ระยะเวลา 14 ปีไม่ช่วยอะไร
1
ทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ผมจะปั่นจักรยานไปซื้อกาแฟที่ร้านนั้นเสมอ 
เพราะบาริสต้าเจ้าของร้านเป็นชายหนุ่มอัธยาศัยดีที่จะคอยทักทายลูกค้าก่อนใคร เขามีแมวสีขาวตัวหนึ่งที่สะอาดมาก เพราะมันถูกจับอาบน้ำสัปดาห์ละสองถึงสามครั้ง 

ผมชอบมาซื้อกาแฟที่ร้านนี้ เพราะได้ใช้เวลาช่วงเช้าพูดคุยกับบาริสต้า เราคุยกันหลายเรื่อง ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง ความสัมพันธ์ของคนยุคใหม่ ไปจนถึงเฟรนไชรส์ชาพยอม แต่เมื่อพูดถึงเรื่องความรัก เขาก็บอกผมว่า 

"ตอนนี้แยกออกมาอยู่คนเดียวกับแมวได้สองเดือนแล้ว"
และ "ระยะเวลา 14 ปีมันไม่ช่วยอะไรเลย"
เขายิ้มเหมือนทำใจได้แล้ว ส่วนผมตกใจที่จู่ๆ ได้ฟังเรื่องราวสำคัญที่ไม่คิดว่าจะได้ยิน

2
ก่อนหน้านี้ หลายครั้งเราเคยคุยกันถึงเรื่องความสัมพันธ์ของคนยุคนี้ ว่ารักกันง่าย ได้กันเร็ว และเลิกกันง่ายกว่ายุคใด อาจเพราะโซเชียลทำให้เราเจอคนใหม่ได้ง่ายขึ้น เมื่อไม่พอใจอะไรนิดหน่อยก็เลิกกัน แทนที่จะ "ปรับ" ความสัมพันธ์ แต่เลือกที่จะ "เปลี่ยน" ความสัมพันธ์แทน เพราะว่าในชีวิตมีตัวเลือกใหม่ๆ เข้ามาเสมอ

แบบเดียวกับที่เราเปลี่ยนมือถือ เมื่อรุ่นใหม่ล่าสุดที่สวยกว่า แรงกว่า ดีกว่า ออกวางจำหน่าย เราจะใช้เครื่องเก่าไปทำไม ในเมื่อมีเครื่องใหม่ที่ดีกว่า นั่นอาจจะจริงในแง่สินค้าและเทคโนโลยี แต่ในเรื่องความรักและความสัมพันธ์ เราใช้แนวคิดเดียวกันนี้ได้เหรอ?

3
สำหรับผมไม่แน่ใจ เพราะความสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่ต้อง "ตัด" ทิ้ง แต่เป็นสิ่งที่ต้อง "ปรับ" ปรุงมากกว่า 

บาริสต้าหนุ่มเล่าว่า ตอนอยู่ด้วยกันเธอคุยกับคนอื่น อันที่จริงเขาไม่ซีเรียสหากเวลาอื่นเธอจะคุยกับใคร แต่ช่วงที่อยู่ด้วยกันเขาไม่โอเค เมื่อบอกเธอก็กลายเป็นทะเลาะกัน
เธอบอกว่า มันเป็นสิทธิของเธอที่จะคุย และมันเป็นเรื่องแค่นี้เอง

ทว่าเรื่องแค่นี้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน เมื่อปรับความเข้าใจกันไม่ได้ เขาจึงเก็บข้าวของและย้ายมาอยู่คนเดียวกับแมวของเขา ตอนนี้นอกจาก นาซ่าจะพาเธอกลับมาไม่ได้ แล้ว นาซ่ายังพาเขากลับไป ไม่ได้อีกด้วย

4
ผมคิดว่า เหตุผลที่คนยุคนี้รักกันง่ายและเลิกกันเร็วกว่ายุคไหนๆ เพราะว่าเราเสพติดสารเคมีในสมอง

ตอนที่คบกันใหม่ๆ นั้น ความตื่นเต้น แปลกใหม่ จะทำให้สารอะดรีนาลีนและเอนโดรฟินหลั่ง ซึ่งมันเป็นสารแห่งความสุขที่จะหลั่งตอนตื่นเต้นมากๆ เช่น ถูกหวย ชนะพนัน ยิงประตูได้ หลายคนจึงเข้าใจผิดว่า ความรู้สึกนี้คือความรัก

ในช่วงที่คบกัน 1-3 ปีแรกเอนโดรฟินจะยังทำงานอยู่ แต่เมื่อคบไปนานๆ สารนี้จะไม่หลั่งแล้ว หลายคนจึงคิดว่า ความรักเปลี่ยนแปลงไป ไม่เหมือนเดิม และหมดลงแล้ว หลายคนจึงเริ่มมองหาคนใหม่(เพื่อกระตุ้นเอนโดรฟินอีกครั้ง)

แต่อันที่จริง หลังการคบกันนานๆ แม้เอนโดรฟินจะหยุดหลั่งแล้ว แต่ที่จริงจะมีฮอร์โมนเซโรโทนิน สารแห่งความสุขอีกตัวหลั่งแทน ซึ่งเซโรโทนนินจะเกิดขึ้นเมื่อตอนเราผ่อนคลาย สงบ และสบายใจ ปกติมันจะเกิดตอนเดินเล่น ได้ทำสิ่งที่ชอบ หรือทำสมาธิ มันเป็นสารแห่งความสุขที่จะหลั่งเมื่อเกิดความผูกพันขึ้นแล้วเท่านั้น

เพียงแต่ผลลัพธ์ที่รู้สึกได้ของเซโรโทนินจะจับต้องได้น้อยกว่าเอนโดรฟินมาก เมื่อไม่รู้ตัว และยังคงเสพติดความสนุกสนานและตื่นเต้นจากเอนโดรฟิน หลายคนจึงมองหาคนใหม่แทนคนเดิม

5
“ระยะเวลา14 ปีมันไม่ช่วยอะไรเลย"
ผมไม่รู้หรอกว่า เรื่องของบาริสต้าจะจบอย่างไร แต่การห่างกันสักพักจะทำให้ทั้งคู่มองเห็นอะไรชัดขึ้น แต่ข้อเสียของยุคนี้คือ เรามักจะไม่ได้หยุดพักและทบทวนหรอก เพราะเราเจอคนใหม่ง่ายเกินไป

แต่นั่นคงไม่สำคัญเท่ากับการรู้ว่า
เบื้องหลังของสิ่งที่เรียกว่าความรักนั้น
ถูกชักใยด้วยฮอร์โมนความสุขสองตัว
และถ้าอยากได้ความสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ เราไปหาในเรื่องอื่นๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมองหาในความรักเลย เพราะเราไม่มีวันพอ

ดังนั้นคำถามสำคัญคือ
ในเรื่องความรัก
เราอยากได้ความสนุก ตื่นเต้น ชั่วคราว
หรือความสุข สงบ ผ่อนคลาย อย่างยั่งยืน
เราเท่านั้นเป็นคนเลือกเอง
SHARE
Writer
porglon
Editor
พอกลอน ซาเสียง จบสถาปัตย์ ม.เกษตรศาสตร์ อดีตกองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book (2551-2553) บรรณาธิการสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ (2554) บรรณาธิการสำนักพิมพ์ springbooks (2555- 2561) / ผู้เขียนหนังสือ "ทดเวลาฝันเจ็บ" (2559) บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด / ก่อนความฝันจะล่มสลาย / บ๊อบ แมวเตะฝันข้างถนน / เรื่องนี้พี่บอกเธอคนเดียว / ไม่เอาน่ะ อย่าคิดมาก / สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / โตขึ้นจึงรู้ว่า / ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ ฯลฯ

Comments

1928
11 months ago
ขอบคุณนะ
Reply
porglon
10 months ago
ขอบคุณเช่นกันครับ
ที่แวะเข้ามาอ่านฮะ:)
sundaymorning
11 months ago
ขอบคุณมากๆเลยค่ะ หนูคิดว่าเข้าใจเหตุผลที่เขาเลือกอีกคนมากกว่าแล้วล่ะ ไม่ใช่เพราะหนูไม่ดี แต่ซีโรโทนินจับต้องได้ยากกว่าเอ็นโดรฟินสินะคะ :)
Reply
porglon
10 months ago
เดี๋ยวอีกสักพักเขาก็เลือกคนใหม่อีกละครับ / จำไว้ว่า คุณค่าของเราเท่าเดิม แม้ว่าจะมีเขาหรือไม่มีเขาก็ตามครับ