ชโลมขี้ฉี่รด : อีกเพศวิถีที่ยังไม่ออกจากมุมมืด
คำเตือน : หากคุณทานข้าวอยู่หรือกำลังจะทาน เราแนะนำให้คุณเลื่อนข้ามบทความนี้ไปก่อน หรือกดบุ๊คมาร์กไว้อ่านทีหลังก็ได้ค่ะ


ขณะที่ทั่วโลกกำลังสนทนาถึงรสนิยมทางเพศและเพศวิถีที่สัมพันธ์กับอัตลักษณ์ทางเพศ เช่น เกย์ เลสเบี้ยน คนข้ามเพศ อันที่จริงแล้วไม่เสมอไปที่เพศวิถีจะต้องไปดองอะไรกับเพศสภาพ เช่น zoophilia sadomasochismpedophilia และอีกอย่าง จากอัตลักษณ์ เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าตอนอยู่บนเตียงนั้น คู่ของเรามีรสนิยมแบบไหน มีจินตนาการ เกิดอารมณ์ หรืออาจมีสิ่งของอะไรที่กระตุ้นเร้าเย้ายวนเขาได้บ้าง อาจจะเป็นเสื้อบอลกางเกงบอล รองเท้าส้นสูง กางเกงในลูกไม้ suspender ถุงน่อง หรือกลิ่นบุหรี่

และบางคนก็ชื่นชอบหลงใหลในอุจจาระ จนเป็นอีกเพศวิถีหนึ่งที่เรียกว่า Coprophilia หรือ Scatophilia ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามีภาษาไทยมั้ย

แม้ว่าเพศวิถีนี้จะไม่ถูกจัดให้เป็นอาชญากรรมเหมือนกับผู้ที่รักเพศเดียวกันในหลายประเทศ แต่หลายคนก็ร้องอี๋ และไม่คิดว่าจะไปมีเพศสัมพันธ์แบบนั้น เพราะไม่ว่าจะเพศสภาพเพศวิถีใด รักต่างเพศ หรือรักเพศเดียวกัน แค่จินตนาการก็อ้วกจะแตกแล้ว ซ้ำยังถูกนิยามว่าเป็นความผิดปรกติทางจิตเภทอย่างหนึ่ง ที่จัดอยู่ในกลุ่ม "โรคกามวิปริต" (Paraphilia) โดย DSM หรือ คู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (The Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders) อันเป็นหลักเกณฑ์การวินิจฉัยความผิดปรกติทางจิตซึ่งจัดทำโดย สมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกา ( The American Psychiatric Association-APA) ซึ่งถูกอ้างอิงอย่างกว้างขวางโดยแพทย์ นักวิจัย ผู้ผลิตและผู้ตรวจสอบคุณภาพยาในทางจิตเวช บริษัทประกันภัย นโยบายของรัฐทั้งในสหรัฐอเมริกาและที่อื่นๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย

ขณะที่เพศวิถีที่รักเพศเดียวกันถูกนิยามว่าเป็น "ความผิดปรกติทางจิต" โดยที่ตอนแรกมี คู่มือ DSM ในปี 1952 ก่อนจะถอนออกในฉบับปี 1974 อันเนื่องมาจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ประท้วงของกลุ่มคนรักเพศเดียวกันและการอธิบายเรื่องเพศโดยมิติทางสังคมอื่นๆ ที่ไม่ยอมให้พวกแพทย์ผูกขาด แต่คู่มือ DSM ก็ยังคงตีตราอยู่โดยจัดให้ไปอยู่ใน กลุ่มเพศที่ตนเองไม่พึงประสงค์ แทน ก่อนจะจัดประเภทใหม่ให้อยู่ใน กลุ่มความเบี่ยงเบนทางเพศ 

Coprophilia หรือ Scatophilia คือ เพศวิถีที่ปรารถนาการกระตุ้นเร้าด้วยขี้ ไม่ว่าจะชอบชมเป็นก้อนๆ หรือดูคนขับถ่าย หรือให้คนรักเบ่งขี้รดตัวที่เรียกกันว่า "Cleveland steamer" บางคนก็ถึงขั้น "Coprophagia" คือกินสดๆ เข้าไปเลย จะไม่เพียงถูกนิยามให้เป็นความผิดปรกติทางจิตใจ แต่ยังถูกจัดให้เป็นอาการของความเจ็บป่วยทางสมองที่เป็นภาวะอันตราย และต้องการความช่วยเหลือ

โรงพยาบาลจิตเวชหลายที่สังเกตว่า อาการชอบกินขี้ มักจะเกิดขึ้นในผู้ใหญ่ที่มีโรคเกี่ยวกับสมองและในคนที่ฉลาดน้อยกว่าคนทั่วไปตามค่าเฉลี่ย ซึ่งแม้ว่าอาการกินขี้จะไม่ได้เกิดขึ้นในคนทั่วไปที่เป็นโรคทางสมองและฉลาดน้อยนี้มากนัก แต่คนที่ชอบกินขี้ส่วนใหญ่ก็มักจะมีอาการของสองโรคนี้ร่วมด้วย
ปริมาณของคนป่วยที่เป็นโรคชอบกินขี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ แต่ปริมาณของคนชอบขี้ตอนมีเซ็กส์กลับเพิ่มขึ้น ซึ่งบางครั้ง ผู้ป่วยอาจจะล้วงเข้าไปในลำใส่ใหญ่ของตัวเองเพื่อเอาออกมากิน หรือกินขี้ของคนอื่นก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ทำเพื่อเรียกร้องความสนใจ ทว่าปัญหาคือกลิ่นมันเหม็นและอาจนำไปสู่การติดเชื้อ ทำให้ป่วยเป็นโรคอื่นๆ อีก ผู้ป่วยโรคนี้จึงมักจะถูกแยกไว้อยู่คนเดียว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคสมองเสื่อม ที่เปลี่ยนชีวิตของคนเราไปอย่างหลากหลาย โดยมีอย่างหนึ่งคือเรื่องเซ็กส์ คือจะมีอาการที่ไฮเปอร์มากขึ้นและอาจใช้อุจจาระเพื่อเป็นเครื่องกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ เพราะฉะนั้น อารมณ์ทางเพศของคนกลุ่มนี้จึงไม่ได้อยู่ที่คนหรือเพศตรงข้าม แต่อยู่ที่ตัววัตถุ หรือในกรณีนี้คืออุจจาระนั่นเอง

การกินอุจจาระจึงเป็นการเตือนตัวเอง หรือถ้าเหงามาก ก็อาจจะกินอุจจาระเข้าไปเพื่อเป็นการชดเชยอุจจาระของเราเองที่หายไปตอนเราขับถ่ายออกมาก็เป็นได้
มากไปกว่านั้น อาจจะมีอาการที่เดี๋ยวนี้เรียกว่า "เล่นขี้" ชอบละเลงขี้ (Scatolia) ด้วยการเอาขี้มาทาที่มือหรือร่างกายของตัวเอง นักจิตวิทยาพยายามจะเข้าใจการละเลงขี้นี้ ทว่ากลับเป็นที่เข้าใจน้อยที่สุดว่าจะไปละเลงทำไม?

มีการประเมินกันว่า เป็นการแกล้งผู้ดูแลของผู้ป่วย และผู้ป่วยมักจะละเลงขี้ในตอนกลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน แต่บางทีก็พบว่า ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเหล่านี้ พยายามทำความสะอาดหลังจากที่ขี้แตกแบบไม่รู้ตัว ขี้เลยกระจายทั่วไปหมด ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่เข้าห้องน้ำเองไม่ได้ หรือว่าเบื่อเฉยๆ ก็ได้ คือบางครั้งพวกเขาหรือเธอก็เอามือละเลงขี้แล้วไปป้ายกำแพง หรือเรียกง่ายๆ ว่ากำลัง "ใช้นิ้วทาสี" ซึ่งพฤติกรรมนี้มักจะพบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ไม่ใช่คน

มีคำอธิบายว่าการกระทำนี้อาจเป็นการพยายามโฟกัสความสนใจในการสร้างงานศิลปะ การเอาขี้ป้ายกำแพงเป็นศิลปะบำบัดประเภทหนึ่ง คือ "ศิลปิน" ได้ใช้นิ้วมือของตัวเอง วาดลวดลายหรือรูปทรงง่ายๆ ขึ้นมา เพราะอย่างนั้น เมื่อผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมนี้ไม่มีปากกาให้วาด ก็เลยใช้ขี้ของตัวเองวาดแทน ซึ่งจะมีผู้ป่วยบางรายปาขี้เพื่อเป็นการเรียกร้องความสนใจ เพราะอยากจะสื่อสารกับเรา หรือแม้กระทั่งเป็นการลงโทษผู้ดูแลอีกด้วย

แม้ว่าความเจ็บป่วยทางสมองอาจจะทำให้มีพฤติกรรมใช้ขี้สื่อความหมายกับความรู้สึกนึกคิดของตนเอง หรือกับเรื่องเพศ แต่คนที่ชอบขี้จริงๆ มันก็มีอยู่แหละ โดยที่ไม่ได้เกิดจากความเจ็บป่วยทางสมองแต่อย่างใดด้วย และอันที่จริงรสนิยมทางเพศไม่ใช่เรื่องที่จะให้จิตแพทย์หรือแพทย์ที่ไหนมาเที่ยวยัดความหมายว่าเป็นโรค หรือตีตราว่าเป็นความเจ็บไข้ได้ป่วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ขี้ก็เป็นเครื่องยืนยันการเป็นสัตว์สังคมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ต้องติดต่อสื่อสารกันเหมือนกับมนุษย์ ต้องการแลกเปลี่ยนซึ่งกันละกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกคู่สมสู่และเรื่องเซ็กส์ การขับถ่ายของสัตว์เหล่านั้นเป็นไปเพื่อสร้างกลิ่น เพื่อใช้ในการสื่อสาร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเลือกคู่หรือสืบพันธุ์ สัตว์ต้องการแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทั้งโซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม และรวมถึงวิตามินอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดหาได้ในอาหารตามธรรมชาติ และรวมถึงในขี้ของพวกมันเองด้วย บางครั้งสัตว์ก็กินขี้ของตัวเองเพราะกำลังต้องการวิตามินบางอย่างเพื่อให้ระบบในร่างกายทำงานได้ เพราะอย่างนั้น สัตว์เลยมีนิสัยกินขี้ เพราะเป็นแหล่งพลังงานและแร่ธาตุอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์แก่ๆ หรือสัตว์ตัวที่ไม่สามารถใช้ฟันเคี้ยวอาหารที่อาจจะเป็นอาหารแข็งๆ ได้

สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางประเภท ไม่เพียงแต่กินขี้เท่านั้น แต่ยังปาขี้อีกด้วย!
การปาขี้ก็ปาได้ตั้งแต่ในสัตว์สายพันธุ์เดียวกันและระหว่างต่างสายพันธุ์ หรือปาเพื่อต่อสู้กันก็ได้ หรือบางทีก็ปาเล่นกันเฉยๆ

สำหรับมนุษย์แล้ว เพศสัมพันธ์และการขับถ่ายอาจจะมีประวัติศาสตร์มายาวนาน ในกรีกโบราณมีพิธีกรรมเซ็กซ์หมู่เพื่ออุทิศให้กับเทพไดอะไนซัส (Dionysus) เทพแห่งการเก็บเกี่ยวองุ่นและไวน์ เทพแห่งปีติศานติ์ มีการนำเอาเพศวิถีต่างๆ และความหลงใหลเสพติดทางเพศหลายๆ อย่างมาใช้ในเซ็กซ์หมู่นั้น และจากหลักฐานทางโบราณคดี มีจิตรกรรมบนโถในช่วง 500 ปีก่อนศริสต์กาล ที่มีการวาดคนกำลังขับถ่ายในขณะที่กำลังดำเนินกิจกรรมทางเพศไปพร้อมๆกัน

อย่างไรก็ตาม ความรังเกียจ Coprophilia ยังถูกนำมาใช้ล้อเลียนชาติพันธุ์ เช่น Dirty Sanchez ที่อธิบายว่าเป็น หนวดชาวเม็กซิกัน เพราะมักจะมีภาพเหมารวมว่าชาวเม็กสิกันมีหนวดหมักหมมสกปรก อุปมากับผู้ที่ชอบกินอึจนเลอะขอบปากเหมือนหนวด
หนวดแม็กซิกัน กลายเป็นคำที่แพร่หลายในสังคมเกย์อังกฤษยุค 60’s

ในขณะเดียวกัน ก็นำมาอธิบายเพศวิถีของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาได้ให้ Walter C Langer ศึกษาจิตวิเคราะห์เกี่ยวกับฮิตเลอร์ และได้สรุปในรายงานทางจิตวิทยาชิ้นหนึ่งชื่อ A Psychological Analysis of Adolph Hitler His Life and Legend ว่าแกมีไข่ทองแดง และจะเกิดอารมณ์ทางเพศเมื่อได้เห็นขี้ โดยที่รายงานยังระบุต่อไปว่าเขาชอบให้หญิงสาวเบ่งขี้ใส่ปาก และหนึ่งในนั้นคือ Geli Raubal หลานสาวของเขาเอง 

เพศวิถีนี้จึงเป็นชายขอบของชายขอบอีกที เป็นชนกลุ่มน้อยของกลุ่มน้อยจริงๆ ถือว่าเป็น rare item มากๆ และตั้งแต่เราเกิดมา เรายังไม่เคยเจอคู่ที่เป็น Coprophilia เลย มากสุดก็เคยถูกขอร้องให้ฉี่ใส่ กับขอให้ฉี่รดตัว แค่ครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิต ซึ่งครั้งนั้น มันคือเมื่อสิบกว่าปีก่อนมาแล้ว แต่เราก็ไม่ได้ทำหรอก เพราะมันเกินจะจินตนาการ เลยโกหกไปว่าเป็นนิ่ว

แม้จะเป็นการขับถ่ายเหมือนกัน แต่เพศสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับอึ อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับฉี่เลยก็ได้
การชอบให้ชิ้งฉ่องราดตัวในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ก็เป็นอีกเพศวิถีหนึ่งที่เรียกว่า Urolagnia หรือ Urophilia มันจะมีคำแสลงเรียกเก๋ๆ ว่า "ฝนสีทอง" (golden shower) หรือ "กีฬาทางน้ำ" (water sports) แต่ก็ไม่วายต้องถูกจับใส่กล่องให้เป็นความวิปริตทางเพศและความเจ็บป่วยทางจิตไปอีก

มีนักจิตวิเคราะห์จำนวนมากพยายามศึกษาถึงชีวิตพฤติกรรมปัจจัยแวดล้อมในวัยเด็กว่ามีผลย่างไรต่อการมีรสนิยมทางเพศประเภทนี้ เช่น อาจมีผลพวงมาจากการถูกบังคับให้อั้นฉี่ตั้งแต่เด็ก หรือการถูกคุณครู หรือพี่เลี้ยงลงโทษไม่ให้เข้าห้องน้ำ ซึ่งกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะอยู่ใกล้กับอวัยวะเพศ การกลั้นฉี่ หรือการฉี่ราด สามารถสัมพันธ์กับการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้

ขณะเดียวกัน ทั้ง urophilia และ coprophilia ก็ถูกนำไปเปรียบเทียบกับพฤติกรรมสัตว์ต่างๆ อย่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายสปีชี่ที่ตัวแม่มักจะเลียรอยเปื้อนคราบสกปรก หรือใช้ปากและจมูกถูไถเพื่อทำความสะอาดลูก เช่น แม่ลิงชิมแปนซี แม่หมา แม่แมว แม้แต่คุณแม่ชาวเอสกิโมก็มีธรรมเนียมเลียลูกน้อยของตนเองเพื่อทำความสะอาดเช่นกัน ซึ่งพวกเขาสันนิษฐานว่าเป็นผลพวงมาจากระบบสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 

ในฐานะ "ความเบี่ยงเบนทางเพศ" "กามวิปริต" นักจิตแพทย์จึงมักพยายามเชื่อมโยงเพศวิถีนี้ทั้งอึ ทั้งฉี่ กับเพศวิถีอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่ม "ผิดปรกติ" เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ซาดิสต์ มาโซคิสท์ เซ็กซ์กับเด็ก พวกถ้ำมอง กำหนัดกับการคอสเพลย์เด็กอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเพศวิถีซาโดมาโซคิสม์ เพราะการฉี่ใส่ไม่เพียงแต่จะทำให้รู้สึกได้รับจิตวิญญาณของเซ็กซ์พาร์ทเนอร์ แต่มันยังเป็นการดูหมิ่นทำให้เสียเกียรติอีกด้วย

มากไปกว่านั้น ยังมีการถูกนำมาเป็นข้อกล่าวหาว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จ้างหญิงค้าบริการทางเพศมาปัสสาวะต่อหน้าเขาบนเตียงนอนโรงแรมที่มอสโคว์ ปี 2013 

ขณะที่นักบวชบางคนดื่มฉี่ตัวเองเพื่อสุขภาพ โดยมีความเชื่อว่าเป็นการรักษาโรคในบางลัทธิศาสนา กลายเป็นแพทย์ทางเลือกภูมิปัญญาดั้งเดิม ทว่า.. จากการที่ให้ฉี่ใส่ปากหรือราดตัวเพื่อเพิ่มความหฤหรรษ์ทางเพศ ก็ได้กลับกลายสิ่งน่ารังเกียจรังงอน

การกำหนัด หรือการหลงใหลในของขับถ่ายจึงยังเป็นเพศวิถีในมุมมืดชนิดที่ว่าอยู่ใต้ตู้เสื้อผ้า มีผู้คนไม่มากนักหรอกที่จะอาจหาญกล้าเปิดเผยว่าตนเองชอบแนวนี้ ซ้ำยังเป็นเครื่องมือในการโจมตีทางการเมือง ยิ่งนักจิตแพทย์จิตวิเคราะห์พยายามอธิบายเพศวิถีเหล่านี้ ไปเปรียบเทียบกับพฤติกรรมสัตว์นานาชนิด ยิ่งทำให้เป็นตัวประหลาดและเป็นความเจ็บป่วย ทั้งๆ ที่ไม่ว่าคนป่วยหรือไม่ป่วยก็เกิดอารมณ์แบบนี้ขึ้นมาได้ ไม่จำเป็นต้องให้อาชีพใดออกมาเที่ยวตีตรา หรืออ้างไปถึงหม้อไหในประวัติศาสตร์หลายร้อยปีเลยด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรสนิยมหรือความต้องการทางเพศในระดับปัจเจกบุคคลนั่นเอง


เครดิต : https://thematter.co/thinkers/coprophilia/54500
เรียบเรียง : Empath666
SHARE
Written in this book
The book of shadows

Comments

Sunflower38
8 months ago
อ่านละเหวอเลยค่ะ 5555
Reply
HydrangeaHirta
8 months ago
ใช่ค่ะ เรายังงงว่า เอ้ย มีแบบนี้ด้วยนะ ฮ่าๆ
deux
8 months ago
มันเป็นความซับซ้อนของธรรมชาติครับ ^_^
Reply
HydrangeaHirta
8 months ago
ขึ้นชื่อว่าธรรมชาติ สิ่งใดก็เกิดขึ้นและเป็นไปได้นะคะ