"ระบบโต๊ะ" (สิงห์แดง) จะอยู่หรือไปจะทำไงดี
ในบทความนี้ผมจะไม่วิจารณ์ "ระบบโต๊ะ" ในมิติว่ามันละเมิดสิทธิมั้ย มันควรมีอยู่หรือไม่ เพราะผมว่าคงมีคนเขียนบทความอธิบายเรื่องนี้ไว้มากพอสมควรแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ผมจะขอเสนอต่อไปนี้ก็คือตามหัวข้อบทความเลย คือ 

"ระบบโต๊ะ" จะอยู่หรือไปจะทำไงดี?

ส่วนผู้อ่านจะให้คุณค่าว่ามันดี/ไม่ดี อันนี้ก็สุดแล้วแต่
แต่โดยส่วนตัวผมยังสังกัดอยู่ในโต๊ะ App-sai ซึ่งในความรู้สึกผมนั้นอบอุ่นและเป็นกันเองมาก
(เอ้อ พึ่งนึกได้ว่ายังไม่เคยเทคน้องเลย น้องแตงกวาครับ พี่ขอโทษ เดี๋ยวพาไปเทคเร็วๆนี้ TvT )

ระบบโต๊ะคืออะไร ?

ระบบโต๊ะของธรรมศาสตร์นั้นก็จะฟีลแบบระบบ "บ้าน" ของม.อื่นๆ นั่นคือน้องๆปี 1 ตอนแรกเข้ามหาลัยจะมีกิจกรรมให้ไป "จับฉลาก" สุ่มเข้าสังกัดในโต๊ะตั่งต่างในคณะของตนเอง ซึ่งแต่ละคณะก็จะมีจำนวนโต๊ะที่ไม่เท่ากัน แต่ละโต๊ะก็จะมีชื่อของตัวเอง

เมื่อเข้าไปในโต๊ะแล้วก็จะมีภารกิจที่ต้องทำคือการจ่ายเงินค่าบำรุงโต๊ะเดือนละ 500 ตกปีละ (500X12) = 6000 บาทได้ ซึ่งแต่ละโต๊ะจะมีเรตราคาต่างกันไป ตามจำนวนสมาชิกและสกิลทางการเงินของแต่ละโต๊ะ

แน่ล่ะว่าคงไม่มีใครอยากเสียตังค์ให้กับสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์
ไม่งั้นระบบโต๊ะคงอยู่ไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้

สิ่งที่จะได้จากโต๊ะก็ คือ เพื่อนใหม่,รุ่นพี่ที่คอยให้คำแนะนำเรื่องการใช้ชีวิตและการเรียน
กิจกรรมต่างๆทีี่โต๊ะจัดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น

ระบบโต๊ะช่วยให้คนที่ปกติเก็บตัวหาเพื่อนยาก/มาจากโรงเรียนนอกกระแส สามารถหาเพื่อนได้ "ง่ายขึ้น"

หรือถ้าพูดให้ถึงที่สุดสำหรับ "บางคน" การมีอยู่ของโต๊ะนั้นมีอิทธิพลต่อชีวิตหน้าที่การงานของพวกเขาในอนาคต ชนิดที่สามารถ "ชี้เป็นชี้ตาย" ได้เลยทีเดียว!

มหาวิทยาลัย(และสถานศึกษาอื่นๆ) มีจุดประสงค์เพื่อตอบสนองต่ออุดมการณ์หลักของรัฐนั้น ๆ ในที่นี้จุดประสงค์ของมหาวิทยาลัย คือ การผลิต "แรงงาน" ป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ดังนั้นกิจกรรมใดๆของทางมหาวิทยาลัยจึงต้องสอดรับต่อความต้องการของตลาดในยุคสมัยนั้นๆไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้าหากกิจกรรมไม่ตอบสนองแล้ว กิจกรรมนั้นๆก็จะค่อยๆได้รับความนิยมลดลงจนสูญสลายหายไปเอง

ย้อนกลับไปในสมัยปฐมบทของการกำเนิดโต๊ะ คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของเราเน้นการผลิตแรงงานป้อนเข้าสู่ "ระบบราชการ" ดังนั้นการรวมกลุ่มกัน การที่รุ่นพี่ช่วยเหลือรุ่นน้อง จึงเป็นการตอบสนองต่อตลาด (หรือความสัมพันธ์ทางการผลิต) ในสมัยนั้นดั่งสโลแกน "สามัคคี ประเพณี เป็นพี่น้อง" ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี

แต่ในระยะเวลาต่อมา ความสัมพันธ์ทางการผลิตได้ "เปลี่ยนไป"
มากเกินกว่าที่ผมเองจะจินตนาการได้หมด คน GEN ใหม่ไม่ค่อยต้องการเข้ารับราชการเหมือนเก่าแล้ว บางสถิติบอกว่าคนจบรัฐศาสตร์กว่า 70% ทำงานเอกชนส่วน 30% ทำงานข้าราชการ

ดังนั้น "ระบบโต๊ะ" ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสอดรับกับ "ระบบราชการ" หรือวิธีการผลิตแบบเดิมจึงตอบสนองต่อตลาดน้อยลงไปเรื่อย ๆ โดยในสายตาของรุ่นพี่ยิ่งยุคเก่าก็จะยิ่งมองว่า "ระบบโต๊ะ"นั้นมีคุณค่าและสำคัญ สวนทางกับสายตาของรุ่นน้องๆที่เข้ามาใหม่

อีกปัจจัยนึงจากการคาดคะเนของผม คือ "วัฒนธรรม" ที่เปลี่ยนไปของเด็ก GEN ใหม่ที่จะมีลักษณะ individual มากขึ้นในทุกรุ่น ไม่ใช่เพียงโต๊ะเท่านั้นที่ประสบปัญหา หากแต่กลุ่มกิจฯอื่นๆ ที่เป็นลักษณะของการ "รวมกลุ่ม" สามารถรวมกลุ่มได้ยากขึ้น มีปัญหาภายในสูงขึ้น

การเข้ามาของเทคโนโลยีก็เป็นอีกปัจจัยนึงที่มีบทบาทสำคัญต่อการคงอยู่ของโต๊ะ
เช่น การเข้ามาของแอพ LINE

สิ่งที่เกิดขึ้น คือ จากแต่เดิมที่เมื่อเหล่าว่าที่นักศึกษาจะเข้ามาเรียน พวกเขาไม่รู้เลยว่าเขาจะหาเพื่อนยังไงได้บ้างนอกจากเพื่อนเก่าร.ร.เดียวกันที่สอบติดที่เดียวกัน การเข้าโต๊ะจึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเขามีสังคมมีเพื่อนได้

แต่ในปัจจุบันคือเมื่อประกาศรายชื่อคนสอบติดแล้วจะมีการตั้งกรุ๊ปไลน์ของคนที่สอบติดคณะนั้นๆมาเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนทำความรู้จักกัน ซึ่งจากจุดนี้ก็ "เริ่ม" มีการจับกลุ่มกันเองก่อนที่จะเข้าไปเจอกับการจับกลุ่มให้ของ "ระบบโต๊ะ" ดังนั้นเมื่อมีกลุ่มเพื่อนอยู่ก่อนแล้ว การมีเพื่อนโต๊ะเพิ่มจึงสลับบทบาทเป็นส่วนเสริมแทนที่จะเป็นส่วนหลัก(ในการมีสังคม)เหมือนแต่ก่อน

สถานการณ์ในปัจจุบัน(เท่าที่ผมทราบ) คือ ในสิงห์แดงรุ่นล่าสุด ก็มีโต๊ะที่ "แตก" ไปแล้วจำนวนหนึ่ง (แตกเฉพาะรุ่น) และมีแนวโน้มว่าโต๊ะอื่นๆจะทยอยตามไปด้วย ซึ่งสำหรับคนที่รักโต๊ะแล้วนี่ถือได้ว่าเป็นวิกฤตการณ์ระดับสัญญาณเตือนสีแดงเลยทีเดียว

ซึ่งก็มีคนเคยเสนอไอเดียในการกอบกู้วิกฤตการณ์โต๊ะนี้เอาไว้นั่น คือ เปลี่ยนจากการ "จับฉลากสุ่มเข้าโต๊ะ" เป็นการ "สมัครใจเลือก" เข้าโต๊ะ แทนโดยมีฐานคิดว่า

"ปัญหาของระบบโต๊ะนั้นเกิดจากการเอาคนไม่รู้จักกันมาอยู่ร่วมกัน ถ้าเอาคนรู้จักกันมาอยู่ร่วมกันแล้ว จะแก้ปัญหาได้"

ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็เห็นด้วยกับ "บางส่วน" ของไอเดียนี้ ซึ่งฝ่ายที่ต้องการอนุรักษ์การมีอยู่ของโต๊ะต่อไปควรคิดทบทวนก็ คือ "ปัญหา" ของระบบโต๊ะนอกจากประเด็นนี้ มีอย่างอื่นรึเปล่า แล้วมันยึดโยงกับกลไกเศรษฐกิจสังคมภายนอกอย่างไร จะมีปัญหาอะไรตามมาหรือไม่จากวิธีใหม่ดังกล่าว เช่น

วิธีดังกล่าวจะตอบสนองต่อ "การเลือก" ของ "ทุกคน" ได้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือ"ไม่"
แล้วเราจะใช้อะไรตัดสินว่าใครมีสิทธิในการเลือกหรือไม่เลือก

ฯลฯ

ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็ไม่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านการมีอยู่ของโต๊ะ
ตราบเท่าที่เป็นการไปด้วยความสมัครใจ ก็จะไม่ขอแสดงความเห็นที่จะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดทั้งสนับสนุนและคัดค้านไปมากกว่านี้

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจในระบบโต๊ะนะครับ
ขอบคุณที่อ่านจบ















SHARE
Writer
PSYLENT
Drummer
อดีตนักเขียน Music Column @JOOX ,บรรณาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทรุ่น 1-4 ปัจจุบันเป็น Rapper ปากหมาจากวงซ้ายจัดชื่อ Kalibut ใน A.K.A PSYLENT และเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต) สนใจในประเด็น ปรัชญาการเมือง,ดนตรี,เพศ มีทั้งความสาระดีและสารเลว ปะปนกันไป สำหรับการจ้างงานเขียน หรือ อยากพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องตั่งต่าง ติดต่อได้ผ่าน FB: มือกลอง กบฏ เด้อครับเด้อ

Comments

Ladybear
1 year ago
ตอนนี้ก็ขึ้นปีสามแล้วค่ะ อยู่มธ.เหมือนกันแต่คณะใช้ระบบบ้าน แรกๆก็ชอบนะ ทำกิจกรรมร่วมกัน ช่วยเหลือค้ำชูกัน อยู่กันเป็นบ้าน ค่อนข้างอินเลยค่ะ5555. แต่พอขึ้นปีสองคณะก็ให้เลือกภาค แล้วก็เหมือนเดิมคือมีรับน้องเข้าภาค จับพี่เทคใหม่เหมือนกัน ซึ่งเหมือนมันซ้ำซ้อน เหมือนจัดขึ้นเพื่อรองรับเด็กปี1เฉยๆ โดยเฉพาะเด็กGENใหม่ ที่จะไม่อิน และเด็กGENเก่าที่ไม่ใส่ใจขนาดนั้นแล้ว ทุกวันนี้เลยสงสัยมากๆว่า ทำไมถึงมีมาได้ แล้วมีไว้ทำไม จนสุดท้ายมาจบที่ความคิดที่ว่า ถ้าไม่มีระบบนี้แล้ว เด็กที่ไม่ได้อยู่ในกระแส(ยกตัวอย่างเช่นเรา ที่เป็นเด็กต่างจังหวัดมาจากโรงเรียนที่คนไม่ค่อยรู้จัก)จะยังอยู่ได้มั้ย แล้วอะไรจะเป็นสิ่งที่มาค้ำจุนเด็กส่วนนั้นแทนจากระบบบ้านที่หายไป เป็นโจทย์ที่ยากมาก
Reply
PSYLENT
2 months ago
ใช่ครับ