เดรสสีดำ
     ธารนัดเจอเจนในเวลาหัวค่ำของวันที่มีฝนตกลงมาแผ่วเบา เขาไปถึงร้านอาหารติดสถานีรถไฟฟ้าแห่งหนึ่งใจกลางเมืองก่อนเวลานัด บริกรเดินเข้ามายื่นเมนูให้ แต่เขาปฏิเสธและบอกว่ารอให้เพื่อนมาถึงก่อน มันเป็นร้านที่ตกแต่งอย่างมืดสลัว ทุกอย่างคล้ายจะฉาบด้วยสีดำ สีดำที่มันเงาไปด้วยแสงสีส้มจากโคมไฟที่แขวนลงมาจากเพดาน เขาเลือกที่นั่งในมุมเงียบๆ ติดกระจก มองเห็นตัวบาร์ในร้านและผู้คนที่เดินไปมาภายนอก มีวงดนตรีแจ๊สเล่นสดอยู่ ณ เวทีกลางร้าน น่าจะเป็นเพลงยุคหกศูนย์ เขาพอจะเดาได้แบบนั้น ทำนองผ่อนคลายไร้กังวลพร้อมๆ กับยั่วยวนให้ค้นหา
     เขามองทะลุกระจกออกไป ผู้คนเดินขวักไขว่กางร่มเข้าสู่ชานชาลาด้านบน จากการแต่งตัวส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัย เข้าเมืองย่านธุรกิจตอนกลางวันกลับบ้านชานเมืองตอนกลางคืน มหานครขับเคลื่อนไปได้ด้วยผู้คนเหล่านี้ เขาพลางนึกไปถึงผึ้งงานที่บินไปมาระหว่างดอกไม้กับรังของมัน ใช้ชีวิตเพื่อสรรหาน้ำหวานกลับสู่นิคมขนาดย่อม ภาพนั้นกับภาพคนเหล่านี้ทับซ้อนกันอย่างน่าประหลาด
     ธารละสายตาไปมองแสงสีส้มจากเสาไฟริมถนน มันส่องเข้ามาอย่างขุ่นมัวสู่สายตาเขาเพราะหยาดฝนที่เกาะอยู่ติดกระจก เขาสูดหายใจลึกและปล่อยมันออกมาอย่างอ่อนล้า ไอร้อนก่อตัวเป็นฝ้าติดกระจกก่อนจะหายไปในไม่กี่วินาทีต่อมา เขาหันกลับเข้ามาดูในตัวร้าน ดนตรียังดำเนินต่อไปในทำนองเดิม แขกเริ่มเข้ามาหนาตามากขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเพื่อนซึ่งนัดรวมตัวกันสังสรรค์ มีบ้างที่มากันเป็นคู่ชายหญิง เขาสะดุดตาที่หญิงสาวคนหนึ่ง เธออยู่ในชุดเดรสสีดำตัดกับผิวสีเหลืองขาวที่เนียนไร้ที่ติ ใบหน้าปัดแต่งจางๆ จนดูเหมือนไม่ได้ทำอะไรกับมัน ผมสีดำไม่ถูกย้อมยาวสลวยลงมาถึงกลางหลัง
     หญิงสาวคนนั้นสะกดทุกความรู้สึกของเขาทันทีในพริบตาแรก เขาใช้เวลาราวสิบหรือยี่สิบวินาทีในการถอนตัวออกมาจากภวังค์นั้น เขารู้สึกแปลกใจกับกิริยาของตัวเอง เพราะคิดเสมอมาว่าเขาผ่านช่วงเวลาที่จะหลงใหลใครเพียงเพราะหน้าตาท่าทางมานานแล้ว แปลกใจที่ตัวเองยังหลงเหลือแง่มุมนี้อยู่ ประสบการณ์ทั้งหมดในวัยแรกรุ่นสอนเขาว่ามันไม่ได้มีความหมายอะไรเลย นอกจากเป็นความสุขอันฉาบฉวย ซึ่งคุณค่าจะลดลงทันทีเมื่อได้มาครอบครอง อาจไม่ใช่สำหรับคนอื่น แต่สำหรับเขามันเป็นแบบนั้น
     ธารมองกลับไปที่สาวชุดดำอีกครั้ง เธอมาพร้อมกับเพื่อนผู้หญิงหน้าตาดีอีกสองคน ทว่าปราศจากแรงดึงดูดแบบเดียวกับเธอ และแล้วในการเฝ้ามองนั้นเขาก็ตระหนักขึ้นได้ ไม่ใช่เพราะความสวยงามที่ทำให้เขาตกอยู่ในมนต์สะกด ทั้งสามเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเมื่อครั้งเรียนอยู่มัธยมปลาย เขาไม่รู้จักและไม่เคยพูดคุยกับพวกเธอ แต่หญิงชุดเดรสสีดำคนนี้คือคนที่จะยิ้มให้เขาเสมอเมื่อเดินสวนกันในโรงเรียน เขาจำได้ว่าตัวเองยิ้มตอบอย่างเขินอายและไม่เคยเข้าไปทักทายแม้สักครั้ง

     ธารเป็นเด็กที่เก็บตัวเงียบและครุ่นคิดกับชีวิตอย่างหนักในวัยสิบหกปี ไม่มีใครรู้จักเขาในช่วงเวลานั้น เขาเป็นเด็กหลังห้องที่นั่งอยู่ใกล้ๆ กับมุมที่ถังขยะและไม้กวาดตั้งอยู่ อ่านหนังสือแปลกๆ ที่คนอื่นๆ ไม่ชายตามอง ใช้คำพูดสื่อสารประหลาดๆ ที่คนปกติไม่ใช้กัน กระทั่งวันหนึ่งครูสอนดนตรีสากลส่งเขาไปประกวดการเล่นเปียโนในฐานะตัวแทนโรงเรียน ครูบอยเป็นครูคนเดียวที่ธารสนิทด้วยและพอจะคุยกันรู้เรื่อง ซึ่งเรื่องพวกนั้นก็วนเวียนอยู่แต่เพียงชีวิตของคีตกวีอย่างบีโธเฟ่นและโชแปง เทคนิคการซ้อมและใช้กล้ามเนื้อให้ถูกต้อง ธารตอบรับคำเชิญของครูบอยโดยไม่ทราบว่านั่นคือจุดสิ้นสุดของชีวิตไร้ตัวตนของเขา
     เขาได้รางวัลรองชนะเลิศกลับมาพร้อมเงินที่แทบติดลบเมื่อคิดค่าเดินทางไปแข่งขัน ทว่าโรงเรียนก็จัดพื้นที่ให้เขาแสดงหน้าเสาธงอย่างภาคภูมิ ดูเหมือนครูทุกคนจะภูมิใจในตัวเขา มากกว่าที่เขาภูมิใจในตัวเองเสียอีก และการแสดงต่อหน้าทุกคนครั้งนั้นก็ทำให้เขากลายเป็นใครบางคนขึ้นมา เขาจำได้ว่าสัปดาห์นั้นผู้หญิงทั่วโรงเรียนยิ้มให้เขา และแน่นอนว่าคนที่เขาจำได้แม่นที่สุดก็คือหญิงชุดดำที่ยิ้มให้เขาตลอดสามปีคนนี้
     เธอชื่อพิม เขาคิดขึ้นได้และยิ้มขึ้นมาให้ตัวเอง เขาไม่มั่นใจว่าเธอจะรู้จักชื่อเขา หากมั่นใจว่าเธอจำเขาได้เช่นกันแม้อาจต้องใช้เวลาทบทวน เขาแอบมองและหลบสายตาเป็นครั้งคราวเพื่อไม่ให้ถูกสังเกต บทสนทนาของพวกเธอถูกกลบด้วยเสียงเพลงและอยู่ไกลห่างจากเขาเกินไป เขารู้สึกหวิวใจเมื่อคิดถึงอดีตพวกนั้น ทว่าก็อบอุ่นเมื่อได้เห็นเธอมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง เขามองใบหน้าที่นิ่งเฉยซึ่งเปล่งเสียงหัวเราะเป็นครั้งคราว เขาอาจหลุดพ้นจากมนต์สะกดของสาวทรงเสน่ห์ทั่วทั้งโลกในปัจจุบัน หากเขาไม่อาจหลุดพ้นมนต์สะกดจากอดีตอันหอมหวานนั้นได้
     นานแสนนานที่ธารนั่งอยู่ตรงนั้นเหม่อมองไปที่เธอ เพลงแจ๊สยุคเก่ายังคงบรรเลงต่อไป สายฝนภายนอกพรำอ่อนแรงแต่ไม่หยุดลง อาจมีใครบางคนเห็นพฤติกรรมประหลาดของเขา หันมองไปทางหนึ่งแล้วอยู่ๆ ก็ก้มหน้าลงมองโต๊ะและยิ้มแป้นเพียงลำพัง สลับไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จบ เขาเถียงตัวเองในใจว่าควรลุกขึ้นไปทักเธอไหม สุดท้ายก็ได้คำตอบว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ และสำหรับเขาในเวลานี้ ต่อให้โชคชะตาทั้งโลกอยู่เคียงข้าง มันก็ไม่ได้ให้อะไรกับเขาอีกแล้ว เขากำลังอยู่ในห้วงอารมณ์ของเด็กวัยสิบหกคนนั้น ทว่าเขาไม่ใช่เด็กคนนั้นอีกต่อไป
     ธารพยายามดึงตัวเองออกมาจากการดำดิ่งสู่วันวาน เขาหันออกไปมองสายฝนที่โปรยปราย สายฝนที่ชะล้างฝุ่นควันในชั้นบรรยากาศ สายฝนที่จะไหลลงสู่ระบบท่อน้ำทิ้งของมหานคร ผ่านสู่แม่น้ำสายใหญ่และออกสู่มหาสมุทร ระเหยกลายเป็นเมฆบนท้องฟ้าและกลั่นตัวเป็นหยาดน้ำโปรยลงมาอีกครั้ง ทุกอย่างมีช่วงเวลาของมัน เขาไม่ต้องการฝืนวัฏจักรใดๆ ท้ายสุดเด็กชายคนนั้นก็หายไป เหลือเพียงตัวเขา ณ ปัจจุบัน

     ธารมองไปที่เวทีแจ๊สกลางร้าน เขาเรียกบริกรมาที่โต๊ะและถามว่าหากจะขอเล่นแกรนด์เปียโนสีดำที่ตั้งอยู่ตรงนั้นสักเพลงหนึ่งจะได้ไหม เขาโกหกว่าตั้งใจจะเซอร์ไพรส์วันเกิดสาวคนหนึ่งที่กำลังนั่งดื่มอยู่คนเดียวตรงบาร์อีกมุม หลอกว่าหล่อนเป็นคู่หมั้นและทั้งสองกำลังมีปัญหากัน เขาแกล้งทำเป็นลืมวันเกิดเธอและตามมาที่นี่ เพื่อจะสะสางความไม่เข้าใจและขอแต่งงาน
     ทั้งหมดนั้นฟังดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไร และธารก็แปลกใจทันทีว่าทำไมเขาต้องปั้นน้ำเป็นตัวเสียขนาดนั้น หากเขาก็พูดมันออกไปแล้ว ไม่สามารถเรียกมันกลับคืนมาได้เสียด้วย บริกรหายไปพักหนึ่งก่อนจะกลับมาให้คำตอบว่าทางร้านยินดีอย่างยิ่ง ทั้งยังถามเพิ่มว่าต้องการให้ช่วยจัดการอะไรไหม ธารปฏิเสธบริกรไป พนักงานในร้านดูยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิด
     เมื่อโน๊ตสุดท้ายของเพลงแจ๊สจบลง ธารเดินขึ้นไปบนเวทีนั่งลงหน้าแกรนด์เปียโนสีดำ เสียงพูดคุยและหัวเราะของคนในร้านดำเนินต่อไปราวไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เขาหลับตารวมสมาธิและเริ่มบรรเลงเพลงของคีตกวีคนหนึ่งในยุคโรแมนติก บทเพลงเดิมที่เขาเล่นหน้าเสาธงเมื่อหกปีที่แล้ว
     เขาหลับตาตลอดการเล่นครั้งนั้น ภาพที่ผ่านเข้ามาในความมืดคือความทรงจำเมื่อครั้งมัธยมปลาย ไม่ได้มีเพียงแค่รอยยิ้มที่สดใสนับครั้งไม่ถ้วนของสาวชุดดำคนนั้น ทุกอย่างพัดพากระหน่ำเข้ามาอย่างรวดเร็วแม้แต่ความทรงจำที่เขาคิดว่าตนได้ลืมไปหมดสิ้นแล้ว ภาพการเตะฟุตบอลกับเพื่อนสนิทหลังโรงเรียน เสียงหัวเราะเมื่อครั้งลุยโคลนลุยดงหญ้ามุดออกจากรั้วโรงเรียน ความรู้สึกเจ็บปวดที่เขาถูกแฟนคนแรกบอกเลิก การตั้งวงเล่นไพ่ในห้องเรียนช่วงพักกลางวัน การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุของเพชรตอนมอห้า การลาออกของฝ้ายด้วยเหตุเพราะตั้งครรภ์ตอนมอหก ทุกอย่างมากเกินจะกล่าวไหลผ่านกระแสสำนึกของเขาในช่วงเวลาเดียวกับที่นิ้วมือทั้งสิบบรรเลงเพลงแห่งความทรงจำ
     ธารกดโน๊ตตัวสุดท้ายพร้อมกับรอยยิ้มของหญิงสาวในชุดนักเรียนที่ฝังแน่นอยู่ในส่วนหนึ่งของเขา หญิงสาวผู้เติบโตขึ้นมาสวมเดรสสีดำในวันนี้ สามนาทีผ่านไปเร็วราวหนึ่งลมหายใจ เขาลืมตาขึ้นและได้รับเสียงปรบมือประปรายจากบริกรและแขกบางคน เสียงหัวเราะและพูดคุยยังดังก้องร้านเช่นเคย เขาหันมองไปที่โต๊ะของสาวชุดดำ แต่เธอไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว
     เขามองไปที่ประตูและเห็นว่าเธอกำลังจะก้าวออกไป เพื่อนทั้งสองนำไปแล้ว เธอหยุดนิ่งอยู่ตรงบานประตูนั้น เขามองเห็นเพียงด้านข้างและท่อนแขนขวาที่เรียวยาวของเธอ พริบตานั้นเองที่เธอหันมาสบสายตาเขา เขานั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าเปียโนตรงนั้นอย่างหยุดนิ่งหลังจบเพลง
     ธารพยายามยิ้มออกมา แต่เขากลับรู้สึกว่ามันเป็นยิ้มที่ฝืนความรู้สึกและไม่น่ารื่นรมย์เอาเสียเลย สาวชุดดำจ้องตาเขาต่อไปอีกราวสองถึงสามวินาที เธอไม่ได้ยิ้มกลับมาเหมือนเมื่อครั้งวันวาน ท้ายที่สุดเธอก็ผลักประตูออกไปโดยไม่เหลียวกลับมาอีก เขามองแผ่นหลังเธอจนมันหายลับไปในความฝ้ามัวของสายฝนแห่งมหานคร
     เขาก้มลงมองดูคีย์เปียโน น้ำตาเอ่อนองในดวงตาแต่ไม่ไหลออกมา อดีตเป็นเพียงเรื่องราวในห้วงทรงจำ ไม่มีใครใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว เขาสูดหายใจลึกและปล่อยมันออกมาอย่างอ่อนล้า เด็กหนุ่มคนนั้นเลือนรางไปกลับมาเป็นธารในปัจจุบัน
     เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้หน้าเปียโนกลางเวที กระซิบข้างหูบริกรว่าบลูเลเบิ้ลออนเดอะร็อค กลับไปนั่งที่โต๊ะมุมร้าน ณ จุดเดิม
     แล้วเจนก็เดินเข้ามาในชุดเดรสสีดำ...
SHARE
Written in this book
- Jane -
อย่าถามหาเหตุผล จากเรื่องที่ไม่มีวันตกตะกอน
Writer
Stardust1723
Learner and Dreamer
เราเขียนเพื่อเติมเต็มตัวเองและแบ่งปันกับใครสักคน

Comments

Girlwearsblue
2 years ago
ฮือออ ธารร เดี๋ยวเจนก็มายิ้มให้เอง เชื่อเรา

(เหย มีคนชื่อพิมด้วยอ่ะ 555)
Reply
Stardust1723
2 years ago
อย่าถามหาเหตุผลเลย รู้สึกยังไงก็เป็นแบบนั้น 5555
Girlwearsblue
2 years ago
แหมมม 🙄 555
Stardust1723
2 years ago
:P