THU 26/07/2018 Black is my color.
"เพราะพี่มักจะใส่แต่สีดำอยู่แล้ว ถึงไม่ต้องบอกเดรสโค้ดก็ได้" นั่นเป็นประโยคหนึ่งจากรุ่นน้องที่รู้จัก และก็จริง ในเมื่อตู้เสื้อผ้าของเราแทบจะไม่มีสีอื่นเลย คิดแล้วเป็นสีดำ 90% รองลงมาคือยีนส์ แล้วค่อยเป็นสีขาวและอื่นๆ

เสื้อผ้าชุดแรกที่เราซื้อด้วยตัวเองคือสีดำ เป็นเสื้อผ้าของเด็กผู้ชาย จากก่อนหน้านี้เรามักจะได้เสื้อผ้าสีชมพูหรือสีฟ้าจากการเลือกของแม่ ถ้าน้องสาวเราอยากได้สีชมพู เราก็จะได้ใส่สีฟ้า ต่อให้เราชอบสีชมพู แต่เราต้องเสียสละ ความเป็นพี่ที่แม่และพ่อสอนเราคือแบบนี้ เราต้องเป็นคนให้ และเสียสละให้เป็น การซื้อของแบบเดียวกัน สีเดียวกันให้จะก่อให้เกิดปัญหาแย่งกันหรือเข้าใจผิดกันได้ง่าย จึงต้องซื้อมาคนละสี แบบเดียวกันแต่ต้องคนละสี จะได้จำง่ายว่าอันไหนของใคร

ครั้งแรกที่เพิ่งจะได้ซื้อเสื้อผ้าด้วยตัวเองคือตอนมัธยมต้น น่าจะราวๆ ม.สอง มีเงินเก็บเลยลองไปซื้อเสื้อผ้าเองครั้งแรก เสื้อผ้าของเด็กผู้หญิงในห้างไม่ถูกใจเราเลย เราเบื่อสีฟ้าและสีชมพู เราจึงเดินเลยไปส่วนของเด็กผู้ชาย เลือกได้เสื้อแขนขาวสีดำมาตัวหนึ่ง

เราชอบสีดำมาก จำไม่ได้เลยว่าทำไมถึงชอบ คงเพราะเป็นสีพื้นฐาน ใส่กับอะไรก็ง่าย รูปร่างแบบไหนก็ใส่ได้ ใส่แล้วรู้สึกเข้ากับสีผิว เรามีความสุขและมั่นใจเมื่อได้ใส่สีดำ ความรู้สึกนั้นมากพอๆ กับความชอบที่จะอยู่ในเงามืดของกลางคืน

ตู้้เสื้อผ้าและตระกร้าผ้าซักทำให้แม่กังวลเกี่ยวกับเพศสภาพของเรา แม่มองว่ามันเต็มไปด้วยเสื้อผ้าของเด็กผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และเราเองก็มีแต่เพื่อนผู้ชาย พูดจาเหมือนเด็กผู้ชาย เล่นกีฬากับเด็กผู้ชาย

สีดำคือความกังวลทั้งหมดทั้งมวลของแม่
และเราก็สวมใส่มันเหมือนชุดเกราะกันกระสุน
รู้สึกปลอดภัยมากกว่าสีชมพู 

ความไม่สบายใจเรื่องเพศของเราหายไปเมื่อเราพาแฟนคนแรกที่เป็นผู้ชายไปพบกับเขา ตอนนั้นที่แม่เริ่มคิดว่าเราเองก็ปกติ และแม่คงคิดไม่ถึงว่าต่อให้มีแฟนเป็นผู้ชาย เราก็ชอบผู้หญิงด้วย แต่เราแค่ไม่เคยจีบหรือคบกับผู้หญิง เราจีบไม่เป็น และผู้หญิงแบบที่เราชอบก็ไม่สนใจเรา

จากมัธยมจนถึงมหาลัย สีดำก็ยังเป็นสีของเรา จนกระทั่งเราได้เจอกลุ่มคนที่มีความชอบคล้ายกัน พวกเขาสวมสีดำ ชอบสีดำ ฟังดนตรีแบบที่เราฟัง เสพเรื่องราวแบบที่เราชอบเสพ เราเริ่มมีความสุขมากขึ้น โลกใบนี้มีความกว้างกว่าที่คิด และใต้ฟ้ายังมีคนแบบเราอยู่บ้างบนโลก

คนมักจะคิดว่าพวกเราหัวรุนแรง ทั้งที่แค่ดูหนังเศร้าเราก็ร้องไห้กันแล้วก็มี ความรุนแรงเป็นเรื่องของปัจเจกมากกว่าจะเหมารวมว่าพวกเราที่ใส่สีดำ ทาเปลือกตาและขอบตาสีดำสนิท เป็นพวกหัวรุนแรงต่อต้านสังคม นั่นมันเรื่องของพังก์เมื่อนานมาแล้ว โลกเราก็หมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกวัน บางคนดูอ่อนโยน ถ้อยทีถ้อยอาศัยสุภาพ บางคนชีวิตอนามัยแบบเหล้ายาบุหรี่ไม่แตะ แต่ถึงเวลาไปแหกปากร้องบนเวทีได้อย่างโหดเหี้ยมก็มี

แฟนของเราคนล่าสุดที่คบกันตอนมหาลัยจนเรียนจบ เป็นคนที่ฟังเพลงคล้ายๆ กัน แรกเริ่มก็ฟังวงแบบเดียวกัน ส่วนตัวเราที่เจอรุ่นพี่จากข้างนอกซึ่งชักชวนออกไปไลฟ์ ไปถ่ายรูป กลายเป็นซึมซับวัฒนธรรมที่ดาร์กกว่ามาซะแทน จะว่าซึมก็ไม่ได้ เรียกว่าโดนทำให้รู้สึกว่าจริงๆ ชอบเพลงแบบไหนมากกว่า จากตอนแรกฟังราวๆ ร็อก พังค์ เมธัล กอธิค กลายเป็นไปถึงพาวเวอร์ หรือ เดธเมธัล เป็นอะไรที่แฟนเริ่มจะฟังเพลงที่เราฟังไม่ได้แล้ว เขาว่ารุนแรงเกินไป ฟังไม่รู้เรื่องน่ะ บางวงก็มีภาพลักษณ์ที่เรียกว่าสุดโต่งเกินไปอีก ชนิด Rammstein หรือ Cradle of Fifth ราวๆ ทำนองนั้น เราพยายามเลือกวงที่ดูแมสๆ มาเป็นตัวอย่าง

การมีแฟนที่สามารถพาไปโวยวายในไลฟ์ได้คือดีนะ พูดแล้วก็คิดถึงตอนที่เราแต่งตัวคล้ายๆ กัน ใส่เสื้อวงเดียวกัน เขาใช้เครื่องประดับเราบางชิ้น เราคิดถึงตอนที่หลบ Circle Pit แล้วหันมาจูบกันในบรรยากาศดุเดือดฝนพรำของคอนเสิร์ต เรายอมรับว่าเราชอบจูบตรงนั้นมากเลยจริงๆ ดูเป็นอะไรที่ขัดแย้งกันดีออก เรากำลังฟังเพลงที่รุนแรงกระแทกกระทั้น แต่เรากลับแสดงความรักต่อกันแบบไม่สนใจใคร

ตั้งแต่ช่วงป่วยมา เราแทบไม่ได้เข้าไปคลุกคลีกับแวดวงนั้นเท่าไร มีแต่แวะไปตามไลฟ์บ้าง ส่วนมากเหมือนเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ในห้อง ก็ยังฟังเพลงแบบเดิมๆ อัพเดทเพลงใหม่บ้าง ยังคงใส่แต่เสื้อสีดำเหมือนเคย ที่ไม่เหมือนเดิมคงเพราะเราไม่ได้มีเขาเหมือนอย่างเมื่อก่อน ต่อให้เรายังมีกันและกันในชีวิต แต่ความรู้สึกมันก็มีแต่ห่างไกลกันออกไป

เรายังใส่เสื้อดำเหมือนเก่า
แต่เราไม่มีเขาแล้วจริงๆ 
SHARE
Written in this book
บันทึกสีเทาบนถนนลูกกวาด
บอกเล่าบันทึกเกี่ยวกับตัวเอง และการเดินทางผ่านถนนมืดๆ ที่ชื่อว่า "โรคซึมเศร้า"
Writer
LILITU
Vampire
Prof. of Being Dead insides. A Girl who obsessed with Death, Crime, Cat and Night Creatures. Nothing more...nothing less. [http://fb.com/lilith.in.the.moon]

Comments