ฝากซีดีไปขอลายเซ็นหน่อยสิ”

เธอหยิบกล่องซีดีเพลงแจ๊สที่บรรเลงโดยนักดนตรีแจ๊สอันดับต้นๆ ของโลก มีชื่อเพื่อนหญิงของผมที่ปกด้านในเป็นผู้ประพันธ์ทำนองและเนื้อร้อง ผมยิ้มให้กับซีดีแผ่นนั้น ภาพในร้านหนังสือเมื่อสองปีก่อนย้อนกลับมาอีกครั้ง

กลิ่นกาแฟยังกรุ่น เสียงแซกโซโฟนในท่วงทำของของเพลงแจ๊สดังเบาๆ เพลงที่เธอเป็นคนแต่งทำนองและเนื้อร้องนั้นมีท่อนหนึ่งว่า

If the heart be broken because I love you. 
I agree that the mind is the dust.
หากหัวใจต้องแหลกสลายเพราะการได้รักเธอ 
ก็ยินยอมที่จะให้ใจนั้นเป็นฝุ่นผง... /

SHARE
Written in this book
รักในฤดูร้อน
เรื่องสั้นธรรมดา, เรื่องราวความรักธรรมดา -- 
Writer
blue0416
etc.
"หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาในแดดบ่าย"

Comments

nicecii
10 months ago
อยากไปร้านหนังสือร้านนี้ :)
Reply
blue0416
10 months ago
หลายปีมาแล้วร้านนี้เคยมีจริง... ร้านชื่อ 'ก็องดิด'​ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เสียดายเนอะ
nicecii
10 months ago
น่าเสียดายนะคะ
อาจมีร้านลับแอบซ่อนอยู่
รอวันไปเจอ ^^