ณ สถานที่อันสงบ สะอาด และธรรมชาติบริสุทธิ์
ณ ที่นี้...จังหวัดสตูลเมืองเล็กๆติดชายแดน มีคำขวัญง่ายๆแต่เห็นภาพชัดแจ้งแดงแจ๋ว่า "สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์"
คำขวัญเขาเคลมว่าอย่างนั้น แต่เมืองนั้นจริงๆเป็นไง เป็นอย่างตามคำขวัญว่าไว้รึป่าวนั้นไม่รู้ เคยไปสัมผัสเมืองนี้เมื่อนานมาแล้ว นานมากจริงๆตั้งแต่วัยเพิ่งหัดเดินได้ จำความอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ สิ่งที่ย้ำเตือนความจำว่าฉันเคยไปสตูลครั้งหนึ่งก็คือรูปถ่ายที่ย่านการค้าด่านวังประจันน่ะเอง รูปนั้นตัวฉันยังไม่ถึงหัวเข่าตอนนี้เลยด้วยซ้ำแล้วจะไปจำอะไรได้กันเล่า
เมื่อครั้งยังอยู่หาดใหญ่ เคยเลียบๆเคียงน้อง(รูม)เมทมาด้วยว่าการเดินทางเป็นอย่างไร ใช้เวลานานเท่าไหร่ ควรไปไหนดีบ้างแต่ด้วยอะไรก็มิทราบได้ที่มันไม่เคยทำให้การเดินทางได้เกิดขึ้นจนเป็นผลสำเร็จเสียที หรือเพราะกังวลที่ต้องเดินทางคนเดียวในสถานที่ไม่คุ้นเคย ขณะที่ใจนึงก็แย้งว่านี่มันเมืองไทยนะเหวย ถ้าหลงก็ใช้ปากถามทางเอาสิ ยังไงซะป้ายบอกทาง ถนนหนทาง ผู้คนอะไรต่อมิอะไรก็ยังใช้ภาษาไทยสื่อสารกันอยู่ ไม่ได้ไปเมืองจีนสักหน่อย มันจะไปยากอะไรว้า? โง่จริงๆเลย
แต่...นั่นแหละ เจ็ดปีที่อยู่หาดใหญ่ ทั้งตอนเรียนและตอนทำงานก็ไม่เคยได้แวบไปเหยียบเมืองนั้นเลย แม้กระทั่งหลีเป๊ะที่เพื่อนต่างกลับมาเคลมแล้วเคลมเล่า เคลมซ้ำกันทุกราย หนำซ้ำยังเคยทำทัวร์ไปค้างหลีเป๊ะ แต่ฉันกลับไม่ได้สักเป๊ะเลย อะไรวะเนี่ย? คิดแล้วแอบเศร้าที่จะหาเวลาสักวันไปก็ไม่มี และในยามมีเวลาเฉกเช่นตอนนี้นั้น การเงินกลับไม่เอื้ออำนวยอย่างที่ควรจะเป็น
กระทั่งน้องชายเหาะลงมาจากกทม.ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา ต้นพฤษภาเป็นเวลาที่กำลังจะปิดทัวร์ โลว์ซีซั่น พ่อและแม่เลยปิดกิจการชั่วคราวและพาน้องชายไปเที่ยวพักผ่อน แน่นอนว่ามีฉันและน้องๆอีกหลายคนเป็นตัวพ่วงด้วย โดยมีจุดหมายปลายทางคือ บ้านน้องสาวซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องที่อาศัยอยู่ในมาเลเซีย แต่เธอกลับมาเยี่ยมบ้านที่สตูลพอดิบพอดี ช่างเป็นอะไรที่เหมาะเจาะและลงตัวจริงๆ
ฉันกำลังจะได้ไปสตูลอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้จะเป็นครั้งที่จำความได้แล้วนั่นเอง ที่สำคัญยังจะได้เจอน้องสาวที่ไม่ได้เจอเธอนานมากแล้วอีกด้วย สายๆของวันๆหนึ่ง เราก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปในทันที มีแวะเตล็ดเตร่ข้างทางบ้างไรบ้าง จนจวนจะห้าโมงเย็นถึงบ้านพรุ(อยู่เขตสตูลแล้วหละ)และถึงพร้อมๆกับเมฆฝนก้อนใหญ่มากที่คาดว่าจะตกในอีกไม่ช้า 
ไม่ช้าจริงๆ ฝนก็เทลงมาอย่างหนักกระทั่งไปถึงฉลุง บ้านน้องสาวอยู่อำเภอเมือง แต่ก็ห่างออกจากตัวเมืองประมาณสองกิโลเมตร และจากฉลุงนี้ก็ไม่ไกลจากบ้านสักเท่าไหร่แล้วหละ เราโทรให้น้องสาวออกมารับเพราะเมื่อถึงจุดหมายสามแยกบ้านควนนั้นก็ไปต่อไม่ถูกแล้ว แชร์โลเคชั่นให้ก็ไม่ได้อีก หลังจากเธอมานำทางเพื่อไปบ้านของเธอนั้นข้างทางอะเมซิ่งมาก เป็นทุ่งนาสีเขียวที่กว้างและสวยมาก จะว่าเว่อร์ก็ได้ แต่จะว่าไม่เคยเห็นทุ่งนาไม่ได้ จำได้ว่าเคยนั่งรถไฟจากปัตตานีไปเที่ยวนครศรีธรรมราชเมืองพระ ระหว่างทางแถวสถานีตาแปด หรือนิคมเทพาอะไรทำนองนั้นก็มีทุ่งนากว้างและสวยจนยิ้มแป้นแล้นหน้าบานเหมือนกัน นั่นเป็นครั้งแรกที่เห็นทุ่งนาเต็มไปด้วยต้นข้าวเขียวขจี เป็นความสบายตาที่หาดูแถวบ้านไม่ได้ อยากจะเก็บบันทึกภาพไว้เหมือนกัน แต่เก็บได้เพียงความทรงจำ เมื่อสมัยนั้นยังไม่มีมือถือถ่ายรูปได้เช่นสมัยนี้ กลับไปที่ท้องทุ่งของเมืองสตูลกันต่อ มีควายยืนประดับอยู่ริมถนนสอง สามตัว สวยมากจนอยากจะกรี๊ดออกมาดังๆแต่ก็กลัวโดนแม่ตีปากเหลือเกิน เลยได้แต่นั่งดื่มด่ำ ชมท้องทุ่งอยู่คนเดียวเงียบๆกระทั่งถึงบ้านและนึกขึ้นได้ว่า ไม่ได้หยิบมือถือมากดสักแชะเลย นี่สินะ คงเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขบริสุทธิ์จนลืมสิ่งที่ทำให้เราอาจละสายตาจากมันไปขั่วขณะ ถ้าก้มมาหยิบมือถือ ปลดล๊อค ถ่ายภาพ เราก็จะนั่งมองความงามผ่านจอแทนที่จะเห็นผ่านตาแบบเรียลๆ แต่ก็ดีแล้วที่ลืม พรุ่งนี้จะหาโอกาสแวบกลับไปทางเดิมใหม่ ไว้ไปถ่ายก็ได้เนาะ 
ความอะเมซิ่งทับซ้อนไปอีกเมื่อถึงบ้าน เพราะบ้านน้องอยู่ในสวน!! สวนจริงๆสวนยางพารา ห่างจากถนนสายหลักเข้าไปประมาณ 500 เมตร และถัดจากบ้านน้องไปจนสุดสายถนนก็ไม่มีบ้านใครคนอื่นแล้ว ในสวนนี้มีบ้านเธอคนเดียว ตั้งอยู่หลังเดียวโดดกลางสวน ตรงข้ามบ้านเป็นลำคลองชลประทาน น้ำใสไหลเอื่อยๆตลอดเวลา บรรยากาศดีมาก บ้านเธอก็น่ารักมาก หลังเล็กๆสองห้องนอน เพียงแต่ไม่มีคนอาศัย ทุกอย่างโดยรอบดีและเราชอบไปเสียหมด จนอยากขอแม่ย้ายมาอยู่เฝ้าบ้านให้น้องเสียดื้อๆ เชื่อแล้วว่า ณ ที่นี้สงบจริงๆ สงบมาก 
ด้วยเหตุว่าบ้านไม่มีใครอยู่ ดังนั้นอาหารและขนมนมเนยต่างๆเลยไม่มีสำหรับมื้อค่ำหรือมื้อไหนๆก็ตาม พวกเราเลยลงมติกันว่าอยากซื้อของมาทำกินด้วยกันในบ้านมากกว่า เย็นนั้นเองน้องสาวเลยพาออกไปช้อปปิ้งที่ตลาดนัดดูสน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่พอควรมีของกินเล่น ของสด เสื้อผ้า รองเท้า ทั้งมือหนึ่ง มือสองมากมาย แต่วันนี้เป็นดูสนในวันฝนฉ่ำ ใช่ฝนตกอีกแล้ว ผู้คนเลยเบาบางไปสักเล็กน้อย และการเลือกซื้อเลือกหา จับจ่ายใช้สอยก็เป็นไปในทางที่ลำบาก แต่กระนั้นก็ยังขายกันได้พอสมควร เราเลือกเดินเล่นดูนู้นนี่นั่นไปเรื่อยเปื่อยแม้มีฝนเป็นอุปสรรค และเลือกซื้ออาหารการกินไปเรื่อยเปื่อยคนละนิดคนละหน่อยจนเต็มสองมือ กระทั่งเหนื่อยเลยกลับบ้าน ทานอาหารและอาบน้ำนอนกันในที่สุด
รุ่งเช้าวันใหม่ วันนี้แม่บอกอยากไปเที่ยวไหนเสนอได้เต็มที่เลยจะพาไปทุกที่ ยกเว้นเกาะที่คงไม่ได้ลงแน่ๆเพราะดูสภาพอากาศแล้วไม่ค่อยเอื้ออำนวยเหมือนฝนจะตกอีกเช่นเคย แม่อยากพาน้องชายไปล่องแก่งแต่คนนำทางกลับไม่สะดวกมา และการเปิดแมพทำให้คนขับงงและหลงกระจุย เหตุที่ไม่มีใครสันทัดเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวหรือเส้นทางใดเลยแม้แต่เจ้าของบ้าน เราเลยเปิดอากู๋และจิ้มเอาจากสถานที่ใกล้เคียงที่ทำให้น้องชายได้ไปเล่นน้ำเหมือนกัน นั่นคือน้ำตกโตนปาหนัน 
ไม่รู้ว่าที่นี่ไม่ค่อยมีคนมาเที่ยวหรือหมดฤดูการท่องเที่ยวกันแล้วเป็นแน่ ทำให้ที่นี่ไม่มีคนเลยนอกจากพวกเรา มันเลยยิ่งสงบและเป็นส่วนตัวมากขึ้นไปอีก ระหว่างทางที่มาที่นี่ล้วนเต็มไปด้วยธรรมชาติ ป่าเขาที่ทำให้รู้สึกสดชื่นมาก เราใช้เวลาตลอดครึ่งเช้าของวันนี้ที่น้ำตกโตนปาหนันแห่งนี้ รวมถึงทานมื้อกลางวันที่นี่ด้วย เป็นข้าวห่อที่เรานำกันมาเอง ที่นี่ไม่มีร้านรวงอะไรมาก นอกจากร้านค้าของอุทยาน หรืออาจจะมีแต่นั่นแหละไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวรึป่าวมันเลยไม่มี 
บ่ายของวันนี้เราไปต่อกันที่อุทยานแห่งชาติทะเลบัน ทิวทัศน์ที่นี่จะเป็นภูเขาสลับซับซ้อนโดยมาก ร่มรื่นและบรรยากาศดีคูณไปอีกสิบเท่าตัว อ่อ และมันไม่ได้มีทะเลตามชื่อ เป็นเพียงบึงหนองน้ำขนาดใหญ่มากๆ ที่ถูกบันทึกไว้ว่าเกิดจากการยุบตัวของชั้นดินในอดีต ในบึงบริเวณที่เต็มไปด้วยผักหรือหญ้าอะไรสักอย่างนั้นจะได้ยินเสียงหมาน้ำ หรือเขียดว้าก ร้องขับขานกันระงม ประหนึ่งพวกมันกำลังบรรเลงเพลงออเคสตร้าอย่างไรอย่างนั้น หันมาอีกฝั่งก็จะเป็นคล้ายบึงบัวขนาดย่อมๆที่ขณะนั้นไม่มีบัวบานเลย แต่ถ้าบัวบานเต็มผืนน้ำ ความงามคงไม่ด้อยกว่าอุทยานแห่งชาติทะเลน้อยที่พัทลุงแน่ๆ นอกจากวิว ทิวทัศน์ที่สวยงามร่มรื่นแล้ว ภายในอุทยานยังมีสถานที่ให้ความรู้อื่นๆอีกด้วย เช่นสัตว์บางชนิดที่พบในพื้นที่อุทยาน หรือสัตว์และโครงกระดูกสัตว์หายากบางสายพันธ์ที่จัดแสดงโชว์ไว้ในพื้นที่อุทยานด้วยเช่นกัน ทั้งยังมีลิงจอมซนที่คอยแย่งอาหารหรือขโมยของเรายามเผลออีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นที่นี่มีทั้งความสงบ สะอาดและธรรมชาติบริสุทธิ์อย่างแท้จริง

มีเวลาเหลือ พ่อแม่แวะพาไปช้อปปิ้งที่ด่านวังประจันเหมือนกัน แต่ที่นั่นเราเพียงไปซื้อขนมนมเนยที่ชอบ ไม่ได้มีอะไรมากมายไปกว่านั่งมองรถวิ่งเข้า วิ่งออกหน้าด่านเลย ส่วนเช้าอีกวันก่อนเดินทางกลับ ฉันคว้ามอไซต์น้องสาวฉายเดี่ยวเปรี้ยวๆออกไปในทุ่งนา ลัดเลาะรอบรั้วโรงเรียน จนกระทั่งออกถนนใหญ่ไปถึงตลาดฉลุง และกลับมาเลาะเอื่อยๆแถวทุ่งนาอีกครั้งก่อนจากกัน เป็นความรู้สึกเฟรชๆคลีนๆที่บอกกับตัวเองว่า เมื่อไหร่น้องกลับมาไทย เราก็จะกลับมาย้ำที่นี่อีกรอบเช่นกัน #SatunFamilyTripOnMay2018
SHARE
Written in this book
ณ SOMEWHERE
บันทึก ณ ที่หนึ่งที่ใดบนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน
Writer
ItimZ
Smile Maker :)
A chubby girl who live in Wonderland! ;) It's always TEA time.

Comments